ซาลาเปาตัวน้อย ทะลุมิติมามีระบบทำฟาร์มยุค 70 จนร่ำรวย - บทที่ 512 เสียหน้า
บทที่ 512 เสียหน้า
………………..
บทที่ 512 เสียหน้า
“หมายความว่ายังไง? อาจารย์โจว คุณก็รู้อยู่แล้วแท้ ๆ แต่ยังจะถามอีก?”
เห็นทั้งสองคนกำลังจะปะทะคารมกัน อาจารย์คนอื่น ๆ ก็รีบก้มหน้าลงดูเฉลยและกระบวนการแก้โจทย์ของเย่เสี่ยวจิ่น พร้อมเปรียบเทียบกันไม่หยุด
สีหน้าของโจวมู่จื๋อดำมืด อยากจะตบหน้าอี้ซือหรานให้ได้ตรงนั้นเลย
“อาจารย์อี้ พวกเราเป็นครู ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเอง คุณกล้าสงสัยผมต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ แสดงว่าไม่ได้เห็นผมเป็นอาจารย์อาวุโสเลยสินะ”
“อาจารย์อี้ คุณอายุยังไม่ถึงสามสิบใช่ไหม? ตลอดหลายปีมานี้ผมตรวจข้อสอบมามากกว่าเกลือที่คุณกินซะอีก คุณเป็นแค่รุ่นน้อง ไม่จำเป็นต้องมาสั่งสอนผมที่เป็นรุ่นพี่หรอก”
คำพูดของเขาบ่งบอกชัดเจนว่า เขามีประสบการณ์มากกว่าอี้ซือหราน เก่งกว่าอี้ซือหราน
อี้ซือหรานยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดว่า “สิ่งที่ฉันควรพูดก็พูดไปแล้ว ถ้าอาจารย์โจวยังดื้อดึงคิดว่าตัวเองไม่ผิด เมื่อถึงเวลาตรวจสอบซ้ำแล้วมีปัญหา ผู้บริหารกรมการศึกษาสอบสวนลงมา ฉันจะไม่รับผิดชอบในเรื่องนี้”
พวกเขาที่เป็นคณะกรรมการ แค่ตรวจให้คะแนนเบื้องต้นเท่านั้น
กระบวนการแก้โจทย์และคะแนนทั้งหมดต้องส่งไปให้กรมการศึกษาตรวจสอบอีกรอบ เมื่อยืนยันว่าไม่มีปัญหาใด ๆ ถึงจะประกาศคะแนนสุดท้าย
โจวมู่จื๋อไม่สนใจคำพูดของอี้ซือหรานเลยสักนิด
เขาเป็นครูมาหลายปี มีระดับการสอนชั้นเยี่ยม และยังได้เลื่อนตำแหน่งเป็นครูระดับสูงทั้งที่อายุยังน้อย จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะสู้ครูสาวอายุยี่สิบกว่า ๆ ไม่ได้
เขามีความมั่นใจในตัวเองมาก
คณาจารย์จากโรงเรียนอื่นไม่กล้าด่วนสรุปเช่นนั้น
โจวมู่จื๋อมีเส้นสายแน่น แต่พวกเขาไม่มี
เมื่ออี้ซือหรานเตือน คณาจารย์คนอื่น ๆ แทบจะเอาเฉลยมาเทียบกับกระบวนการแก้โจทย์ของเย่เสี่ยวจิ่นทันที หลังจากเปรียบเทียบกันซ้ำไปซ้ำมา อาจารย์คนหนึ่งก็เบิกตากว้างขึ้นมาทันที
“กระบวนการแก้โจทย์ของเย่เสี่ยวจิ่น…”
เดิมทีบรรยากาศเงียบสงบ แต่เมื่ออาจารย์คนนี้เอ่ยปากขึ้นมาก็ดูผิดที่ผิดทางไปเลย
โจวมู่จื๋อและคนอื่น ๆ หันไปมองเขาพร้อมกัน
เมื่อเขาเตือน อาจารย์คนอื่น ๆ ก็รีบก้มหน้าดูเฉลยในมือ
เฉลยข้อสองใช้ความรู้ระดับมัธยมปลาย ดังนั้นกระบวนการแก้โจทย์จึงมีหลายขั้นตอนกว่า
อาจารย์เหล่านั้นเงยหน้าขึ้นฉับพลัน แล้วหันไปดูคำตอบของเย่เสี่ยวจิ่นอีกครั้ง ก็ถึงกับตะลึง
เย่เสี่ยวจิ่นใช้ความรู้ระดับมหาวิทยาลัยงั้นหรือ?!
