ซาลาเปาตัวน้อย ทะลุมิติมามีระบบทำฟาร์มยุค 70 จนร่ำรวย - บทที่ 538 ออกไปปีนเขาตอนตีห้าครึ่ง ....................
- Home
- All Mangas
- ซาลาเปาตัวน้อย ทะลุมิติมามีระบบทำฟาร์มยุค 70 จนร่ำรวย
- บทที่ 538 ออกไปปีนเขาตอนตีห้าครึ่ง ....................
บทที่ 538 ออกไปปีนเขาตอนตีห้าครึ่ง
………………..
บทที่ 538 ออกไปปีนเขาตอนตีห้าครึ่ง
“เอ้า นี่มันเย่เสี่ยวจิ่นนี่นา? ยังได้มาเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งจริง ๆ ด้วยเหรอ?”
คนที่พูดคือนักเรียนกลุ่มเดิมจากโรงเรียนมัธยมในเครือที่เคยเจอกันในการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิก
โรงเรียนมัธยมในเครือมหาวิทยาลัยปักกิ่งอยู่ติดกับมหาวิทยาลัยปักกิ่ง มีเพียงถนนหนึ่งสายคั่นกลางเท่านั้น
อาหารในโรงเรียนมัธยมย่อมไม่ดีเท่าในมหาวิทยาลัย ลู่ป๋อเหวินและเพื่อน ๆ จึงมักมากินข้าวที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัยปักกิ่งบ่อย ๆ
มหาวิทยาลัยปักกิ่งไม่ได้เข้มงวดในเรื่องนี้มากนัก
คนที่พูดชื่อเปาต้าหมิง หน้าตาขาวสะอาด แต่มีแววตาที่ทำให้คนรู้สึกไม่สบายใจ
แม้พวกเขาจะยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย แต่ก็เติบโตเร็ว ตัวสูงใหญ่ แม้แต่เปาต้าหมิงที่ตัวเตี้ยที่สุดก็ยังสูงกว่าเฉียวเถียนหย่าตั้งสองช่วงหัว
เฉียวเถียนหย่ารู้สึกกลัว จึงดึงเสื้อเย่เสี่ยวจิ่นเบา ๆ พูดเสียงเบา “เสี่ยวจิ่น เธอรู้จักคนพวกนี้เหรอ?”
พวกนี้ดูท่าทางไม่น่าไปยุ่งด้วย
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า “รู้จัก ไม่เป็นไร อย่ากังวลไป”
ลู่ป๋อเหวินขมวดคิ้ว รู้สึกรำคาญที่เย่เสี่ยวจิ่นกระซิบกระซาบกับคนอื่นต่อหน้าเขา ทำให้เขารู้สึกว่าเย่เสี่ยวจิ่นไม่ได้สนใจเขาเลยสักนิด
“เย่เสี่ยวจิ่น นี่เธอหมายความว่าไง พวกเรากำลังคุยกับเธออยู่นะ!”
“แต่ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับพวกนายหรอก ไอ้พวกขี้แพ้ชวนตี” ในเมื่อเขาพูดด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร เย่เสี่ยวจิ่นก็ไม่ได้ไว้หน้าพวกเขาเลย
หลังจากพูดประโยคนั้นอย่างเย็นชาจบ เธอก็จูงมือเฉียวเถียนหย่าเดินผ่านพวกเขาเข้าไปในโรงอาหารหมายเลขสาม
ลู่ป๋อเหวินพยายามจะยื่นมือไปคว้าตัวเธอ
เย่เสี่ยวจิ่นหยุดชะงักเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ลู่ป๋อเหวิน นายอยากก่อเรื่องในมหาวิทยาลัยปักกิ่งงั้นเหรอ?”
มือของลู่ป๋อเหวินชะงักค้าง ไม่กล้ายื่นมือออกไปอีก
เขานึกขึ้นได้ทันทีว่าโรงอาหารหมายเลขสามมักจะมีนักศึกษาของเสิงซิ่งเสียนมากินข้าว ถ้าเรื่องที่เขาก่อเรื่องกับเย่เสี่ยวจิ่นรู้ไปถึงหูเสิงซิ่งเสียน จะต้องทำให้เสิงซิ่งเสียนมีความประทับใจที่ไม่ดีกับตนแน่
เขาไม่อาจปล่อยให้อนาคตของตัวเองต้องเสียไปเพราะเย่เสี่ยวจิ่นคนเดียว
เปาต้าหมิงโกรธจัด “ลูกพี่! ทำไมไม่สั่งสอนหล่อนสักหน่อยล่ะ! นี่ยังไม่ทันเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปักกิ่งเลย กลับทำตัวเหิมเกริมขนาดนี้!”
