หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 995 หนอนไหมหิมะสีรุ้ง (2)
ตอนที่ 995 หนอนไหมหิมะสีรุ้ง (2)
เซียวเชียนจย่งรู้สึกสลดใจ แม้ว่าเขาจะอายุไม่น้อยแล้วแต่ก็ไม่อาจต่อต้านเสด็จอาหนิงอ๋องที่อายุมากกว่าเขาสิบปี เพียงหันกลับไปมองหุบเขาชิงอวิ๋นที่อยู่ไกลออกไป เอ่ยอย่างลังเล “พวกเจ้าปิดล้อมพวกเขามากว่าครึ่งเดือนแล้วใช่หรือไม่”
ลิ่นฉังเฟิงเอนตัวพิงเสาไม้ด้านข้าง พยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ เซียวเชียนจย่งเอ่ย “เช่นนี้…เสบียงอาหารของศัตรูก็คงอยู่ได้อีกไม่นานใช่หรือไม่” อย่างไรกองทัพทหารหลายแสนคงใช้เสบียงไม่น้อย เส้นทางด้านหลังของหยวนชุนถูกเซวียเจินตัดขาด ซ้ายขวายังถูกกองทัพเฉินโจวและกองกำลังไท่หนิงปิดล้อม เกรงว่าอีกไม่นานเหล่าทหารก็คงหิวโหย
คุณชายฉังเฟิงหาวอย่างเกียจคร้าน “นั่นไม่ใช่เรื่องของพวกเรา”
เซียวเชียนจย่งชะงัก ก่อนจะพยักหน้า เอ่ย “ก็จริง” ศัตรูอย่างไรก็เป็นศัตรู หากพวกเขาหิวโซนั่นเป็นเรื่องที่ดีของพวกเรา
ลิ่นฉังเฟิงยิ้มตาหยีมองเซียวเชียนจย่ง เอ่ย “ในเมื่อคุณชายสามไม่มีอันใด ข้าน้อยคงไม่รบกวนแล้ว”
เซียวเชียนจย่งยิ้มแล้วมองตามลิ่นฉังเฟิงที่เดินออกไป เห็นลิ่นฉังเฟิงเดินออกไปไกลเรื่อยๆ เซียวเชียนจย่งจึงย่อตัวนั่งลงอีกครั้ง สีหน้ายับยุ่งและกลุ้มใจมากกว่าเดิม
ลิ่นฉังเฟิงเดินผ่านกระโจมไปหลายหลัง พลันมองเห็นเจี่ยนชิวหยางยืนส่งยิ้มมาให้เขา
“คุณชายเซียวสามเป็นอันใดหรือ” พวกเขาไม่ได้สนิทสนมกับเซียวเชียนจย่งนัก แต่อย่างไรก็เป็นญาติผู้น้องของเว่ยจวินมั่ว อีกทั้งผู้มายังนับว่าเป็นแขก อย่างไรก็ตามไม่ถามเลยก็คงไม่ได้ ลิ่นฉังเฟิงยักไหล่ “ดูเหมือนว่า…จะอารมณ์ไม่ดี”
เจี่ยนชิวหยางลูบปลายคาง “ได้ยินมาว่าคุณชายสามนิสัยซื่อตรงเปิดเผย น้อยครั้งที่จะเห็นว่าเขาอารมณ์ไม่ดีเช่นนี้ ดูเหมือนจะมิใช่เรื่องเล็กๆ” ด้วยนิสัยของเซียวเชียนจย่ง จะมากลัดกลุ้มซึมเศร้าเพียงเพราะกองทัพน่าเบื่อ ไม่ได้ไปหาเด็กๆ ทั้งสองที่เฉินโจวได้เยี่ยงไร เห็นชัดว่ามีเรื่องใดกำลังรบกวนจิตใจของเขา เซียวเชียนจย่งมิใช่คนมากเล่ห์เจ้าแผนการ ดังนั้นถึงเขาจะคิดว่าตนเองปกปิดเอาไว้ดีแล้วทว่าไม่เคยปิดบังจากสายตาลิ่นฉังเฟิงและเจี่ยนชิวหยางไปได้เลย
คุณชายฉังเฟิงหันกลับไปมองแผ่นหลังของเซียวเชียนจย่งที่นั่งย่อตัวอยู่บนพื้นคนเดียว ครุ่นคิดอยู่นาน เอ่ย “สองวันก่อนที่มาถึงยังดีๆ อยู่เลย ดูเหมือนว่าไม่กี่วันมานี้ในกองทัพจะเกิดปัญหาขึ้นแล้ว”
ทั้งสองมองสบตากัน เลิกคิ้วขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ในเมื่อเกิดเรื่องในกองทัพของพวกเขาแน่นอนว่าคงจัดการได้ง่ายๆ คิดจะสืบแน่นอนว่าอย่างไรก็ต้องสืบได้