อาจารย์หลายคนรู้สึกสะท้านในใจ นอกจากโล่งใจก็มีแต่ความหวาดกลัว
โชคดีที่อี้ซือหรานมองออก
มิเช่นนั้นหากพวกเขาทำเครื่องหมายผิดลงไปวันนี้ แล้วถูกตรวจพบในการตรวจสอบซ้ำ พวกเขาทุกคนก็คงหมดหวังในการเลื่อนตำแหน่ง
ทุกคนจึงมองอี้ซือหรานด้วยความขอบคุณ
เมื่อเผชิญกับสายตาขอบคุณของเหล่าอาจารย์ อี้ซือหรานเม้มริมฝีปากยิ้มบาง ๆ เป็นการตอบรับ
โจวมู่จื๋อรู้สึกไม่อยากเชื่อ
โจวมู่จื๋อไม่เชื่อเลยสักนิด
นักเรียนอันดับหนึ่งจากที่กันดารแบบนั้นจะมีความสามารถจริงอะไร คงสู้นักเรียนท้ายห้องของโรงเรียนพวกเขายังไม่ได้
ตอนนี้ครูคนอื่น ๆ ก็เห็นแล้วว่าโจวมู่จื๋อดูเหมือนจะจงใจกลั่นแกล้งเย่เสี่ยวจิ่น
พวกเขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ถ้าโจวมู่จื๋อทำเครื่องหมายผิดลงไป พวกเขาก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย
ดังนั้นจึงพากันพูดว่า “อาจารย์โจว ลองดูดี ๆ ข้อนี้เย่เสี่ยวจิ่นใช้ความรู้ระดับมหาวิทยาลัยจริง ๆ เลยทำให้ขั้นตอนการแก้โจทย์ดูง่าย”
“ใช่ครับอาจารย์โจว ช่วยดูให้ดี ๆ อีกครั้ง”
โจวมู่จื๋อรู้สึกหงุดหงิดในใจ เขาวางชอล์กลงอย่างแรง แย่งเฉลยคำตอบจากมือครูที่อยู่ข้าง ๆ แล้วกวาดตามองอย่างรวดเร็ว
“อะไรกัน ความรู้ระดับมหาวิทยาลัย ผมว่าพวกคุณสมองมีปัญหากันทั้งนั้น…”
ยังด่าไม่ทันจบ เสียงก็หยุดชะงักกลางคัน
เขาจ้องมองกระดาน ดวงตาเหมือนจะถลนออกมาจากเบ้า
มือที่ถือเฉลยคำตอบของเขาเริ่มสั่น
เหงื่อเม็ดโตเริ่มผุดซึมออกมาที่หน้าผาก
เขาถอดแว่นตาออก โน้มตัวเข้าไปใกล้กระดาน พลางส่ายหน้าพูดว่า “เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทาง… เย่เสี่ยวจิ่นจะใช้ความรู้ระดับมหาวิทยาลัยมาแก้โจทย์ได้ยังไง?”