ลู่ป๋อเหวินชายตามองเขาแวบหนึ่ง แล้วเดินไปทางประตูมหาวิทยาลัย
“พวกเรากำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาก่อเรื่อง”
เขาได้ยินมาว่าเสิงซิ่งเสียนถึงกับไปที่บ้านของเย่เสี่ยวจิ่นเพื่อเชิญเธอมาเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วยตัวเอง
เสิงซิ่งเสียนให้ความสำคัญกับเย่เสี่ยวจิ่นมาก เขาไม่สามารถขัดแย้งกับเย่เสี่ยวจิ่นอย่างโจ่งแจ้งได้
แต่ว่า…
เย่เสี่ยวจิ่นเพิ่งมาอยู่ที่เมืองหลวงได้ไม่กี่วัน ถึงจะมีเสิงซิ่งเสียนคอยคุ้มครองแล้วจะเป็นไร
เขาลู่ป๋อเหวินโตมาในเมืองหลวงตั้งแต่เด็ก เครือข่ายความสัมพันธ์ของเขาไม่ใช่ระดับที่เย่เสี่ยวจิ่นจะมาเทียบได้
เขามีวิธีมากมายที่จะสั่งสอนเย่เสี่ยวจิ่น
ในโรงอาหาร เนื่องจากบัตรอาหารไม่จำกัดวงเงิน เย่เสี่ยวจิ่นจึงเลี้ยงข้าวเฉียวเถียนหย่าอย่างใจกว้าง
เฉียวเถียนหย่ารู้ว่าเย่เสี่ยวจิ่นมีบัตรอาหารไม่จำกัดวงเงินของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง หล่อนก็อิจฉาจนแทบจะร้องไห้
จึงไม่เกรงใจ ตักอาหารมาเต็มจาน
แถมยังหยิบน่องไก่มาถึงสามชิ้น
เฉียวเถียนหย่าแทะน่องไก่อย่างเอร็ดอร่อย พลางรำพึงในใจอีกครั้งว่า ครั้งนี้หล่อนเลือกเกาะต้นขาใหญ่ได้ถูกคนจริง ๆ!
เย่เสี่ยวจิ่นสนิทสนมกับเฉียวเถียนหย่าดี แต่คนอื่น ๆ ในหอพักยังคงเย็นชาและไม่ค่อยพูดคุยเหมือนเมื่อวาน
เย่เสี่ยวจิ่นไม่สนใจที่จะไปประจบประแจงคนที่ไม่สนใจเธอ เธอจึงทำในสิ่งที่ตัวเองต้องทำต่อไป
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จตอนเกือบสามทุ่ม เธอก็ขึ้นเตียงนอนหลับทันที
เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า คนอื่น ๆ ก็ทยอยปิดไฟฉายแล้วเข้านอน
วันรุ่งขึ้นตอนตีห้ายี่สิบนาที
เย่เสี่ยวจิ่นตื่นขึ้นมา
เธอลุกขึ้นไปปลุกเฉียวเถียนหย่า เมื่อเฉียวเถียนหย่าเห็นว่าคนอื่นไปกันหมดแล้วก็งุนงงเล็กน้อย “ทำไมพวกหล่อนตื่นกันไปหมดแล้วล่ะ?”
ไม่มีใครปลุกพวกเธอสองคนเลย
เฉียวเถียนหย่าอดคิดในแง่ร้ายไม่ได้
พวกนั้นตั้งใจไม่ปลุกหล่อนกับเย่เสี่ยวจิ่นหรือเปล่า? คงคิดว่าพวกเธอสองคนตื่นไม่ไหวแน่ ๆ…
เย่เสี่ยวจิ่นไม่สนใจเลยสักนิด ตบหน้าเฉียวเถียนหย่าเบา ๆ “รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างหน้าแปรงฟันแล้วลงไปกัน”
เย่เสี่ยวจิ่นคำนวณเวลาไว้พอดี
หลังจากที่เธอกับเฉียวเถียนหย่าเปลี่ยนเสื้อผ้าและล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ก็รีบวิ่งไปที่ประตูมหาวิทยาลัย
เจียงฉีกำลังถือนกหวีดเตรียมจะเป่าพอดี
เมื่อเห็นเย่เสี่ยวจิ่นและเฉียวเถียนหย่ามาตรงเวลา เพื่อนร่วมห้องสองคนของเฉียวเถียนหย่าก็มีแววผิดหวังวูบผ่านดวงตา
ซ่งจวี๋เยว่และซูลวี่ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่พร้อมกัน
ตอนนั้นเพื่อนร่วมห้องสองคนของเฉียวเถียนหย่าก็ตื่นขึ้นมา และห้ามทั้งสองคนไว้ทันที
ซ่งจวี๋เยว่และซูลวี่ไม่ใช่คนชอบยุ่งเรื่องคนอื่น จึงออกไปโดยไม่สนใจอะไรอีก
พวกหล่อนก็พอจะเดาความคิดของผู้หญิงสองคนนั้นได้
ตอนนี้เห็นเย่เสี่ยวจิ่นและเฉียวเถียนหย่าไม่ได้มาสาย ก็รู้สึกโล่งใจ
ถึงจะอยู่หอพักเดียวกัน แม้จะไม่ได้สนิทกันมาก แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ความสัมพันธ์แย่ลง
เจียงฉีเป่านกหวีด “ทุกคน! ยืนตรง! ระเบียบพัก!”
