ซาลาเปาตัวน้อย ทะลุมิติมามีระบบทำฟาร์มยุค 70 จนร่ำรวย - บทที่ 498 มองคนด้วยสายตาสุนัข
- Home
- All Mangas
- ซาลาเปาตัวน้อย ทะลุมิติมามีระบบทำฟาร์มยุค 70 จนร่ำรวย
- บทที่ 498 มองคนด้วยสายตาสุนัข
บทที่ 498 มองคนด้วยสายตาสุนัข
………………..
บทที่ 498 มองคนด้วยสายตาสุนัข
เย่เสี่ยวจิ่นยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับน้ำเสียงเย็นชา “ฉันบอกว่า ฉันไม่ได้วางแผนจะไปโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งค่ะ”
“เธอรู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่?” ติงเหวินเหว่ยพูดซ้ำอย่างไม่อยากเชื่อ “เธอปฏิเสธที่จะไปโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งงั้นเหรอ?”
เธอรู้หรือเปล่าว่ากำลังสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้ที่มีค่ามากแค่ไหน?
มีคนมากมายแย่งกันจนหัวปูดที่จะเข้าโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่ง
ถ้าได้เข้าโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่ง ก็มีโอกาสเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
เข้ามหาวิทยาลัยได้ก็เท่ากับมีงานที่มั่นคง ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องไปตลอดชีวิต
ติงเหวินเหว่ยคิดไม่ออกว่าทำไมเย่เสี่ยวจิ่นถึงปฏิเสธ
“ฉันแนะนำให้เธอคิดให้ดี ๆ มีคนมากมายอยากเข้าโรงเรียนซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งแต่ก็เข้าไม่ได้”
อย่ามาทำตัวไม่รู้จักบุญคุณ
แต่ความหมายก็ประมาณนั้น
เย่เสี่ยวจิ่นตอบอย่างเย็นชา “งั้นขอให้คุณมอบโอกาสนี้ให้คนอื่นแทนเถอะค่ะ ฉันไม่ต้องการ”
“เธอ!” ติงเหวินเหว่ยถูกสกัดจนพูดไม่ออก
เขาเคยผ่านพายุลูกใหญ่มาแล้ว ไม่ถึงกับต้องโมโหเด็กที่ยังไม่โตเต็มที่คนหนึ่ง เขาจึงรีบกดความโกรธในใจลงอย่างรวดเร็ว
“อายุยังน้อยแต่นิสัยร้ายกาจเหลือเกิน” ติงเหวินเหว่ยทำท่าทางเป็นผู้มีประสบการณ์ “สักวันเธอต้องเสียใจกับการตัดสินใจในวันนี้แน่”
พูดจบ เขาก็แค่นเสียงเย็นชาแล้วเดินจากไป
“จิ่นเป่า ทำไมลูกไม่ไปล่ะ? ลูกไม่ได้บอกหรอกเหรอว่าเตรียมจะไปเรียนมัธยมที่เมืองซิงเฉิง?”
หลี่ชุ่ยชุ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“ไปเมืองซิงเฉิงก็จริง แต่ไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งเสมอไปน่ะค่ะ”
ตอนแรก เธอก็พิจารณาโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งอยู่
แต่หลังจากได้เจอติงเหวินเหว่ยแล้ว ก็ไม่มีความคิดนั้นอีกต่อไป
เมื่อเทียบกันแล้ว โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดเหมาะกับเธอมากกว่า
ตอนกลางคืน เย่เสี่ยวจิ่นก็ติดต่อกู้กั๋วเฉียง ให้เขาช่วยติดต่อผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขเจ็ด
ในขณะเดียวกัน ที่เมืองซิงเฉิง
ทุกครั้งที่มีการประชุมใหญ่เปิดเทอมใหม่ ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดก็รู้สึกกลุ้มใจ
อัตราการเข้าเรียนต่อของโรงเรียนไม่สูงขึ้น งบประมาณต่าง ๆ ก็ไม่ได้รับการอนุมัติ ตอนนี้โรงเรียนยังมีอาคารอิฐแดงที่สร้างค้างไว้ครึ่งหลังอีก!
โรงเรียนมัธยมปลายซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดในเมืองซิงเฉิง มีอัตราการเข้าเรียนต่อสูง สิ่งอำนวยความสะดวกก็ดี ผู้ปกครองที่มีฐานะในเมืองซิงเฉิงต่างแย่งกันส่งลูกเข้าเรียนที่นี่
แล้วมาดูโรงเรียนมัธยมปลายหมายเลขเจ็ดสิ…
จูซินอี้ถอนหายใจอีกครั้ง
ปีที่แล้วทั้งระดับชั้นมีนักเรียนไม่ถึงพันคน ในขณะที่โรงเรียนมัธยมปลายซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งมีนักเรียนใหม่ชั้นมัธยมปลายปีที่หนึ่งตั้งห้าพันคน!