ด้านล่างเวที
ตอนที่โจวมู่จื๋อประกาศอย่างโอหังว่าวิธีการแก้โจทย์ข้อที่สองของเย่เสี่ยวจิ่นนั้นผิดทั้งหมด จูซินอี้ก็รู้สึกตื่นตระหนกไปทั้งตัว
ในความสับสน เขาเหลือบมองเย่เสี่ยวจิ่นโดยไม่รู้ตัว เห็นเธอยังคงสงบนิ่ง บนใบหน้ายังมีรอยยิ้มบาง ๆ
ไม่รู้ทำไม จู่ ๆ เขาก็รู้สึกสงบลงมา
เขาได้สังเกตเย่เสี่ยวจิ่นอย่างใกล้ชิดมากว่าเดือนแล้ว จึงพอจะเข้าใจนิสัยเธอบ้าง
สีหน้าของเย่เสี่ยวจิ่นแสดงให้เห็นว่าเธอมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำมาก
และเธอทำอะไรก็มีขอบเขตชัดเจน มีความมั่นใจ ไม่มีการเกินจริงแม้แต่น้อย
เขานั่งลงอย่างสบาย ๆ รอดูเหตุการณ์ต่อไป
เมื่ออี้ซือหรานเอ่ยปาก จูซินอี้ก็จำหล่อนได้
ก่อนหน้านี้อู๋เหม่ยฉีเคยบอกว่า มีเพื่อนสนิทคนหนึ่งเป็นอาจารย์ผู้ประเมินในคณะกรรมการครั้งนี้ด้วย ก็คืออี้ซือหราน
ไม่คิดว่าโจทย์ข้อนี้อี้ซือหรานจะเป็นคนแรกที่มองออก
จูซินอี้รู้สึกภาคภูมิใจอยู่ในใจ
อี้ซือหรานคนนี้สมแล้วที่เป็นเพื่อนของอู๋เหม่ยฉี ทั้งสองคนล้วนมีความสามารถจริง ๆ
โจวมู่จื๋อเริ่มมีเหงื่อเย็นผุดที่หน้าผากอย่างบ้าคลั่ง
เขากลืนน้ำลายพลางพยายามพิสูจน์ว่าโจทย์ข้อนี้ไม่สามารถใช้ความรู้ระดับมหาวิทยาลัยมาแก้ได้ แต่คิดจนสมองแทบแตกก็ยังหาจุดที่เป็นไปไม่ได้ไม่เจอ
เขาถอยหลังไปหลายก้าว ใบหน้าซีดขาว
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ สายตาของเขากวาดมองไปรอบ ๆ
เขาหันไปมองอี้ซือหราน “นี่…นี่เป็นความผิดพลาดของผม”
แกล้งเอ่ยแก้เก้อว่า “ขอบคุณอาจารย์อี้ที่ตรวจข้อสอบอย่างละเอียด ไม่อย่างนั้นพวกเราคงตรวจผิดไปแล้ว”
อี้ซือหรานชื่นชมสีหน้าอับจนของโจวมู่จื๋อ แล้วหัวเราะออกมาอย่างจริงใจ “นั่นสิ ถ้าเมื่อกี้อาจารย์โจวกาผิดลงไป พวกเราทุกคนก็คงพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
โจวมู่จื๋อจ้องอี้ซือหรานด้วยความเคียดแค้น ในใจอยากจะฆ่าหล่อนให้ตาย
แต่ยังต้องรักษารอยยิ้มบนใบหน้าเอาไว้ แสดงท่าทางขอบคุณ “ใช่ ๆ ขอบคุณอาจารย์อี้มาก เดี๋ยวพอเสร็จงาน ผมจะเลี้ยงข้าวอาจารย์อี้”
จะต้องจัดการอี้ซือหรานคนนี้ให้ได้!
รอยยิ้มบนใบหน้าของอี้ซือหรานจางหายไป น้ำเสียงเยือกเย็นลง “ไม่ต้องเลี้ยงข้าวหรอกค่ะ อาจารย์โจวควรจะเปิดตาให้กว้างกว่านี้ ยังเหลืออีกสามข้อ อย่าตรวจผิดอีกล่ะ”
บทสนทนาที่โต๊ะหมายเลขห้าดังเข้าหูติงเหวินเหว่ยอย่างชัดเจน
สองนาทีก่อน ติงเหวินเหว่ยดีใจมากแค่ไหน ตอนนี้เขาก็รู้สึกหงุดหงิดมากเท่านั้น
โจวมู่จื๋อไอ้โง่นี่ เขาได้ตำแหน่งอาจารย์อาวุโสมาได้อย่างไรกัน แค่โจทย์คณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับมัธยมปลายยังตรวจผิด ทำให้โรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งขายหน้าหมด!
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
เกือบไปแล้ว ถ้ากาผิดไปเมื่อไหร่นี่เรื่องใหญ่เลยนะ
ไหหม่า(海馬)
………………..