ซาลาเปาตัวน้อย ทะลุมิติมามีระบบทำฟาร์มยุค 70 จนร่ำรวย - บทที่ 550 การข่มขู่คุกคาม ....................
- Home
- All Mangas
- ซาลาเปาตัวน้อย ทะลุมิติมามีระบบทำฟาร์มยุค 70 จนร่ำรวย
- บทที่ 550 การข่มขู่คุกคาม ....................
บทที่ 550 การข่มขู่คุกคาม
………………..
บทที่ 550 การข่มขู่คุกคาม
เขาก้มหน้าจนแทบจะซุกลงไปในพื้นดิน
“อาจารย์หลิว ผมรู้ตัวแล้วว่าทำผิด ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าเย่เสี่ยวจิ่นมีคนตระกูลเฉิงหนุนหลังอยู่ ถ้าผมรู้ ผมคงไม่กล้าทำร้ายหล่อนหรอก…”
“ถ้าเธอรู้… แต่เธอก็ทำเรื่องไปแล้ว ยังจะมีโอกาสให้เสียใจภายหลังอีกหรือ?”
ลู่ป๋อเหวินถูกสั่งสอนจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา
หลิวย่าตงก็ไม่พูดอะไรอีก ผ่านไปสักพัก จึงถอนหายใจ
“ลู่ป๋อเหวิน นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะช่วยแก้ต่างให้เธอ ถ้ามีครั้งหน้าอีก…”
ลู่ป๋อเหวินรีบเงยหน้าขึ้นมา รับปากอย่างร้อนรน “อาจารย์หลิว! จะไม่มีครั้งหน้าอีกแล้ว ต่อไปผมจะตั้งใจเรียนอย่างเดียว จะไม่สนใจเรื่องอื่นอีกเด็ดขาด”
หลิวย่าตงทุ่มเทความพยายามกับลู่ป๋อเหวินไปมาก
สถานการณ์ในตระกูลหลิวซับซ้อน แม้จะมีคนรุ่นหลังมาก แต่ไม่มีใครเป็นคนของเขาเลย ถ้าไม่ใช่เพราะเขาไม่มีลูก จะไปหาคนนอกมาทำไม…
หลิวย่าตงโบกมือ “พอแล้ว เรื่องทั้งหมดฉันรู้มาพอสมควรแล้ว อีกไม่กี่วันนี้เธอไม่ต้องไปโรงเรียน รีบกลับไปก่อน รอให้ฉันจัดการเรื่องให้เรียบร้อยก่อนค่อยกลับมา”
“อาจารย์หลิว ผมจะไม่มีวันลืมบุญคุณของท่านตลอดชีวิต!”
มหาวิทยาลัยปักกิ่ง
หลังจากที่เฉิงซิงไห่ส่งพวกเขากลับมหาวิทยาลัยปักกิ่งแล้วก็จากไป เขาต้องรีบไปขึ้นรถไฟกลับเมืองซิงเฉิง
หลังจากการฝึกช่วงเช้าจบลง เฉียวเถียนหย่าถึงมีเวลาว่างมาคุยกับเย่เสี่ยวจิ่น
“เสี่ยวจิ่น ตั้งแต่เมื่อไหร่เธอถึงสนิทกับเฉิงซิงไห่ขนาดนี้ล่ะ? เธอทำให้ฉันประหลาดใจจริง ๆ ฉันว่าเธอเป็นขุมทรัพย์เลยนะ!”
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มบาง ๆ “เธอก็เป็นสาวขุมทรัพย์เหมือนกันนะ”
เฉียวเถียนหย่าหัวเราะคิกคัก “พวกเราไปกินข้าวกันเถอะ โรงอาหารหมายเลขสามอร่อยนะ วันนี้เราไปกินที่โรงอาหารหมายเลขสามต่อดีไหม?”
“ได้”
เย่เสี่ยวจิ่นถูกเฉียวเถียนหย่าลากไปที่โรงอาหารหมายเลขสาม
นักเรียนหญิงกลุ่มนั้นก็เห็นเธอเช่นกัน
พวกหล่อนกลอกตาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “บางคนนี่คงมีความสัมพันธ์ไม่ชอบมาพากลกับครูฝึก ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนดีอะไร ไม่เหมือนพวกเราที่เป็นสาวบริสุทธิ์”
เฉียวเถียนหย่าได้ยินแบบนั้นก็กำหมัดแน่น
“พวกเธอพูดเหลวไหลอะไร??”
