ซาลาเปาตัวน้อย ทะลุมิติมามีระบบทำฟาร์มยุค 70 จนร่ำรวย - บทที่ 551 เย่เสี่ยวจิ่นเธอมันไม่ใช่มนุษย์
- Home
- All Mangas
- ซาลาเปาตัวน้อย ทะลุมิติมามีระบบทำฟาร์มยุค 70 จนร่ำรวย
- บทที่ 551 เย่เสี่ยวจิ่นเธอมันไม่ใช่มนุษย์
บทที่ 551 เย่เสี่ยวจิ่นเธอมันไม่ใช่มนุษย์
………………..
บทที่ 551 เย่เสี่ยวจิ่นเธอมันไม่ใช่มนุษย์
เขางงงวยเล็กน้อย “ให้…ให้ฉันเหรอ?”
“ฉันขอกินสักลูกได้ไหม?”
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความปรารถนา เย่เสี่ยวจิ่นอดขำไม่ได้ เธอพยักหน้ายืนยันใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความอยากของเขา “ใช่ ให้นายกินนั่นแหละ”
กลัวว่าเขาจะเกรงใจ เย่เสี่ยวจิ่นจึงหยิบช้อนที่ยังไม่ได้ใช้ตักหนึ่งลูกใส่ชามของอวี๋จวิ้นเฟย
“ช้อนนี้ฉันยังไม่ได้ใช้ นายกินได้อย่างสบายใจ”
อวี๋จวิ้นเฟยกลืนน้ำลายอึกใหญ่
ลูกชิ้นหัวสิงโตมีขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารก ด้านบนเคลือบด้วยน้ำซุปข้น และเพราะเย่เสี่ยวจิ่นใช้ช้อนตัก จึงมีน้ำซุปซึมเข้าไปในข้าวสวยด้วย ดูแล้วช่างน่ากินเหลือเกิน
ในตอนนี้ ความคิดที่อวี๋จวิ้นเฟยอยากให้เย่เสี่ยวจิ่นอับอายและอยากเหยียบย่ำเธอก็หายไปหมด
เฉียวเถียนหย่าสบตากับเย่เสี่ยวจิ่นอย่างเงียบ ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความคิดที่ว่า “ไอ้หมอนี่ช่างเกินไปจริง ๆ”
ลูกชิ้นหัวสิงโตทำจากเนื้อสับที่มีมันสามส่วนเนื้อเจ็ดส่วน ข้างในยังใส่แห้วที่กรอบอร่อย นอกจากจะช่วยลดความมันแล้วยังทำให้สัมผัสในปากอร่อยยิ่งขึ้น
น่องไก่เป็นอาหารที่ถูกที่สุด และยังสามารถซื้อได้ทีละชิ้น
อวี๋จวิ้นเฟยมาที่นี่หลายวันแล้ว เนื้อสัตว์อย่างอื่นที่ได้กินมีเพียงแค่ขนมปังไส้เนื้อในวันที่ปีนเขาเท่านั้น
ตอนนี้ หมูสับก้อนในสายตาของเขากลายเป็นของวิเศษไปแล้ว!
ความคิดที่ว่าเย่เสี่ยวจิ่นแย่งแสงเขาจนทำให้เขาไม่พอใจและอยากทำให้เธออับอายน่ะหรือ?
ไม่มี! ไม่มีเลยสักนิด!
อวี๋จวิ้นเฟยมีผิวขาวสะอาด ดูอ่อนแอบอบบาง อาจเป็นเพราะปกติกินเนื้อน้อย ร่างกายจึงผอมบาง ใบหน้าก็ซีดขาวดูไม่ค่อยแข็งแรง
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกว่าคนคนนี้น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
ก่อนหน้านี้เขามีท่าทีเป็นศัตรูกับเธอ แต่พอได้กินหมูสับก้อนก็เปลี่ยนเป็นชื่นชมเธอด้วยความจริงใจ
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ปลดล็อกสกิลใหม่ – การใช้อาหารเอาชนะใจคน!