เพียงแต่บางทีก็ไม่ได้จัดการได้ง่ายเพียงนั้น เพราะว่า…สุดท้ายคนที่พวกเขาสืบพบว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอารมณ์ไม่ดีของเซียวเชียนจย่ง…เขาตายไปแล้ว ก็หมายความว่านอกเสียจากเซียวเชียนจย่งยอมเอ่ยออกมาเอง มิเช่นนั้นใครก็ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น แต่ว่าดูท่าทางสับสนของเซียวเชียนจย่ง แสร้งทำเป็นไม่มีอันใดก็รู้แล้วว่าเขาคงไม่อยากบอกกับใคร ไม่เพียงเจี่ยนชิวหยางและลิ่นฉังเฟิง แม้แต่ซังหรงผู้บัญชาการทหารเองเมื่อเห็นท่าทางไม่สดใสมีชีวิตชีวาของเซียวเชียนจย่งก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ ในขณะที่ทุกคนกำลังลังเลว่าจะรายงานหนานกงมั่วหรือไม่ หนิงอ๋องก็ควบม้าขาวดูสง่างามมาถึง
ในกระโจมใหญ่ หนิงอ๋องนั่งอยู่ตำแหน่งเหนือสุดด้วยท่วงท่าสบายๆ มองอย่างเกียจคร้านลงไปยังเหล่าผู้ใต้บัญชาด้านล่าง มีคำสั่งของเยี่ยนอ๋องและเว่ยจวินมั่ว อยู่ที่นี่กองทัพเฉินโจวเองก็ต้องฟังคำสั่งของหนิงอ๋อง หนิงอ๋องกวาดตามอง เลิกคิ้วพลางเอ่ย “เล่าสถานการณ์หุบเขาชิงอวิ๋นมาก่อนว่าเป็นอย่างไร”
ลิ่นฉังเฟิงเอ่ย “รายงานหนิงอ๋อง ยามนี้ซังหรงนำทหารกว่าหกแสนนายปิดล้อมอยู่ด้านล่างหุบเขาชิงอวิ๋น คิดอยากตีวงล้อมออกมาในระวะเวลาสั้นๆ คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพียงแต่…ไม่นานมานี้ได้รับข่าวจากแม่ทัพเซวียว่าราชสำนักได้ส่งกองกำลังสนับสนุนมุ่งหน้ามาทางนี้ แม่ทัพเซวียสามารถขัดขวางสุดกำลัง ทว่าไม่อาจรับรองได้ว่าจะขัดขวางไปได้นานเพียงใด” ทหารส่วนหนึ่งของเซวียเจินเฝ้าประจำการณ์อยู่ที่อิ่งชวน อีกส่วนหนึ่งมาช่วยพวกเขาปิดล้อมทางเข้าออกหุบเขาชิงอวิ๋น ดังนั้นทหารที่สามารถนำมาขัดขวางกองกำลังสนับสนุนของราชสำนักได้จึงมีไม่มาก
หนิงอ๋องเลิกคิ้วแล้วจึงเอ่ย “ความหมายของคุณชายฉังเฟิงคือ พวกเราต้องจัดการให้จบอย่างรวดเร็วอย่างนั้นหรือ”
ลิ่นฉังเฟิงยิ้มอย่างเป็นมิตร “เสียเวลามากไป คงไม่ใช่เรื่องดีพ่ะย่ะค่ะ”
แม่ทัพกองกำลังไท่หนิงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขา “หยวนชุนถูกปิดล้อมอยู่ที่เขาชิงอวิ๋น ยากที่จะหนีรอดไปได้ พวกเราเพียงต้องเฝ้าโดยรอบ ต่อให้หิวพวกเขาก็คงหิวตาย หากเผชิญหน้ากัน เกรงว่าคงสูญเสียไม่น้อย” ลิ่นฉังเฟิงถอนหายใจ “ยากที่จะหลบหนีใช่ว่าจะหลบหนีไม่ได้ หากทหารหกแสนเหล่านี้หิวมากๆ…เกรงว่าผลลัพธ์คงยากจะคาดเดาได้” คนแบบใดน่ากลัวที่สุดกัน คนท้องหิวกินไม่อิ่มเป็นคนที่น่ากลัวที่สุด
หนิงอ๋องคล้ายจะยิ้มทว่าไม่ยิ้มพลางมองลิ่นฉังเฟิง เนิ่นนานกว่าจะเอ่ย “คุณชายฉังเฟิง…ปณิธานแรงกล้าไม่น้อย ทำให้ข้านับถือเสียจริง แต่ว่า…มีหยวนชุนนั่งบัญชาการ ข้าเกรงว่าเจ้าคงปราบทหารหลายแสนเหล่านั้นไม่ไหว” ลิ่นฉังเฟิงเองก็ไม่เห็นด้วย “ไม่ลองจะรู้ได้เยี่ยงไร”
หนิงอ๋องมองไปยังซังหรงที่นั่งอยู่เหนือลิ่นฉังเฟิง เอ่ยถาม “แม่ทัพซังเห็นว่าเยี่ยงไร”