ยิ่งไปกว่านั้น นักเรียนพันคนของโรงเรียนมัธยมปลายหมายเลขเจ็ดล้วนเป็นนักเรียนที่จบมัธยมต้นมาด้วยคะแนนพันอันดับสุดท้าย เป็นพวกที่ค่อนข้างจะไม่เอาไหน
นิสัยก็ดื้อรั้นและก้าวร้าว ทำให้ปวดหัวมาก
จูซินอี้ยกมือลูบศีรษะโดยไม่รู้ตัว
เขาอายุยังไม่ถึงสี่สิบ แต่ผมร่วงไปเกือบครึ่งแล้ว
จูซินอี้เช็ดน้ำตาที่หัวตา พยายามรวบผมสองข้างมาปิดกลางศีรษะ แกล้งทำเป็นว่าตัวเองยังไม่หัวล้าน
ติงเหวินเหว่ยผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมปลายซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งเห็นเขาแล้วยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ผู้อำนวยการจู ผมรู้จักแชมพูยี่ห้อหนึ่ง ช่วยป้องกันผมร่วงได้ดีมาก จะให้ผมแนะนำให้ไหม?”
จูซินอี้ได้ยินประโยคนี้แล้วรู้สึกเหมือนถูกคนจับหน้าเอาไปเหยียบกับพื้น
เรื่องผมร่วงเป็นจุดอ่อนของเขา ติงเหวินเหว่ยยังจงใจแหย่อีก
เขาตั้งใจแกล้งชัด ๆ!
“ไม่ต้อง!” จูซินอี้จ้องเขาอย่างแค้นเคือง “เก็บไว้ป้องกันผมร่วงของตัวเองเถอะ! ผมได้ยินมาว่าคุณไปเชิญเย่เสี่ยวจิ่นถึงบ้านแต่โดนปฏิเสธมา”
ในโลกนี้ไม่มีกำแพงที่กันลมได้สนิท ติงเหวินเหว่ยเพิ่งไปที่คฤหาสน์ตระกูลเย่ไม่กี่วัน ข่าวที่เย่เสี่ยวจิ่นปฏิเสธจะเข้าโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งก็แพร่สะพัดไปทั่วแล้ว
สีหน้าติงเหวินเหว่ยหม่นลงทันทีที่ได้ยิน “เย่เสี่ยวจิ่นไม่อยากมาโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่ง ก็คงไม่มาโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งแน่นอน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณล่ะ?”
“ผู้อำนวยการจู โรงเรียนมัธยมหนึ่งไม่ได้ขาดเย่เสี่ยวจิ่นคนเดียว แต่โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดไม่เหมือนกัน”
ติงเหวินเหว่ยยิ้มเล็กน้อย ชำเลืองมองจูซินอี้ “ถ้าผมจำไม่ผิด โรงเรียนของคุณยังมี ‘ตึกร้าง’ อยู่ใช่ไหม ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว ทำไมยังซ่อมไม่เสร็จล่ะ”
เขาทำท่าถอนหายใจ “ดูสิ แบบนี้มันส่งผลกระทบต่อการเรียนของนักเรียนมากเลยนะ”
“หอพักของโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดก็เป็นหอพักเก่าทั้งนั้น ฝนตกหนักยังรั่วอีก ผู้อำนวยการจู คุณต้องพยายามหน่อยนะ สภาพโรงเรียนแบบนี้จะไปดึงดูดนักเรียนเก่ง ๆ ได้ยังไง”
ติงเหวินเหว่ยพูดแทงใจดำจูซินอี้ทุกประโยค
โรงเรียนมีตึกร้าง หอพักเป็นอาคารเก่า ฝนตกหนักยังรั่ว สภาพโรงเรียนย่ำแย่รับนักเรียนไม่ได้
ทั้งหมดนี้คือจุดอ่อนของโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ด
หากโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป ในอนาคตเมืองซิงเฉิงอาจจะไม่มีโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดอีกแล้ว
ต่อหน้าติงเหวินเหว่ย เขาไม่มีทางแสดงความอ่อนแอของตัวเองออกมาแน่นอน
“เรื่องนี้ไม่ต้องให้ผู้อำนวยการติงต้องกังวลหรอกครับ” จูซินอี้ยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากใจ
เหมือนกับครั้งก่อน ๆ วันนี้ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมปลายทุกแห่งในเมืองซิงเฉิงมาร่วมประชุมใหญ่กันหมด โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดในฐานะโรงเรียนที่อยู่อันดับท้ายสุด ชื่อของพวกเขาก็ปรากฏอยู่ในรายชื่อโรงเรียนที่ต้องพยายามมากขึ้นเป็นธรรมดา
จูซินอี้ยังคงรักษารอยยิ้มไว้ แต่ในใจกลับขมยิ่งกว่ากินหวงเหลียน*
(*黄莲 หวงเหลียนหรืออึ่งโน้ย คือรากของต้น Coptis chinensis เป็นยาสมุนไพรจีนที่ขึ้นชื่อเรื่องความขม)
