ซาลาเปาตัวน้อย ทะลุมิติมามีระบบทำฟาร์มยุค 70 จนร่ำรวย - บทที่ 580 การเรียนที่คณะเกษตรศาสตร์ ....................
- Home
- All Mangas
- ซาลาเปาตัวน้อย ทะลุมิติมามีระบบทำฟาร์มยุค 70 จนร่ำรวย
- บทที่ 580 การเรียนที่คณะเกษตรศาสตร์ ....................
บทที่ 580 การเรียนที่คณะเกษตรศาสตร์
………………..
บทที่ 580 การเรียนที่คณะเกษตรศาสตร์
ศาสตราจารย์คณะเกษตรศาสตร์ท่านนี้มีชื่อว่า เก๋อจื้อเสวีย ตอนหนุ่ม ๆ เขาเคยเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีผิวขาว แต่เพราะต้องทำงานกลางแดดกลางฝนมาตลอด จึงค่อย ๆ กลายเป็นคนผิวคล้ำดังที่เห็นตรงหน้า
ศาสตราจารย์เก๋อมีแววตาอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความคาดหวัง
นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่อยากเรียนเกษตรศาสตร์
เพราะมันเป็นงานที่ทั้งเหนื่อยและลำบาก แม้แต่นักศึกษาชายยังมีน้อย ไม่ต้องพูดถึงผู้หญิงเลย
เก๋อจื้อเสวียยังสงสัยว่าทำไมเย่เสี่ยวจิ่นไม่เรียนคณิตศาสตร์กับเสิงซิ่งเสียน แต่กลับมาเรียนเกษตรศาสตร์กะทันหัน
เขาคิดอย่างนั้นจึงถามออกไป
“นักศึกษาเย่ คุณคิดดีแล้วหรือที่จะเรียนสาขานี้ สาขานี้ต้องทำงานกลางแจ้งบ่อย ๆ นะ ไม่ใช่งานสบายเลย”
เย่เสี่ยวจิ่นตั้งเป้าหมายไว้ห้าปี
สองปีแรกจะเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างเป็นระบบ สามปีหลังจะนำเมล็ดพันธุ์และอุปกรณ์ที่ทันสมัยจากระบบออกมาช่วยให้เมืองเชียนอินหลุดพ้นจากความยากจน
เย่เสี่ยวจิ่นไม่ได้วางแผนจะอุทิศตัวให้กับวิชาเกษตรศาสตร์ไปตลอดชีวิต เธอยังอยากศึกษาค้นคว้าสิ่งอื่น ๆ อีก
หลังจากได้เรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เธอรู้สึกว่าตัวเองสนใจหลายสิ่งหลายอย่าง
เย่เสี่ยวจิ่นไม่ได้เปิดเผยความจริงกับศาสตราจารย์เก๋อ เพียงแค่บอกว่า “พี่ชายของฉันรับผิดชอบงานด้านการเกษตรที่อำเภอ ฉันอยากเรียนรู้เรื่องนี้เพื่อกลับไปช่วยเขาทำงานน่ะค่ะ”
ศาสตราจารย์เก๋อครุ่นคิดสักครู่ แล้วพยักหน้า
“เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะลำบาก”
คณะเกษตรศาสตร์รับนักศึกษาใหม่เพียงร้อยกว่าคนในครั้งนี้ และสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ ในจำนวนนักศึกษาร้อยคนนี้ มีเพียงเย่เสี่ยวจิ่นคนเดียวที่เป็นผู้หญิง
เธอกลายเป็นที่รักของทั้งคณะในทันที
การเรียนภาคทฤษฎียังพอไหว แต่พอถึงภาคปฏิบัติ เพื่อนร่วมชั้นก็รับงานหนักและสกปรกไปทำหมด
ไม่ยอมให้เย่เสี่ยวจิ่นทำเลยสักอย่าง
รุ่นพี่คณะเกษตรศาสตร์ทุกคนกระตือรือร้นเป็นพิเศษ
เย่เสี่ยวจิ่นก็รับน้ำใจดีของพวกเขา
เธอ “โชคดี” ที่ได้รับหนังสือด้านการเกษตรมากมายจากระบบ เมื่ออ่านมาก เวลารุ่นพี่เจอปัญหา เธอแค่มองปราดเดียวก็ชี้แนะได้
นานวันเข้า เย่เสี่ยวจิ่นกลายเป็นสารานุกรมของคณะเกษตรศาสตร์ไปแล้ว แถมยังใช้งานได้ดีกว่าศาสตราจารย์เก๋อเสียอีก
เมื่อจบปีแรก เย่เสี่ยวจิ่นช่วยศาสตราจารย์เก๋อวิจัยข้าวพันธุ์ให้ผลผลิตสูง แม้ว่าข้าวรุ่นนี้จะสู้ผลผลิตจากระบบไม่ได้ แต่ก็ให้ผลผลิตต่อไร่สูงที่สุดในประเทศตอนนี้!