ซังหรงขมวดคิ้ว เงียบไปชั่วครู่จึงเอ่ย “หากสามารถปราบทหารหลายแสนได้ แน่นอนว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสีย”
“เพ้อเจ้อ” นายทหารชั้นสูงของกองกำลังไท่หนิงเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้
เจี่ยนชิวหยางหัวเราะ “ไม่คิดไม่ทำ จะรู้ได้อย่างไรว่าได้หรือไม่ได้”
หนิงอ๋องยิ้มมีความสุขยิ่งขึ้น “เอ่ยเช่นนี้…ทั้งสามท่านมีแผนอยู่ในใจแล้วอย่างนั้นหรือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้มิสู้ลองเอ่ยออกมาให้พวกเราได้ฟัง หากเป็นไปได้ก็นับว่าเป็นผลงานยิ่งใหญ่”
“ท่านอ๋อง” นายทหารชั้นสูงของกองกำลังไท่หนิงเอ่ยขึ้น “นี่มันเสี่ยงเกินไป หากเกิดสิ่งใดผิดพลาดขึ้นมา…”
หนิงอ๋องปรายตามองเขาเรียบนิ่ง “หากเกิดอันใดผิดพลาด ข้าจะรับผิดชอบไม่ได้เลยหรือ”
นายทหารชั้นสูงผู้นั้นรีบตอบมิกล้า ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดอีก พวกลิ่นฉังเฟิงทั้งสามมองผู้คนในกระโจม เล่าถึงแผนการของพวกเขาไปหนึ่งรอบ หลังจากนั้นก็เกิดการโต้เถียงกันอย่างดุเดือด กองทัพสองกองทัพมารวมกันก็ต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ้าง ยามนี้กองทัพเฉินโจวหวังว่าจะจัดการกองทัพของศัตรูบนหุบเขาชิงอวิ๋นโดยไวจากนั้นไปรวมตัวกันกับเว่ยจวินมั่ว ทว่าเห็นได้ว่ากองกำลังไท่หนิงกลับไม่รีบร้อน แม้ว่ากองทัพโยวโจวจะรอให้พวกเขาไปช่วยเหลือ แต่จะช้าจะเร็วสำหรับพวกเขาไม่ได้ต่างกันมากนัก แน่นอนว่าคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
หนิงอ๋องเองก็ไม่ขัด นั่งอยู่บนเก้าอี้เท้าคางมองพวกเขาโต้เถียงกัน รอจนกระทั่งคิดว่าทั้งสองฝ่ายใกล้จะลงไม้ลงมือแล้วจึงยกมือขึ้น “เอาล่ะ ไม่ต้องทะเลาะกันแล้ว ความหมายของพวกเจ้าข้าเข้าใจแล้ว” ทุกคนมองไปยังหนิงอ๋องอย่างพร้อมเพรียง อยากรู้ว่าเขาอยู่ข้างฝั่งใด น่าเสียดายที่หนิงอ๋องไม่ได้รับรู้ถึงความร้อนใจของพวกเขา เอ่ยเสียงเรียบ “ทุกคนก็คนกันเองทั้งนั้น อย่าได้ทำลายความสัมพันธ์ สิ่งที่พวกเจ้าเอ่ย ข้าต้องไตร่ตรองก่อนชั่วครู่ ไม่ต้องรีบร้อน”
ลิ่นฉังเฟิงเลิกคิ้ว ทว่าไม่ได้เอ่ยสิ่งใดมาก ในเมื่อเว่ยจวินมั่ววางใจมอบกองทัพเฉินโจวไว้ในกำมือของหนิงอ๋อง พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงว่าหนิงอ๋องจะทำเรื่องไม่ดีต่อกองทัพเฉินโจว
หนิงอ๋องเท้าคาง มองการตอบสนองของทุกคนจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจขึ้นมา เขาชอบคนเชื่อฟัง ดังนั้นเขาจึงเกลียดคุณชายเว่ยเป็นพิเศษ
“เชียนจย่ง เจ้าคิดเห็นเช่นไร” หนิงอ๋องเลิกคิ้วถาม
เซียวเชียนจย่งที่นั่งเหม่อลอยไม่คิดว่าจะถูกเอ่ยชื่อ ถูกเจี่ยนชิวหยางสะกิดแล้วจึงได้สติหันมามองหนิงอ๋องที่อยู่ด้านหน้าด้วยใบหน้างุนงง หนิงอ๋องกุมขมับ “เชียนจย่ง เจ้าคิดอะไรอยู่ไยจึงเหม่อลอยเพียงนี้” เซียวเชียนจย่งรีบส่ายศีรษะ “มะ…ไม่มีอันใดขอรับ”