บัตรอาหารมีวงเงินไม่จำกัด เย่เสี่ยวจิ่นจึงรูดได้อย่างไม่ต้องเสียดาย
เธอเลื่อนจานอาหารไปตรงกลาง แล้วพูดว่า “สหายอวี๋ กินด้วยกันสิ กินเยอะ ๆ เลย ถ้ากินไม่อิ่มก็ไปเอาเพิ่มได้”
อวี๋จวิ้นเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาเป็นประกาย จนมีน้ำตาคลอ
เขายกมือขึ้นปาดน้ำตาลวก ๆ ลังเลอยู่เป็นเวลานานถึงหนึ่งนาที สุดท้ายก็ทนต่อความเย้ายวนของลูกชิ้นหัวสิงโตราดน้ำแดง เนื้อวัวหม่าล่า และซุปเห็ดกระดูกหมูไม่ไหว จึงยื่นตะเกียบเข้าไปหาอาหารพวกนั้น
นับตั้งแต่วันนั้น กองทัพนักกินของเย่เสี่ยวจิ่นก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน
ตอนนี้อวี๋จวิ้นเฟยก็เหมือนกับเฉียวเถียนหย่า กลายเป็นลูกสมุนตัวน้อยของเย่เสี่ยวจิ่นไปแล้ว
ทุกครั้งหลังจากที่มาขออาศัยกินข้าว อวี๋จวิ้นเฟยก็จะถือหนังสือมาหา แล้วถามเธออย่างระมัดระวังว่าต้องการให้เขาช่วยติวหนังสือหรือไม่
เย่เสี่ยวจิ่นกลั้นหัวเราะพลางปฏิเสธไป
สามวันที่เหลือของการฝึกผ่านไปอย่างรวดเร็ว เจียงฉีพาพวกเขาไปลองยิงปืน วิ่งข้ามสิ่งกีดขวาง และการฝึกต่าง ๆ มากมาย แถมยังพาทุกคนไปฝึกไท้เก๊กที่โรงเรียนสอนไท้เก๊กอีกด้วย
ด้วยอานิสงส์ของการฝึก กลุ่มคนที่ไม่คุ้นเคยกันเลยก็ปฏิวัติตัวเองสร้างมิตรภาพขึ้นมาได้ในเวลาเพียงห้าวัน ทุกคนเข้ากันได้ดีมาก
ส่วนเย่เสี่ยวจิ่นนั้นได้ลูกสมุนมาเพิ่มสองคน
วันรุ่งขึ้นหลังจากการฝึกสิ้นสุดลง ค่ายฝึกก็เปิดเรียนอย่างเป็นทางการ
อย่างที่คาดไว้ เสิงซิ่งเสียนเป็นผู้รับผิดชอบหลักและอาจารย์ผู้ดูแลค่ายฝึกครั้งนี้
เขาถือแก้วเคลือบขึ้นไปบนเวที มองกวาดตาดูนักเรียนกว่าร้อยคนด้านล่าง สายตาหยุดอยู่ที่เย่เสี่ยวจิ่นนานกว่าคนอื่น
เขาก้มตัวลงกระแอมกระไอใส่ไมโครโฟน
“สหายนักศึกษาทุกคน ฉันเชื่อว่าการฝึกอบรมห้าวันที่ผ่านมาทำให้พวกเธอคุ้นเคยกันแล้ว ดังนั้นฉันจะไม่พูดอะไรมาก ฉันจะขานชื่อก่อน นักเรียนที่ถูกเรียกชื่อสามารถออกจากห้องเรียนได้”
อะไรกันเนี่ย?
เพิ่งเข้าเรียนก็จะเลิกแล้ว?
“ศาสตราจารย์เสิง พวกเราไม่ต้องเรียนเหรอครับ?”
“ช่วงเช้าให้เวลาพวกคุณทบทวนอย่างอิสระ ช่วงบ่ายจะมีการทดสอบ ขอเตือนทุกคนว่าคะแนนการทดสอบครั้งนี้มีผลโดยตรงต่อความเข้มข้นและความยากของการฝึกในสามเดือนข้างหน้า ดังนั้นขอให้ทุกคนพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทำคะแนนให้ดีที่สุด เข้าใจไหม?”
เมื่อเขาพูดจบ บรรยากาศในห้องเรียนก็เริ่มตึงเครียดขึ้น
นักเรียนทุกคนต่างกระวนกระวายใจ รอที่จะได้แสดงฝีมือ
ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ เย่เสี่ยวจิ่นก็รู้สึกกังวลขึ้นมาทันที
ค่ายฝึกครั้งนี้เรียกได้ว่าเต็มไปด้วยคนเก่ง และนักเรียนที่เข้ามาในค่ายฝึกล้วนเป็นคนที่ทุ่มเทได้ เป็นพวกเด็กเรียนที่ถ้าไม่ตายก็จะเรียนให้ตาย
ดูเหมือนเธอก็ไม่อาจประมาทได้!
เสิงซิ่งเสียนมองด้วยความพอใจที่เห็นนักเรียนทุกคนแสดงสีหน้าเคร่งเครียดราวกับกำลังเผชิญศัตรูที่ยิ่งใหญ่ ก่อนจะเริ่มขานชื่ออย่างใจเย็นไม่รีบร้อน
“กัวเจียซิ่ง”
“ซ่งจวี๋เยว่”
“……”
ไม่นานนักเหล่านักเรียนที่ถูกเรียกชื่อต่างเก็บของออกจากห้องเรียน เย่เสี่ยวจิ่นถูกเรียกชื่อเป็นคนท้าย ๆ เมื่อเธอเดินออกมาก็เห็นเฉียวเถียนหย่ายืนรออยู่ข้างนอกด้วยท่าทางร้อนรน
“เฉียวเถียนหย่า ทำไมเธอยังอยู่ที่นี่?”