ศาสตราจารย์เก๋อเริ่มทดลองในพื้นที่เล็ก ๆ ที่เมืองหลวงก่อน หลังจากผลผลิตต่อไร่ในฤดูเก็บเกี่ยวเป็นไปตามที่คาดหวัง จึงเริ่มขยายไปทั่วประเทศ
ไม่นานนัก พื้นที่อื่น ๆ ก็เริ่มปลูกพันธุ์ข้าวใหม่กันแล้ว
มีเพียงอำเภอเชียนอินที่ยังไม่ได้เปลี่ยนพันธุ์ข้าวชั่วคราว เย่หวายยังคงทำการวิจัยต่อ ปัจจุบันผลผลิตข้าวต่อไร่ในหมู่บ้านชงเถียนเพิ่มขึ้นมากกว่าแปดเท่า อัตราเมล็ดลีบก็ลดลงอย่างมาก
แต่ก่อนชาวบ้านไม่มีข้าวกิน ต้องกินแต่ข้าวต้ม แต่ตอนนี้ทุกบ้านสามารถหุงข้าวสวยกินได้ทุกมื้อ กินสี่ห้าชามก็ไม่ต้องเสียดาย
เธอเดินกลับหอพักเหมือนทุกวัน ระหว่างทางได้เจอเฉียวเถียนหย่าและอวี๋จวิ้นเฟย ทั้งสองคนได้รับคัดเลือกเข้าเรียนต่อเป็นนักศึกษาวิจัยของเสิงซิ่งเสียนแล้ว
“เสี่ยวจิ่น” เฉียวเถียนหย่าจูงมืออวี๋จวิ้นเฟยพลางมองไปที่เย่เสี่ยวจิ่น
หญิงสาวโตเป็นสาวเต็มตัวแล้ว
ใบหน้าที่เคยอวบอิ่มด้วยไขมันเด็กได้จางหายไป เหลือเพียงใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มที่งดงามประณีต ใครเห็นก็ต้องชมว่าเป็นสาวน้อยหน้าตาดี
เฉียวเถียนหย่าเดินเข้ามาปล่อยมืออวี๋จวิ้นเฟย แล้วกระซิบกระซาบว่า “เสี่ยวจิ่น เธอกินอะไรเข้าไปถึงโตขนาดนี้ ดูพี่ ๆ ที่เข้าเรียนพร้อมเธอสิ พวกเขาดิ้นรนอยู่ที่คณะเกษตรมาหนึ่งปี ตอนนี้ตัวดำเหมือนชาวไร่กันหมด มีแต่เธอคนเดียว…”
“ทำไมเธอถึงไม่ดำเลยล่ะ?!”