“ไม่มีอันใดอย่างนั้นหรือ” หนิงอ๋องมองเซียวเชียนจย่งที่เหม่อลอยราวกับกำลังคิดสิ่งใดอยู่ เบนหน้าหลบสายตาของเขาอย่างน่าเวทนา เห็นเช่นนั้น หนิงอ๋องจึงยิ้มขึ้นมา “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นเจ้าลองว่ามา สำหรับกองทัพของหยวนชุน เจ้ามีความคิดเห็นเช่นไร”
เซียวเชียนจย่งตั้งสติ ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถึงความคิดเห็นของตนเอง แม้ปกติแล้วเซียวเชียนจย่งดูไม่คิดอันใด แต่อย่างไรก็เป็นคุณชายจวนเยี่ยนอ๋อง เข้ามาอยู่ในสนามรบหลายปีจึงมีพรสวรรค์เรื่องการรบอยู่บ้าง แน่นอนว่าเซียวเชียนจย่งเห็นด้วยกับลิ่นฉังเฟิง เอ่ยถึงความคิดของตนเองอย่างจริงจังอีกครั้ง หนิงอ๋องฟังแล้วจึงพยักหน้า “ดูเหมือนว่า เชียนจย่งเองก็อยากรีบกลับไปหรือ”
เซียวเชียนจย่งฝืนยิ้ม “กระหม่อมเองก็ต้องเป็นห่วงเสด็จพ่อและพี่ชายมิใช่หรือ”
หนิงอ๋องโบกมือ เอ่ย “ไหนเลยจะจำเป็นต้องให้เจ้าเป็นห่วงพวกเขา หากเจ้ามีเวลาว่างก็ห่วงตนเองเถิด แม้แต่เรื่องในกองทัพยังเหม่อลอย กลับไปข้าคงต้องถามพี่สามอย่างจริงจัง ปกติแล้วอยู่ในกองทัพเจ้าก็เป็นเช่นนี้หรือ” เซียวเชียนจย่งมองหนิงอ๋องราวกับจะร้องไห้
หนิงอ๋องโบกมืออย่างหงุดหงิด เอ่ย “เอาล่ะ เรื่องในวันนี้ก็หารือเท่านี้ กลับไปเตรียมตัว พรุ่งนี้เตรียมตัวโจมตี”
“เอ๋” ทุกคนตกตะลึง
“ท่านอ๋อง…พระองค์หมายความว่า พระองค์เห็นด้วยกับคุณชายฉังเฟิงและแม่ทัพซังหรือพ่ะย่ะค่ะ” นายทหารชั้นสูงของกองกำลังไท่หนิงงุนงง พวกเขาคิดว่าหนิงอ๋องจะยืนอยู่ข้างพวกเขา เหล่าลิ่นฉังเฟิงเองก็แปลกใจ หนิงอ๋องไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ออกมาพวกเขาจึงคิดว่าเป็นการปฏิเสธทางอ้อมแล้ว
หนิงอ๋องส่งเสียงหยัน “ทำไมหรือ ข้าเพิ่งมาถึง อย่างไรก็ต้องดูกำลังรบของหยวนชุนก่อนถึงจะตัดสินใจได้มิใช่หรือ ยังไม่รีบไปอีก”
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง” ทุกคนรีบลุกขึ้น เอ่ยอย่างพร้อมเพรียง
หนิงอ๋องโบกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนออกไป สายตามาหยุดอยู่ที่เซียวเชียนจย่ง ยิ้มร่า เอ่ย “เชียนจย่ง เราอาหลานไม่ได้พูดคุยกันมานานมากแล้ว เจ้าอยู่ก่อน เดี๋ยวไปเดินเล่นในค่ายกับข้าจะได้พูดคุยกันด้วย”
เซียวเชียนจย่งไร้ซึ่งคำพูด พวกเราเคยคุยกันดีๆ ตั้งแต่เมื่อใดกัน แต่ว่าไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อาจปฏิเสธเสด็จอาได้ เซียวเชียนจย่งจึงต้องเอ่ยอย่างนอบน้อม “พ่ะย่ะค่ะ เสด็จอาสิบเจ็ด”
หนิงอ๋องพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เอ่ย “นี่สิถึงจะเป็นเด็กดี คนอื่นออกไปเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง พวกกระหม่อมทูลลา” ทุกคนเอ่ยอย่างพร้อมเพรียง ลิ่นฉังเฟิงและเจี่ยนชิวหยางมองสบตากัน จากนั้นจึงหมุนตัวเดินตามทุกคนออกไป