ซาลาเปาตัวน้อย ทะลุมิติมามีระบบทำฟาร์มยุค 70 จนร่ำรวย - บทที่ 536 เจียงฉี
บทที่ 536 เจียงฉี
………………..
บทที่ 536 เจียงฉี
นี่คือหยกประจำตระกูลที่เป็นตัวแทนของคุณปู่เฉิง!
เพียงแค่ถือหยกชิ้นนี้ไปที่ตระกูลเฉิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ตระกูลเฉิงจะต้องช่วยเหลือโดยไม่มีเงื่อนไข
การถือหยกชิ้นนี้ก็เท่ากับมีทั้งตระกูลเฉิงคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
เฮ่อหมิงเยว่ไม่คิดว่าการมาครั้งนี้จะได้รับความสุขที่ไม่คาดคิดเช่นนี้ หล่อนกลั้นความดีใจที่พลุ่งพล่านในใจ ยิ้มพลางกล่าวว่า “ขอบคุณคุณปู่เฉิงที่ไว้ใจ หนูจะดูแลหยกชิ้นนี้ให้ดีที่สุดค่ะ”
คุณปู่เฉิงยิ้มอย่างอ่อนโยน เดินไปที่ห้องรับแขก “ซิงไห่ก็ไม่อยู่บ้าน หมิงเยว่ อยู่กินข้าวเย็นเป็นเพื่อนปู่สักมื้อนะ”
เฮ่อหมิงเยว่รีบเก็บหยกแล้วเดินไปประคองคุณปู่เฉิง “แน่นอนค่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะพรุ่งนี้ต้องไปปักกิ่ง หนูก็อยากจะอยู่เป็นเพื่อนคุณปู่ไปเรื่อย ๆ เลยนะคะ”
คุณปู่เฉิงรู้สึกปลื้มใจกับคำพูดของหล่อน หัวเราะดังก้องไปทั่วลานบ้าน
ที่ปักกิ่ง
หลังจากกินข้าวกลางวันกับเสิงซิ่งเสียนและคนอื่น ๆ แล้ว เฉียวเถียนหย่าก็ติดตามเย่เสี่ยวจิ่นไปทุกที่ราวกับเป็นเด็กน้อยคอยตามติด
เฉียวเถียนหย่าอ้างว่าเพื่อปกป้องเย่เสี่ยวจิ่น
แต่ความจริงแล้วหล่อนมีความคิดเล็ก ๆ ของตัวเองอยู่
เย่เสี่ยวจิ่นก็รู้เรื่องนี้ดี
เห็นว่าความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของหล่อนไม่ได้สร้างความเสียหายอะไร เย่เสี่ยวจิ่นจึงยินดีให้หล่อนตามมาด้วย
ก่อนออกจากโรงอาหารหมายเลขห้าในช่วงเที่ยง เสิงซิ่งเสียนได้มอบบัตรผ่านห้องสมุดมหาวิทยาลัยปักกิ่งให้กับเย่เสี่ยวจิ่น ซึ่งบัตรใบนี้มีสิทธิ์เทียบเท่ากับอาจารย์
บัตรผ่านของนักศึกษาทั่วไปสามารถเข้าห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือได้เท่านั้น
แต่บัตรผ่านที่เสิงซิ่งเสียนให้เย่เสี่ยวจิ่นนั้น ไม่เพียงแต่พาคนเข้าไปได้ ยังใช้ยืมหนังสือได้อีกด้วย
ทางห้องเรียนอบรมจะรวมตัวกันตอนบ่ายสามโมง เย่เสี่ยวจิ่นจึงไปห้องสมุดหลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ โดยมีเฉียวเถียนหย่าเดินตามหลังมาด้วย
ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยปักกิ่งมีบรรยากาศที่ดีมาก หน้าต่างและโต๊ะสะอาดสะอ้าน แสงสว่างส่องผ่านเข้ามา
เย่เสี่ยวจิ่นนั่งอยู่ที่ริมหน้าต่าง หยิบหนังสือเขียนโปรแกรมเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน
เฉียวเถียนหย่าถือหนังสือคณิตศาสตร์ แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีสมาธิในการอ่านนัก
หล่อนเงยหน้าขึ้นมองไปที่เย่เสี่ยวจิ่นที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นระยะๆ
ครึ่งวันที่ผ่านมานี้หล่อนรู้สึกตื่นเต้นมาก
ไม่เพียงแต่ได้แสดงตัวต่อหน้าอาจารย์เสิงซิ่งเสียนและอาจารย์คนอื่น ๆ ยังได้กินข้าวและพูดคุยกับพวกเขา ตอนนี้ยังได้เข้ามาในห้องสมุดมหาวิทยาลัยปักกิ่งอีก
ก่อนหน้านั้นนักศึกษาต่างสถาบันอย่างพวกหล่อนไม่มีสิทธิ์เข้าห้องสมุดนี้