นักเรียนหญิงคนนั้นหัวเราะเยาะ “เปล่านะ พวกเราไม่ได้เอ่ยชื่อใครสักหน่อย ทำไมถึงรีบออกมารับแทนล่ะ?”
เฉียวเถียนหย่าแทบจะโมโหจนตาย “นี่เธอ!”
“ก็แค่คนบ้านนอกนี่แหละ สายตาตื้นเขิน รีบร้อนไปพึ่งพาคนรวย คิดจะเป็นหงส์เหินเวหาอย่างนั้นเหรอ? ดูตัวเองบ้างสิว่าคู่ควรหรือเปล่า”
เย่เสี่ยวจิ่นไม่โกรธเลยแม้แต่น้อย
เธอยิ้มพลางจับข้อมือของเฉียวเถียนหย่าแล้วพูดว่า “เฉียวเถียนหย่า วันนี้ยามของมหาวิทยาลัยปักกิ่งปล่อยให้หมาปากเปราะฝูงหนึ่งเข้ามาได้ยังไงกัน เดี๋ยวพวกเราต้องไปแจ้งทางมหาวิทยาลัยหน่อยแล้ว”
“พรืด” เฉียวเถียนหย่าอดหัวเราะออกมาไม่ได้
พวกผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าพลันหน้าซีดสลับเขียวคล้ำ
เฉียวเถียนหย่าพยายามกลั้นหัวเราะอย่างยากลำบาก พลางเห็นด้วย “อืม ๆๆ เสี่ยวจิ่น เธอพูดถูก มีหมามาเห่าหอนจริง ๆ นั่นแหละ พวกเราไม่ต้องสนใจพวกสัตว์เดรัจฉานหรอก”
“ลูกชิ้นหัวสิงโตตุ๋นน้ำแดงที่กินเมื่อวานอร่อยมากเลย พวกเรารีบไปดูกันเถอะว่ายังมีเหลืออยู่ไหม”
พูดจบ ทั้งสองก็เชิดหน้าเดินผ่านกลุ่มผู้หญิงพวกนั้นเข้าไปในโรงอาหาร
สีหน้าของพวกผู้หญิงเหล่านั้นเปลี่ยนเป็นหลากหลายราวกับสีบนจานสี
หนึ่งในนั้นกระทืบเท้า “เย่เสี่ยวจิ่นนี่ มันเกินไปแล้วนะ!”
ในโรงอาหาร เย่เสี่ยวจิ่นรู้ว่าเฉียวเถียนหย่ากินจุเหมือนกัน พวกเธอจึงสั่งลูกชิ้นหัวสิงโตตุ๋นสามที่ ซุปเห็ดกระดูกหมูหนึ่งที่ และเนื้อวัวหม่าล่าอีกหนึ่งที่
โรงอาหารหมายเลขสามให้ปริมาณอาหารคุ้มค่า แต่ละจานมีปริมาณพอสำหรับผู้ชายที่กินจุหนึ่งคน
เฉียวเถียนหย่าเลือกที่นั่ง ตรงหน้ามีอาหารวางเต็มโต๊ะ
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า “กินเถอะ ถ้าไม่พอเราสั่งเพิ่มได้”
เพราะบัตรอาหารที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งให้มาไม่จำกัดวงเงิน ทุกครั้งที่มากินข้าวที่โรงอาหาร เย่เสี่ยวจิ่นจึงใจกว้างมาก เป็นคนเลี้ยงทุกครั้ง
แม้เฉียวเถียนหย่าจะบ่นว่าอยากเกาะขาคนรวย แต่จริง ๆ แล้วทุกครั้งต่างตอบแทนกันเสมอ
ทุกครั้งที่เย่เสี่ยวจิ่นเลี้ยงข้าว หล่อนจะต้องซื้อขนมและผลไม้กลับหอให้เย่เสี่ยวจิ่นกิน
หลังจากอยู่ด้วยกันมาหลายวัน เย่เสี่ยวจิ่นยิ่งชอบนิสัยของเฉียวเถียนหย่ามากขึ้น
อีกด้าน ถาดอาหารของอวี๋จวิ้นเฟยมีแต่ผัก มีแค่น่องไก่เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น
เขาเห็นเงาร่างของเย่เสี่ยวจิ่นแต่ไกล ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ถึงกับเดินอ้อมมานั่งที่โต๊ะข้าง ๆ พวกเธอ
เขาชำเลืองมองอาหารกลางวันตรงหน้าพวกเย่เสี่ยวจิ่นแล้วก้มมองอาหารของตัวเอง ในใจรู้สึกไม่สมดุลขึ้นมาทันที
แค่นเสียงหึ “บางคนช่างไม่รู้จักประหยัดอาหารเอาเสียเลย สั่งอาหารมาเยอะแยะ พวกคุณกินหมดหรือ”
เฉียวเถียนหย่ากำลังกินอย่างมีความสุข จู่ ๆ ได้ยินคำพูดนี้เข้า หล่อนก็ทำหน้างงงวย
เขาอยู่ริมทะเลหรือไง ถึงได้มายุ่งวุ่นวายกับเรื่องของคนอื่นขนาดนี้?
