ซาลาเปาตัวน้อย ทะลุมิติมามีระบบทำฟาร์มยุค 70 จนร่ำรวย - บทที่ 541 ไปพบเธอ
บทที่ 541 ไปพบเธอ
………………..
บทที่ 541 ไปพบเธอ
เจียงฉีถือเบียร์กระป๋องหนึ่งนั่งอยู่บนก้อนหิน ขาข้างหนึ่งวางพาดบนก้อนหิน อีกข้างห้อยลงแกว่งไปมาอย่างไม่ใส่ใจ
เมื่อเห็นเย่เสี่ยวจิ่นเดินมาทางนี้ สายตาของเขาก็จับจ้องอยู่ที่เธอไม่ยอมละไปไหน
เย่เสี่ยวจิ่นยื่นเนื้อวัวเสียบไม้ไปตรงหน้าเขา “กินไหมคะ? รสชาติไม่เลวเลย”
เจียงฉีมองเธออยู่หลายวินาทีก่อนจะยื่นมือรับมา
หลังจากกินเนื้อวัวย่างเนยหมดไปหนึ่งไม้และดื่มเบียร์อึกใหญ่ เขาจึงพูดว่า “ฉันเคยได้ยินเฉิงซิงไห่พูดถึงเธอ”
“สายตาเขาก็ไม่เลวนี่”
เย่เสี่ยวจิ่นดวงตาวาววับ คิดในใจว่าเป็นอย่างที่คิดจริง ๆ
พวกเขาทั้งหมดต่างรู้จักกัน
เย่เสี่ยวจิ่นนั่งลงบนก้อนหินข้าง ๆ “เขาพูดถึงฉันว่ายังไงบ้าง?”
เย่เสี่ยวจิ่น: “……”
สมแล้วที่ไม่ควรคาดหวังจะได้ยินคำชมจากปากเฉิงซิงไห่
เธอโต้แย้งตัวเองว่า “อย่าไปฟังเฉิงซิงไห่พูดเลย ในปากเขาไม่มีคำพูดจริงสักคำ”
เจียงฉีหัวเราะเบา ๆ สองสามที
เย่เสี่ยวจิ่นถามอย่างสงสัย “คุณกับเจียงซวี่มีความสัมพันธ์อะไรกัน?”
“เธอรู้จักเจียงซวี่ด้วยเหรอ?” เจียงฉีรู้สึกประหลาดใจ
แต่เดิมคิดว่าเย่เสี่ยวจิ่นรู้จักแค่เฉิงซิงไห่
พอคิดอีกที นึกขึ้นได้ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนเจียงซวี่ไปเมืองซิงเฉิง ด้วยนิสัยของเฉิงซิงไห่ เขาต้องแนะนำให้รู้จักคนในครอบครัวแน่ ๆ
เจียงฉีมองดูเย่เสี่ยวจิ่นด้วยสายตาที่แตกต่างออกไป
ครั้งนี้เฉิงซิงไห่จริงจังอย่างมาก ถือว่าเย่เสี่ยวจิ่นเป็นคนในครอบครัวอย่างรวดเร็ว
เย่เสี่ยวจิ่นคิดไม่ถึงว่าในเวลาแค่ไม่กี่วินาที เจียงฉีจะคิดได้มากมายขนาดนี้ เธอเพียงแค่พยักหน้า “รู้จักค่ะ เฉิงซิงไห่พาฉันไปกินข้าวด้วยกัน”
“อืม”
“เจียงซวี่เป็นน้องชายของฉัน”
น่าแปลกใจไม่น้อยที่ทั้งสองคนหน้าตาคล้ายกัน
นักเรียนบางคนเห็นเย่เสี่ยวจิ่นคุยกับเจียงฉีได้ ก็กลอกตามองแล้วพากันถือเนื้อย่างเข้ามาล้อมวง เย่เสี่ยวจิ่นเดิมทียังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พอเห็นผู้คนหลั่งไหลเข้ามา ก็ปิดปากเงียบ
เจียงฉีขมวดคิ้วเล็กน้อย “หลังเลิกฝึกอย่าเพิ่งไป รอฉันสักครู่”
เย่เสี่ยวจิ่นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับ
เธอคิดว่าน่าจะเป็นเพราะเฉิงซิงไห่ฝากอะไรมาให้บอก