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกถึงสายตาของเฉียวเถียนหย่า จึงเงยหน้าขึ้นมองเล็กน้อย
สายตาของเธอกวาดมองสลับไปมาระหว่างใบหน้าของเฉียวเถียนหย่ากับหนังสือ
เฉียวเถียนหย่ารู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้
เมื่อเย่เสี่ยวจิ่นก้มหน้าลงอีกครั้ง หล่อนถึงได้รู้ตัวว่าแรงกดดันนั้นมาจากเย่เสี่ยวจิ่น
เฉียวเถียนหย่าไม่อาจซ่อนความตกใจในใจได้ รีบก้มหน้าลงอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็เป็นเวลาบ่ายสองโมงครึ่ง
เย่เสี่ยวจิ่นปิดหนังสือ ลุกขึ้นยืนแล้วตบไหล่เฉียวเถียนหย่าเบา ๆ
เฉียวเถียนหย่าถึงได้สติกลับมา
เมื่อครู่หล่อนจดจ่ออยู่กับการเรียนมาก
เย่เสี่ยวจิ่นชี้ให้หล่อนดูนาฬิกาข้อมือ แล้วชี้นิ้วไปที่ด้านนอก
เฉียวเถียนหย่าเข้าใจความหมาย จึงเดินออกจากห้องสมุดไปพร้อมกับเธอ
เพื่อให้นักเรียนกว่าร้อยคนได้คุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารคณะจึงจัดการฝึกอบรมเป็นเวลาห้าวัน เหมือนกับการฝึกทหารตอนรับน้องใหม่
แต่ความเข้มข้นของการฝึกนั้นหนักกว่าการฝึกทหารทั่วไป
ชุดฝึกถูกแจกจ่ายไปยังเตียงของทุกคนตั้งแต่เช้า เย่เสี่ยวจิ่นและเฉียวเถียนหย่ากลับไปที่หอพักเพื่อรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปรวมตัวกันที่สนามฝึก
สนามฝึกด้านตะวันตกของมหาวิทยาลัยปักกิ่งถูกจัดสรรให้นักเรียนในชั้นเรียนฝึกอบรมใช้ในช่วงไม่กี่วันนี้
เมื่อเย่เสี่ยวจิ่นและเฉียวเถียนหย่ามาถึงสนามฝึกด้านตะวันตก นักเรียนกว่าร้อยคนก็กำลังพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น
เย่เสี่ยวจิ่นมองดูตัวเลขบนเสื้อของเธอ
1-25
แล้วก็มองดูของเฉียวเถียนหย่า
1-30
บางคนมีเลขขึ้นต้นด้วย 2 และ 3 ดูเหมือนว่าพวกเขาจะแบ่งนักเรียนกว่าร้อยคนออกเป็นสามห้อง
และแล้วครูฝึกสามคนในชุดฝึกทหารก็ถือโทรโข่งตะโกนมาแต่ไกล
“ทุกคน เข้าแถวตามเลขห้องบนเสื้อให้เร็ว ใครที่ยังไม่เข้าแถวก่อนที่พวกเราจะเดินไปถึง วิดพื้นยี่สิบครั้ง!”
พอได้ยินแบบนั้น ทุกคนก็หุบปากทันที รีบดูเลขห้องของตัวเองแล้วเข้าแถวอย่างรวดเร็ว
เย่เสี่ยวจิ่นจูงเฉียวเถียนหย่าที่กำลังงุนงงเหมือนแมลงวันไร้หัวไปยังตำแหน่งของห้องหนึ่ง
พวกเขาเคยผ่านการฝึกมาก่อน การจัดแถวจึงไม่ใช่เรื่องยาก
เมื่อครูฝึกทั้งสามเดินมาถึง ทุกคนก็เข้าแถวเรียบร้อยแล้ว
ชั้นปีที่หนึ่ง สอง และสามเข้าแถวตามลำดับ
เย่เสี่ยวจิ่นแอบสังเกตชั้นปีที่หนึ่งอย่างเงียบ ๆ เห็นใบหน้าคุ้นเคยหลายคน
มีซ่งจวี๋เยว่กับซูลวี่เพื่อนร่วมชั้นสองคนของเฉียวเถียนหย่า อีกทั้งอวี๋จวิ้นเฟย ล้วนอยู่ในชั้นปีที่หนึ่ง
ขณะที่เธอกำลังสังเกตอยู่นั้น ครูฝึกคนหนึ่งก็เดินมาที่แถวของนักเรียนชั้นปีที่หนึ่ง
เป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง
ใบหน้าเคร่งขรึม โครงหน้าคมชัด สายตาแฝงไว้ด้วยรังสีน่าเกรงขาม และยังมีแววของความรำคาญอยู่ราง ๆ
เขาถือรายชื่อของนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งไว้ในมือ เหลือบตามองรอบหนึ่ง เสียงเย็นชา พูดสั้นกระชับ
“ผมชื่อเจียงฉี เป็นครูฝึกของพวกคุณ”
เย่เสี่ยวจิ่นเงยหน้ามองเขา นามสกุลเจียง?