แม้อวี๋จวิ้นเฟยจะเป็นคนท้องถิ่นในเมืองหลวง แต่ฐานะทางบ้านก็ไม่ได้ดีนัก พ่อแม่เป็นแค่พนักงานทั่วไป เงินเดือนทั้งหมดก็ใช้ไปกับค่าเล่าเรียนและค่าเรียนพิเศษของเขา
เหลือเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่มากนัก
ดังนั้นชีวิตความเป็นอยู่ของอวี๋จวิ้นเฟยจึงค่อนข้างยากจนมาตลอด
ก่อนหน้านี้เขาภูมิใจกับเรื่องนี้มาตลอด
ในสมัยโบราณ นักกวีและนักปราชญ์ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ก็ล้วนมาจากครอบครัวยากจน อวี๋จวิ้นเฟยก็เชื่อมั่นว่าตัวเองจะต้องเป็นคนต่อไปที่ประสบความสำเร็จแบบนั้น
ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง เขาไม่เคยรู้สึกว่าการใช้ชีวิตอย่างยากจนเป็นเรื่องที่ไม่สมดุลอะไร
แต่พอมาอยู่มหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ไม่กี่วัน เพื่อนร่วมชั้นรอบตัวล้วนกินอาหารดี ๆ มีแต่เขาคนเดียวที่กินแต่ผักกับเต้าหู้ กินเนื้อสัตว์นาน ๆ ครั้ง
เขาจึงเริ่มรู้สึกไม่พอใจ
เย่เสี่ยวจิ่นกำลังกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย แต่เธอก็รู้สึกถึงสายตาประหลาดที่จ้องมองมา
สายตานั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน ทั้งความอิจฉา ความน้อยใจ และความปรารถนา
เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตากับอวี๋จวิ้นเฟย
มือของเธอกำลังคีบหมูสับก้อนกลมที่ตุ๋นจนนุ่มเปื่อย เคลือบด้วยน้ำซอสสีแดงเข้ม สายตาของอวี๋จวิ้นเฟยจับจ้องอยู่ที่ก้อนหมูสับนั้นอย่างห้ามใจไม่ได้ น้ำลายในปากเริ่มหลั่งไหล
ลูกกระเดือกของเขากระเพื่อมขึ้นลงหลายครั้ง กลืนน้ำลายไม่หยุด
เย่เสี่ยวจิ่น: “…………”
คนคนนี้เกือบจะเขียนคำว่า “ฉันอยากกิน” ไว้บนใบหน้าอยู่แล้ว
เย่เสี่ยวจิ่นวางก้อนหมูสับลงในชาม ลังเลอยู่สองวินาที ก่อนจะเอ่ยปากว่า “เอ่อ… ถ้าอยากกินก็ลองคีบชิมดูสักก้อนไหม?”
“แป๊ะ!”
ตะเกียบในมือของอวี๋จวิ้นเฟยหล่นลงบนโต๊ะ เขามองหน้าเย่เสี่ยวจิ่นด้วยความตกตะลึง
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
คิดจะสู้กับจิ่นเป่ามันเร็วเกินไปนะสาวๆ ทั้งหลาย
ไหหม่า(海馬)
………………..