เฉียวเถียนหย่ากำลังพูดคุยหัวเราะกับเพื่อนผู้ชายในกลุ่มสามคน
เย่เสี่ยวจิ่นก็เข้าไปร่วมวงด้วย
รอจนทุกคนกินเสร็จ ก็เกือบบ่ายสองโมงแล้ว
ทุกคนได้รับขวานเล็กคนละอัน
เย่เสี่ยวจิ่นชั่งน้ำหนักขวานในมือ อดที่จะรำพึงไม่ได้ “ครูฝึกเจียงและคณะคงต้องคิดหนักมากเพื่อฝึกพวกเรา”
เฉียวเถียนหย่าเหวี่ยงขวานฟันอากาศอย่างมีท่วงท่า ดูตื่นเต้น “ฉันนึกว่าการฝึกครั้งนี้จะเหมือนตอนเข้าเรียนมัธยมปลายเสียอีก ไม่คิดว่าจะสนุกขนาดนี้”
ตอนแรกเย่เสี่ยวจิ่นก็คิดว่าจะมีแค่การยืนท่า การเดินสวนสนามเท่านั้น
ไม่คิดว่าจะสนุกเกินคาด
พวกเขาช่วยเจ้าของฟาร์มตัดฟืนต่ออีกกว่าชั่วโมง นักเรียนทั้งหลายต่างเล่นไปพลางตัดไปพลาง
ป่าผืนใหญ่นี้เป็นป่าที่เจ้าของฟาร์มตั้งใจปลูกไว้สำหรับเผาถ่าน ต้นไม้แต่ละต้นไม่ได้ใหญ่มากนัก แต่สำหรับนักเรียนอย่างพวกเขาแล้ว การโค่นต้นไม้ต้นหนึ่งก็ต้องใช้แรงอยู่พอสมควร
กลุ่มของเย่เสี่ยวจิ่นแบ่งงานกันทำ
เริ่มจากนักเรียนชายสามคนช่วยกันโค่นต้นไม้ จากนั้นเย่เสี่ยวจิ่นกับเฉียวเถียนหย่าจึงช่วยกันตัดต้นไม้ทั้งต้นให้เป็นท่อนสั้น ๆ ยาวครึ่งเมตร
แม้พวกเขาจะเล่นไปด้วยตัดไปด้วย แต่ด้วยจำนวนคนที่มาก ผลงานก็ออกมาน่าพอใจ
จนกระทั่งห้องเก็บฟืนของเจ้าของฟาร์มเต็ม
พวกเขาอยู่บนยอดเขาจนถึงบ่ายสี่โมงกว่า เจียงฉีจึงรวบรวมนักเรียนลงเขา
การเดินลงเขาเร็วกว่าขึ้นเขาครึ่งชั่วโมง กลับถึงสนามหน้ามหาวิทยาลัยยังไม่ถึงหกโมงเย็น
“คืนนี้ไม่มีการฝึกเพิ่ม พักผ่อนให้ดี พรุ่งนี้รวมพลเจ็ดโมง”
“เจ็ดโมง?! เยี่ยมไปเลย! ในที่สุดก็ไม่ต้องตื่นเช้าแล้ว!”
ทุกคนโห่ร้องด้วยความดีใจ แล้วแยกย้ายกันไปทีละสองสามคน
เฉียวเถียนหย่าเข้ามาใกล้เย่เสี่ยวจิ่นอย่างสนิทสนม จ้องมองเธอตาปริบ ๆ “เสี่ยวจิ่น กลับหอพักกันเถอะ ฉันรู้สึกว่าตัวเหม็นเหงื่อไปหมดแล้ว”
เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหน้าขอโทษหล่อน “กลับไปก่อนเถอะ ฉันยังมีธุระอื่นอีกนิดหน่อย”
เฉียวเถียนหย่าร้องอ๋อยาว ๆ ไม่ได้ถามว่าเธอมีธุระอะไร พยักหน้าแล้วพูด “ได้ กลับมาเร็ว ๆนะ”
ชายหนุ่มสวมชุดพรางสีเขียวทหาร พับแขนเสื้อถึงข้อศอก ท่อนบนของร่างกายซ่อนอยู่ในร่มเงาของต้นไม้ ร่างกายแผ่กลิ่นอายทั้งลึกลับและอันตราย
เย่เสี่ยวจิ่นก้าวเดินไปหาเขา
“ครูฝึกเจียง มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
เจียงฉียืนตัวตรง พูดด้วยน้ำเสียงคุ้นเคย “จะพาไปที่หนึ่ง”
อะไรกัน?