“ออกเดินทาง!”
ตอนตีห้าครึ่ง ท้องฟ้ายังมืดอยู่
มีเพียงแสงไฟบนถนนสลัว ๆ เท่านั้น
ทุกคนเดินมาถึงเชิงเขาอู่หยางอย่างเงียบงัน ขอบฟ้าเพิ่งจะเริ่มสว่างเล็กน้อย
เจียงฉีมองนาฬิกาข้อมือ “เวลาพอดีเลย”
อะไรนะ?!
นักเรียนทุกคนต่างตะลึง
มีคนหนึ่งอดถามไม่ได้ “ครูฝึกเจียง หมายความว่าคนที่ปีนขึ้นไปทีหลังจะไม่ได้กินอาหารเช้าเหรอครับ?”
เจียงฉีพยักหน้าอย่างเย็นชาไร้ความปรานี “ใช่”
พูดจบก็ก้มมองนาฬิกาข้อมือ แล้วยกนกหวีดขึ้นเป่าทันที
เย่เสี่ยวจิ่นจูงเฉียวเถียนหย่าปีนขึ้นเขา
นักเรียนคนอื่น ๆ ตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแย่งกันวิ่งขึ้นภูเขา
ไม่นาน เย่เสี่ยวจิ่นกับเฉียวเถียนหย่าก็ตกไปอยู่ท้ายแถว
เฉียวเถียนหย่ารู้สึกร้อนใจ “เสี่ยวจิ่น พวกเราไม่วิ่งกันเหรอ?”
คนที่ปีนขึ้นไปท้ายสุดจะไม่ได้กินอาหารเช้านะ!
เย่เสี่ยวจิ่นเดินขึ้นทางลาดชันอย่างใจเย็น “การปีนเขาอู่หยางใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง และเส้นทางทั้งหมดเป็นทางลาดชัน ถ้าพวกเราวิ่งหนักเกินไปตั้งแต่ตอนนี้จนทำให้กำลังกายหมด หลังจากนั้นก็จะปีนไม่ไหว”
“พวกเราแค่รักษาความเร็วคงที่แบบนี้ขึ้นไปเรื่อย ๆ เธอไม่ต้องกังวล พวกเราจะไม่ถึงยอดเป็นคนสุดท้ายแน่นอน”
เย่เสี่ยวจิ่นหรี่ตามองไปด้านหน้าของพวกเธอ
ห่างออกไปหลายสิบเมตรด้านหน้าของพวกเธอคือซ่งจวี๋เยว่และซูลวี่ ทั้งสองคนต่างไม่ได้วิ่งเหมือนพวกเธอ แค่เดินเร็วกว่าเท่านั้น
เจียงฉีและครูฝึกอีกสองคนเดินตามมาอย่างสบาย ๆ
“ลองคิดดูสิ พวกนักเรียนพวกนี้ช่างโง่จริง ๆ ตอนนี้วิ่งกรูกันไปข้างหน้าแบบนี้มันมีประโยชน์อะไร พอกำลังกายหมดก็จะทรุดลงกลางทาง”
เจียงฉียิ้มมุมปาก “ผมว่านักเรียนห้องสามของคุณ ‘กระตือรือร้น’ ที่สุดเลย”
เขามองไปที่เย่เสี่ยวจิ่นและคนอื่น ๆ “พวกที่รู้จักรักษาความเร็วคงที่ขึ้นไปแบบนี้ที่เหลืออยู่ไม่กี่คน ล้วนเป็นนักเรียนห้องหนึ่งของผมทั้งนั้น”
ครูฝึกอีกสองคนสบตากัน วันนี้เจียงฉีพูดจาดีแบบนี้เชียวหรือ?
อดไม่ได้ที่จะถูมือ แล้วเริ่มชวนคุย
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
หรือว่ามันคือการทดสอบไหวพริบไปในตัวด้วยนะ? ต้องวางแผนว่าจะขึ้นเขายังไงให้ยังไหวและไม่อยู่รั้งท้าย
ไหหม่า(海馬)
………………..