เฉียวเถียนหย่ารู้สึกสงสัยจริง ๆ
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มมุมปาก ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ ดูงดงามเป็นพิเศษ
ระบบบ่นว่า [ทั้งหมดนี้ก็เพราะฉันทั้งนั้น ครีมกันแดดที่ผลิตโดยระบบ ไม่เคยพลาดในการป้องกันแดดเลย]
จริง ๆ แล้วส่วนใหญ่ก็เป็นผลงานของระบบ
อีกอย่างพี่ ๆ ร่วมสำนักก็สงสารเธอ เวลาต้องทำงานกลางแดด จึงช่วยทำแทนให้ เย่เสี่ยวจิ่นจึงอยู่แต่ในห้องทดลองเป็นส่วนใหญ่
เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่เพียงแค่ไม่ดำ แต่กลับขาวขึ้นด้วยซ้ำ…
เฉียวเถียนหย่ามองเธออย่างพินิจพิเคราะห์ และก็สังเกตเห็น
“ไม่ใช่ ๆ! นี่เธอไม่ใช่แค่ไม่ดำนะ ทำไมฉันรู้สึกว่าเธอขาวขึ้นด้วยซ้ำ!”
“ฉันยังผิวคล้ำลงตลอดหน้าร้อนนี้เลย แต่ทำไมเธอถึงไม่ดำ มันไม่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์เลย!”
“เธอดูผิดแล้ว ฉันดำนะ” เย่เสี่ยวจิ่นพูดหยอก
“จริงเหรอ?” เฉียวเถียนหย่าไม่ค่อยเชื่อ
เย่เสี่ยวจิ่นพูดอย่างหนักแน่น “ดำจริง ๆ”
เฉียวเถียนหย่ามองอยู่นาน รู้สึกว่าหล่อนกำลังถูกหลอก
หล่อนแค่ส่งเสียงฮึในลำคอ นึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ จึงไม่ได้ถือสาอะไร จับมือเธอไว้พลางพูดว่า “เสี่ยวจิ่น วันนี้เป็นวันเกิดเธอไม่ใช่เหรอ พวกเราไปกินข้าวนอกมหาวิทยาลัยกันเถอะ”
เธอพยักหน้า “ได้”
ทั้งสามคนเดินออกไปนอกโรงเรียนด้วยกัน
เฉียวเถียนหย่าและอวี๋จวิ้นเฟยต่างก็เป็นลูกศิษย์ของเสิงซิ่งเสียน เมื่อได้พบปะกันบ่อย ๆ ทั้งสองก็ถูกชะตากัน และเพิ่งไม่นานมานี้เอง เย่เสี่ยวจิ่นถึงได้รู้ว่าทั้งสองคบกัน
เธอชำเลืองมองอวี๋จวิ้นเฟย “ใครเป็นคนสารภาพรักก่อนระหว่างนายกับอวี๋จวิ้นเฟย?”
ใบหน้าของเฉียวเถียนหย่าแดงระเรื่อ “อวี๋จวิ้นเฟยสิ ฉันจะกล้าสารภาพรักก่อนได้ยังไง…”
เย่เสี่ยวจิ่นขยิบตาให้หล่อนอย่างมีเลศนัย “ดี ๆ อวี๋จวิ้นเฟยเป็นคนดีนะ”
“เสี่ยวจิ่น พวกรุ่นพี่ของเธอดูเหมือนจะชอบเธอกันเยอะเลยนะ มีใครมาสารภาพรักกับเธอบ้างไหม?” เฉียวเถียนหย่าถามอย่างอยากรู้
ในมหาวิทยาลัยมีคนมาจีบเย่เสี่ยวจิ่นไม่น้อยเลยทีเดียว
บางคนสนใจเธอเพราะความอยากรู้อยากเห็น แรก ๆ คิดว่าเย่เสี่ยวจิ่นเรียนเกษตรศาสตร์คงจะดูบ้านนอกไปแล้ว แต่ไม่คิดว่าเธอกลับยิ่งดูสวยขึ้นเรื่อย ๆ
ตอนนี้ทั้งสามคนเดินมาถึงประตูโรงเรียนแล้ว เย่เสี่ยวจิ่นหยุดเดินชั่วครู่แล้วพูดว่า “รอฉันแปบนึงนะ ฉันจะไปรับจดหมายที่ป้อมยามก่อน”
เฉียวเถียนหย่ากับอวี๋จวิ้นเฟยสบตากัน
หล่อนจิ้มแขนอวี๋จวิ้นเฟยเบา ๆ “ทำไมมีคนส่งจดหมายมาให้เสี่ยวจิ่นบ่อยจัง คราวที่แล้วฉันเห็นเสี่ยวจิ่นยิ้มเขิน ๆ ตอนอ่านจดหมาย ฉันว่าต้องมีอะไรแน่ ๆ”
อวี๋จวิ้นเฟยไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ จึงพูดอย่างงุนงง “งั้นเธอไปถามเขาดูสิ?”