เย่เสี่ยวจิ่นไม่ขยับตัว ดูระแวงขึ้นมา “ครูฝึกเจียง พวกเราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นนะคะ? อีกเดี๋ยวฟ้าก็มืดแล้ว คุณจะพาฉันไปที่ไหน?”
“กลัวเหรอ?”
“ไม่กลัวก็บ้าแล้ว” เย่เสี่ยวจิ่นมองตรงไปที่เขา “พ่อแม่คุณไม่เคยสอนหรือว่าไม่ควรไปกับคนแปลกหน้าตามลำพัง?”
เจียงฉีจ้องมองเย่เสี่ยวจิ่นตาไม่กะพริบ สักพักก็อดไม่ได้ที่จะกุมท้องหัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆๆ เธอช่างน่าสนใจจริง ๆ”
“ไม่เลว ๆ การมีความระแวดระวังเป็นสิ่งที่ถูกต้อง” เจียงฉีล้วงของชิ้นใหญ่ออกมาจากกระเป๋า “รอแป๊บนึง ฉันจะโทรศัพท์หน่อย”
เขากดโทรศัพท์สองสามครั้งแล้วต่อสาย
จากนั้นก็ส่งโทรศัพท์เครื่องใหญ่ให้เย่เสี่ยวจิ่น
เสียงเกียจคร้านคุ้นหูดังมาจากหูฟัง
“เจียงฉี มดบนพื้นถูกนายเหยียบตายหมดแล้วหรือไง นายจะให้พวกเรารอนายอีกนานแค่ไหน รีบมาเร็ว ๆ อย่าลืมพาเย่เสี่ยวจิ่นมาด้วย”
เจียงฉีทำหน้า “เห็นไหมว่าฉันไม่ได้โกหก”
เย่เสี่ยวจิ่นคิดสักครู่แล้วเอ่ยปาก “เฉิงซิงไห่ คุณมีธุระอะไรกับฉันหรือ”
เฉิงซิงไห่ที่อยู่ปลายสายเงียบไปสองวินาที เห็นได้ชัดว่าไม่คิดว่าเย่เสี่ยวจิ่นจะเป็นคนรับสาย
กระแอมเบา ๆ แล้วพูดว่า “ไม่มีอะไรหรอก”
“ในเมื่อมาถึงปักกิ่งแล้วก็จัดงานเลี้ยงสักหน่อย เธอยังไม่ได้กินข้าวเย็นใช่ไหม? มากินด้วยกันสิ ฉันจองร้านอาหารที่ดีที่สุดในปักกิ่งไว้แล้ว”
เธอลังเลเพียงเสี้ยววินาทีแล้วพยักหน้า
“ได้”
“ไปกันเถอะ” เจียงฉีเดินนำหน้า
“รถฉันจอดอยู่ที่ลานจอดรถข้างประตูโรงเรียน เธอรอฉันที่หน้าประตูสักครู่นะ”
ตอนนี้เป็นเวลาอาหารพอดี มีผู้คนเดินผ่านไปมาที่ประตูโรงเรียน เจียงฉีในชุดลายพรางยังคงดึงดูดสายตา
นักเรียนหญิงหลายคนอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองเขา
เย่เสี่ยวจิ่นยืนรออยู่ข้าง ๆ รอให้เขาขับรถมารับ
ไม่ไกลนัก พวกนักเลงที่คาบบุหรี่ไว้ในปากหลายคนจ้องมองมาที่เย่เสี่ยวจิ่น
ไอ้หนุ่มผมสีเหลืองหยิกพูดว่า “พี่ใหญ่ เป็นหล่อนคนนั้นใช่ไหมครับ?”
“แน่นอน ทั้งอายุและหน้าตาตรงกันหมด”
ชายที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่มีผมเกรียน ใบหน้าดุดัน รูปร่างล่ำสัน สวมเสื้อกล้ามสีดำ มีรอยสักขนาดใหญ่ตั้งแต่หลังไปจนถึงแขน
เป็นใบหน้าที่เด็กเรียนดีเห็นแล้วต้องสั่นกลัว
ชายรอยสักพ่นควันบุหรี่ลงพื้น หรี่ตาอย่างอันตราย “ไป ไปดูกันว่าเป็นยังไง”
………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
คุณชายเฉิงคิดอะไรอยู่นะถึงพาจิ่นเป่าไปกินข้าวด้วย
นักเลงพวกนี้เป็นใครเนี่ย
ไหหม่า(海馬)
………………..