เธอคิดว่าตนคงจะคิดไปเอง แต่ยิ่งมองเจียงฉีคนนี้ เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาดูคล้ายเจียงซวี่อยู่บ้าง…
เขาดูเหมือนจะยึดมั่นในหลักการที่จะไม่พูดคำที่ไม่จำเป็น “ขานชื่อ”
“ซ่งจวี๋เยว่”
“มาค่ะ!”
“อวี๋จวิ้นเฟย”
“มาครับ!”
…
ห้องเรียนข้าง ๆ ทั้งห้อง 1 และห้อง 2 ถูกครูฝึกพาไปอีกด้านหนึ่งแล้ว เย่เสี่ยวจิ่นได้ยินเสียงขานชื่อดังสนั่นหูไปหมด
“เย่เสี่ยวจิ่น”
เย่เสี่ยวจิ่นเงยหน้าขึ้น “มาค่ะ!”
เมื่อก่อนตอนที่เจียงฉีขานชื่อคนอื่น เขาไม่เคยเงยหน้าขึ้นมาเลย แต่จู่ ๆ สายตาของเย่เสี่ยวจิ่นกลับสบเข้ากับสายตาของเขาพอดี
ดวงตาคู่นั้นช่างเหมือนกับเจียงซวี่จริง ๆ
เจียงฉีหรี่ตาลง จ้องมองเย่เสี่ยวจิ่นเงียบ ๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตาไปอย่างเรียบเฉย
ตอนนี้เย่เสี่ยวจิ่นมีลางสังหรณ์บางอย่างอย่างรุนแรง
เจียงฉีต้องรู้เรื่องของเธอมาก่อนแล้วแน่ ๆ
เจียงฉีเป็นคนพูดน้อย หลังจากขานชื่อเสร็จก็เก็บรายชื่อ แล้วพูดเสียงเย็นชาว่า “อุ่นเครื่องก่อน วิ่งรอบสนามหนึ่งรอบ แล้วกระโดดกบยี่สิบครั้ง”
นักเรียนชั้นปีที่หนึ่งทุกคนสีหน้าซีดเผือด
นักเรียนแถวหน้าเริ่มวิ่งนำก่อน
เจียงฉีเดินไปที่ใต้ต้นไม้ พิงลำต้นมองดูนักเรียนชั้นปีที่หนึ่ง สายตาจับจ้องไปที่ร่างของเย่เสี่ยวจิ่นเป็นคนสุดท้าย
ไม่รู้นึกถึงอะไรขึ้นมา เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
เฉิงซิงไห่ไอ้เด็กบ้านั่น ทำไมถึงได้อุตส่าห์โทรมาบอกให้เขา “ดูแล” เย่เสี่ยวจิ่นด้วย
การดูแลที่เฉิงซิงไห่พูดถึงไม่ใช่การให้สิทธิพิเศษ
แต่เป็นการให้เขาฝึกเย่เสี่ยวจิ่นอย่างหนัก
เด็กคนนี้ดูผอมบางไม่มีเนื้อมีหนัง เฉิงซิงไห่ไอ้บ้านั่นช่างพูดออกมาได้
เจียงฉีไม่มีความคิดจะให้สิทธิพิเศษกับเย่เสี่ยวจิ่นเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ถึงขั้นจะฝึกเธอหนักเป็นพิเศษ
ในเมื่อเป็นนักเรียนที่ฝึกด้วยกัน ก็ควรปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน
นักเรียนกลุ่มนี้สมองใช้งานได้ดี แต่สมรรถภาพร่างกายกลับแย่มาก
วิ่งได้แค่รอบเดียวยังไม่ทันได้เริ่มกระโดดกบ แต่ละคนก็เอามือยันเข่าหอบแฮ่ก ๆ กันแล้ว
เจียงฉีรู้สึกหงุดหงิดจนอยากจะหลับตา แต่สายตาเหลือบไปเห็นร่างที่ยืนตัวตรงอยู่จึงอดมองไปไม่ได้
เขาอุทานเบา ๆ
ไม่นึกว่าจะเป็นเย่เสี่ยวจิ่นที่เขาไม่ได้คาดหวังอะไรเลย?
เด็กคนนี้วิ่งครบรอบแล้วยังดูเป็นปกติ กระทั่งไม่มีอาการหอบเหนื่อยเลยสักนิด
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
เจียงฉีคนนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับจิ่นเป่าอย่างไรบ้างน้า
ไหหม่า(海馬)
………………..