หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 984 พ่ายแพ้อีกครั้ง ก้าวเท้าผิด (1)
ตอนที่ 984 พ่ายแพ้อีกครั้ง ก้าวเท้าผิด (1)
บางทีอาจเป็นเพราะกำลังกำชัยชนะอยู่ในมือ หลายวันมานี้เซียวเชียนเยี่ยจึงรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาก แม้แต่วังหลังยังมีเวลาไปเยือนบ้างแล้ว แน่นอนการเป็นฮ่องเต้ที่ขยันขันแข็ง ทำให้เซียวเชียนเยี่ยไม่มีนิสัยหลงมัวเมาในสตรีอีกแล้ว ทว่าไปวังหลังก็เพื่อเยี่ยมเยียนองค์ชายทั้งสองก็เท่านั้น
ครานั้นเซียวฉุนวางยาเขา เดิมทีเขาเองก็ไม่เชื่อ แต่ตลอดหลายปีมานี้แม้ว่าเขาจะเข้ามาเยือนวังหลังน้อยครั้งก็ใช่ว่าไม่มาเลย ทว่าเหล่าสนมวังหลังกลับไม่มีผู้ใดให้กำเนิดไม่ว่าจะเป็นโอรสหรือธิดา กระทั่งตั้งครรภ์ก็ยังไม่มี สำหรับเรื่องนี้หมอหลวงเองก็จนปัญญา เวลานานไปเซียวเชียนเยี่ยก็เริ่มปล่อยวาง โชคดี…ที่เขามีโอรสแล้วสองพระองค์
“ฝ่าบาท ไยวันนี้ถึงได้มีเวลามาหาหม่อมฉันกันเพคะ” หญิงสาวในอาภรณ์สีชมพูอ่อนนั่งถัดลงมาจากเซียวเชียนเยี่ย นั่นก็คือพระสนมจูเฟยผู้อ่อนโยนนั่นเอง เมื่อเทียบกับจูซื่อผู้คอยระแวดระวังเมื่อครั้งถูกส่งเข้ามายังจวนเย่ว์จวิ้นอ๋อง ยามนี้พระสนมจูเฟยในยามนี้ได้ให้กำเนิดโอรสและเป็นกุ้ยเฟยที่มีลำดับขั้นสูงรองลงมาจากฮองเฮา ยิ่งดูสูงส่งและสุขุมขึ้นมามาก ทว่ายังคงมีความอ่อนหวานและเชื่อฟังเช่นเดิม ไม่ได้หลงระเริงต่อบรรดาศักดิ์ที่สูงส่งของตนเอง อ่อนโยนและรอบคอบต่อเซียวเชียนเยี่ยเสมอ เมื่อเทียบกับฮองเฮาที่เอาใจไปอยู่กับองค์ชายและงานในวังหลัง หลายปีมานี้เซียวเชียนเยี่ยนั้นโปรดปรานพระสนมจูเฟยผู้นี้มากกว่า
เซียวเชียนเยี่ยได้ยินนางเอ่ยถามเช่นนั้นจึงเลิกคิ้ว เอ่ย “ทำไมหรือ ข้ามาหาพระสนมมิได้หรือ”
พระสนมจูเฟยรีบส่ายศีรษะ เม้มริมฝีปากยิ้มบาง เอ่ย “ฝ่าบาทล้อเล่นแล้วเพคะ เพียงแต่ฝ่าบาททรงงานหนักมาตลอด…หม่อมฉันเอ่ยผิดไปแล้ว ฝ่าบาทอย่าได้ถือสาเลยเพคะ”
เซียวเชียนเยี่ยโบกมือพลางเอ่ย “ช่างเถิด ข้าเพียงล้อเล่นกับพระสนมเท่านั้น ไยจึงไม่เห็นองค์ชายเล่า” พระสนมจูเฟยยิ้มหวาน เอ่ย “องค์ชายร้องงอแงอยากออกไปเล่นข้างนอก หม่อมฉันจึงให้คนพาเขาออกไปเดินเล่นเพคะ หากฝ่าบาทอยากพบเขา หม่อมฉันจะให้คนไปรับเขากลับมา”