เฉียวเถียนหย่าวิ่งเข้ามาคว้าข้อมือเธอพลางพูดอย่างร้อนรน “ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว เร็ว! พวกเราไปห้องติวกัน…”
เย่เสี่ยวจิ่นเกือบจะสะดุดล้มเพราะถูกหล่อนลากไป รีบร้องเรียก “พวกเราไม่จำเป็นต้องไปห้องติวนะ ไปห้องสมุดไม่ได้เหรอ?”
เฉียวเถียนหย่าหยุดกะทันหัน หันกลับมามองหน้าเย่เสี่ยวจิ่นอย่างงุนงง ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วตบหัวตัวเอง “ฉันลืมไปเลย! พวกเราไปห้องสมุดได้นี่นา ไปห้องติวทำไมกัน!”
“อวี๋จวิ้นเฟยไปจองที่ห้องติวให้พวกเราแล้ว เสี่ยวจิ่น เธอไปรอที่หน้าห้องสมุดก่อนนะ ฉันจะไปตามอวี๋จวิ้นเฟยมา”
อวี๋จวิ้นเฟยคนนี้ ยิ่งคบยิ่งน่าสนใจ เฉียวเถียนหย่าถือว่าเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มสามคนไปแล้ว
อวี๋จวิ้นเฟยถูกเฉียวเถียนหย่าลากออกมาจากห้องติวด้วยสีหน้าไม่เต็มใจ “เฉียวเถียนหย่า ถ้าพวกเราไม่อ่านหนังสือที่ห้องติว แล้วจะไปที่ไหนล่ะ?”
“ฉันรู้” เฉียวเถียนหย่าขยิบตา “เสี่ยวจิ่นมีบัตรผ่านเข้าห้องสมุด เป็นแบบที่พาคนอื่นเข้าได้ด้วย”
อวี๋จวิ้นเฟยทำหน้าเหมือน “ฉันโง่ไปแล้ว”
จนกระทั่งได้นั่งในห้องสมุดที่กว้างขวางและสว่างไสว อวี๋จวิ้นเฟยถึงได้เริ่มรู้สึกตัว
เขารู้สึกถึงลมเย็นสบายในห้องสมุด จู่ ๆ ก็เริ่มเข้าใจเฉียวเถียนหย่าขึ้นมา
อ้อ
นี่คือความรู้สึกเมื่อได้เกาะขาคนเก่งสินะ?
ในห้องสมุดมีเครื่องปรับอากาศ สบายกว่าห้องติวหลายเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ต้องทนกับกลิ่นเหงื่อที่ปะปนกันจนเหม็น
หลังจากตกใจ อวี๋จวิ้นเฟยก็รีบจมดิ่งสู่การเรียนอย่างรวดเร็ว
เฉียวเถียนหย่าก็อยู่ในสภาพที่ดี เข้าสู่โหมดเรียนได้อย่างรวดเร็ว
เย่เสี่ยวจิ่นเห็นว่าทั้งสองคนไม่มีปัญหาอะไร จึงสบายใจสั่งให้ระบบเปิดโหมดการเรียนแบบจมดิ่ง
จนกระทั่งเสียงกริ่งเตือนอาหารกลางวันของโรงเรียนดังขึ้น ท้องของเฉียวเถียนหย่าและอวี๋จวิ้นเฟยก็ส่งเสียง “จ๊อก ๆ” พร้อมกัน ทั้งสองคนถึงได้ถอนตัวออกจากการเรียน
เหลือบมองไปที่เย่เสี่ยวจิ่นที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วต้องตกตะลึง
หนังสือที่อยู่ข้าง ๆ เย่เสี่ยวจิ่นมีมากกว่าของพวกเขาถึงสามเท่า!
ในเวลาเท่ากัน เธอสามารถอ่านหนังสือได้มากขนาดนี้ได้ยังไง?
อวี๋จวิ้นเฟยและเฉียวเถียนหย่าสบตากัน ในดวงตาของทั้งคู่สื่อถึงความคิดเดียวกัน
เย่เสี่ยวจิ่น เธอมันไม่ใช่มนุษย์
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
นี่มันการแข่งขันของปีศาจชัดๆ แต่ละคนไม่มีใครยอมใครกันเลย
ไหหม่า(海馬)
………………..