เฉียวเถียนหย่าตบหน้าผากเขาทีหนึ่ง “มีนายไว้ทำไมกัน!”
อวี๋จวิ้นเฟย: “……”
เขาทำอะไรผิดหรือ?
รู้สึกน้อยใจจริง ๆ
เย่เสี่ยวจิ่นถือจดหมายกลับมา เฉียวเถียนหย่าอยากรู้อยากเห็นมาก จึงชะโงกหน้าไปดูแวบหนึ่ง แล้วชะงักไป “เป็นจดหมายจากต่างประเทศด้วยเหรอ?”
เฉียวเถียนหย่ามองรอยยิ้มของเย่เสี่ยวจิ่นแล้วรู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง
หล่อนจึงครุ่นคิดอย่างใช้ความคิด
อวี๋จวิ้นเฟยดึงแขนเสื้อของเฉียวเถียนหย่า
เฉียวเถียนหย่าพูดอย่างรำคาญ “กำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ อย่าเพิ่งมารบกวนฉัน”
อวี๋จวิ้นเฟย “……”
“แค่ก แค่ก แค่ก” เขาไอหนัก ๆ หลายครั้งเพื่อดึงความสนใจของเฉียวเถียนหย่า “เธอลืมเรื่องสำคัญของพวกเราหรือเปล่า?”
“เรื่องสำคัญอะไรเหรอ?” เย่เสี่ยวจิ่นถามพลางแกะจดหมายไปด้วย
เฉียวเถียนหย่าแสดงสีหน้าหงุดหงิด รีบพูดว่า “ก็เรื่องกินข้าวไงล่ะ รีบ ๆ หน่อย ฉันจองร้านไว้แล้ว คืนนี้พวกเราจะได้กินให้เต็มที่!”
พูดจบก็ให้อวี๋จวิ้นเฟยไปเรียกรถ
“ต้องนั่งรถด้วยเหรอ? พวกเราไม่ได้กินแถว ๆ มหาวิทยาลัยเหรอ?”
เฉียวเถียนหย่าลากเย่เสี่ยวจิ่นขึ้นรถ “วันเกิดเป็นเรื่องสำคัญนะ จะมากินร้านเล็ก ๆ แถวมหาวิทยาลัยได้ยังไง”
เย่เสี่ยวจิ่นคิดดูแล้วก็เห็นด้วย “ก็ได้”
“ดูท่าพวกเธอสองคนวางแผนกันไว้แล้วสินะ งั้นฉันก็ไปกับพวกเธอละกัน”
เย่เสี่ยวจิ่นแกะจดหมายในมือแล้วก้มลงอ่าน
เฉียวเถียนหย่าถึงจะรู้สึกอยากรู้อยากเห็น แต่ก็ไม่ได้แอบดู เบือนหน้าไปทางอื่น
เย่เสี่ยวจิ่นที่เมื่อครู่ยังมีรอยยิ้มบนใบหน้า ไม่รู้ว่าเห็นอะไร กลายเป็นแสดงความประหลาดใจออกมา
“นี่…”
………………………………………………………………………………………………………………………..
สารจากผู้แปล
โตๆ กันแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มมีความรักกันแล้วสินะ
ไหหม่า(海馬)
………………..