หลังเลิกประชุม เขารอจนคนในห้องประชุมเดินออกไปเกือบหมดแล้ว จึงหลบคนอื่น ๆ ไปหาผู้บริหารที่รับผิดชอบเรื่องการจัดสรรงบประมาณก่อสร้างโรงเรียน
พอเขาเคาะประตูเดินเข้าไปในห้องทำงาน ผู้บริหารเห็นหน้าเขาก็รู้ทันทีว่าเขาจะพูดเรื่องอะไร
ผู้บริหารวางกระติกน้ำร้อนลงแล้วยกมือขึ้นห้ามไม่ให้จูซินอี้พูด
พูดอย่างจนปัญญาว่า “ผู้อำนวยการจูครับ ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่อยากจัดสรรงบประมาณให้คุณหรอกนะ แต่ช่วงนี้งบประมาณค่อนข้างตึงตัว โรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งกับหมายเลขสองก็เร่งขอเงินกันอยู่”
“คุณก็รู้นี่ว่าสองปีนี้โรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งกับหมายเลขสองมีนักเรียนเข้าเรียนเกินจำนวนที่รับได้ ล่าสุดทั้งสองโรงเรียนก็ยื่นเรื่องขอสร้างอาคารเรียนเพิ่มอีกหลัง ไม่งั้นก็ไม่มีที่ให้นักเรียนเรียนแล้ว”
ผู้บริหารพูดอย่างไม่สุภาพ
พูดทุกอย่างที่จูซินอี้อยากจะพูด
ท่าทีของเขาก็คือ ถ้าโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งหรือหมายเลขสองมาขอเงิน ทางนี้มีให้
แต่ถ้าโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดมาขอเงิน?
ขอโทษนะ ไม่มีทาง
โดนปฏิเสธอีกครั้ง จูซินอี้ชินชาเสียแล้ว
ถ้าตอนนี้ผู้บริหารตกลงจะจัดสรรงบประมาณให้ เขากลับจะรู้สึกแปลกใจเสียอีก!
“เฮ้อ” ระหว่างทางกลับโรงเรียน จูซินอี้ถอนหายใจซ้ำ ๆ
ถ้าโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดเป็นแบบนี้ต่อไป ก็จะยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ
นึกย้อนไปถึงตอนที่โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดเคยรุ่งเรืองมาก่อน เคยผลิตคนดังออกมาคนหนึ่งด้วย ไม่นึกว่าตอนนี้จะมาตกต่ำในมือของเขา
จูซินอี้มีอุดมการณ์ด้านการศึกษาอยู่บ้าง แต่โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดมีนักเรียนเก่งน้อยเกินไป ต่อให้เขาสอนอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้นักเรียนหัวอ่อนทั้งหมดกลายเป็นนักเรียนหัวกะทิได้
สิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์ของโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดล้วนเก่ามากแล้ว
จูซินอี้เดินกลับไปที่สำนักงาน มองซ้ายมองขวารอบหนึ่ง และยังมีอารมณ์ขันพอที่จะพูดเล่น
เขาพูดกับตัวเอง “คิดในแง่ดี แม้โรงเรียนมัธยมเจ็ดของเราจะไม่ได้ปรับปรุงใหม่ ไม่เหมือนโรงเรียนมัธยมหนึ่งและสอง แต่ร่องรอยพวกนี้ล้วนเป็นประจักษ์พยานทางประวัติศาสตร์”
“การรักษาความคลาสสิกไว้ก็เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งนะ!”
เขาเป็นคนค่อนข้างมองโลกในแง่บวก
คิดไปคิดมา จิตใจก็เบาสบายขึ้นมาก
กลับมาถึงห้องทำงานผู้อำนวยการ จูซินอี้จัดการเอกสารอยู่สักพัก กำลังจะลุกออกไป ในตอนนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดมีสภาพไม่ค่อยดี ผู้อำนวยการก็ไม่ได้ยุ่งมาก ปกติโทรศัพท์ในห้องผู้อำนวยการจะดังสักครั้งทุก ๆ สามถึงห้าวัน
เขารับโทรศัพท์
จูซินอี้ขมวดคิ้ว ฟังน้ำเสียงแล้วเหมือนเป็นคนหนุ่ม
ช่วงนี้มักจะมีคนหนุ่ม ๆ โทรมาขายของบ่อย ๆ
“ขอโทษครับ ไม่ต้องการครับ” จูซินอี้ตัดบทคนที่อยู่ปลายสาย
ขณะกำลังจะวางสาย เสียงจากหูโทรศัพท์ดังขึ้นอย่างสงสัย “ไม่ต้องการเหรอ?”
จูซินอี้ชะงักไป
เสียงนี้ทำไมฟังดูคล้ายกู้กั๋วเฉียงจังเลย?
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
จิ่นเป่าจะเข้าโรงเรียนหมายเลขเจ็ดในฐานะนักพัฒนาใช่ไหม ดูสภาพโรงเรียนแล้วมันร่อแร่เหลือเกิน
ไหหม่า(海馬)
………………..