“ช่างเถิด” เซียวเชียนเยี่ยส่ายศีรษะ “ข้าเพียงเหนื่อยเล็กน้อย จึงมาพักผ่อนกับเจ้าที่นี่”
“ฝ่าบาทมีเรื่องมากมาย ควรพักผ่อนให้ดีเพคะ เสด็จแม่เองก็เป็นห่วงพระวรกายของฝ่าบาท” พระสนมจูเฟยเอ่ยพร้อมเดินเข้าไปนวดขมับให้เขาเบาๆ เซียวเชียนเยี่ยส่งเสียงอยู่ในลำคอ หลับตาลงอย่างผ่อนคลาย ผ่านไปชั่วครู่จึงเอ่ยขึ้นเชื่องช้า “หลายวันมานี้ ฮูหยินเกาอี้โหวได้เข้าวังมาเยี่ยมเจ้าหรือไม่” สองปีก่อน เซียวเชียนเยี่ยแต่งตั้งเกาอี้ปั๋วขึ้นเป็นเกาอี้โหว แม้ว่าบุตรีคนโตจูชูอวี้ที่ฝากความหวังเอาไว้จะไม่มีอันใดให้คาดหวังแล้ว แต่ว่าบุตรีเชื้อสายรองที่ไม่ได้โดดเด่นกลับได้กลายเป็นพระสนมกุ้ยเฟยผู้สูงส่ง เป็นมารดาผู้ให้กำเนิดขององค์ชาย หลายปีมานี้จวนเกาอี้ปั๋วมีหน้ามีตาในจินหลิงอยู่ไม่น้อย ด้วยตระกูลเซี่ยที่เป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ในจินหลิงไม่ยุ่งเรื่องภายนอกและตระกูลฉินซ่อนตัวเองเอาไว้ลับๆ แต่ตระกูลอื่นกลับแก่งแย่งกันไม่หยุดไม่หย่อน ไม่ก็ลูกหลานไม่รักดี ทว่าตระกูลจูกลับอาศัยบุตรีที่เป็นกุ้ยเฟยมีหน้ามีตาขึ้นมา หากไม่ใช่เพราะรากฐานตระกูลไม่แข็งแรง พวกเขาคงได้ขึ้นเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของจินหลิงไปแล้ว
หากไม่มีเรื่องของเยี่ยนอ๋อง ผ่านไปอีกไม่กี่ปีรอองค์ชายทั้งสองเติบใหญ่ อำนาจของตระกูลจูก็จะยิ่งใหญ่มากขึ้น ถึงตอนนั้นตระกูลฉินตระกูลเซี่ยสองตระกูลอาจเหลือเพียงชื่อก็เป็นได้
เพียงแต่แม้จวนเกาอี้โหวจะให้ความสำคัญกับพระสนมจูเฟยนัก ฮูหยินเกาอี้โหวกลับไม่มองเช่นนั้น อย่างไรก็ไม่ใช่บุตรีที่ตนเองคลอดมา เป็นเพียงเชื้อสายรองทว่ากลับปีนขึ้นไปเป็นกุ้ยเฟย ตนเองที่เป็นมารดาเชื้อสายหลักเห็นแล้วยังต้องคุกเข่าแสดงความเคารพ ทว่าบุตรีของตนกลับอยู่ไกลถึงโยวโจวไม่มีข่าวคราวไม่รู้ต้องลำบากมากเพียงใด ฮูหยินเกาอี้โหวจะถูกตานางได้เยี่ยงไร หากไม่ใช่เพราะสามีเอ่ยปาก เกรงว่าแม้เพียงครั้งเดียวนางก็คงไม่เข้าวังมาเยี่ยม
แน่นอนว่าพระสนมจูเฟยไม่มีทางฟ้องเซียวเชียนเยี่ยเรื่องมารดาเชื้อสายหลักของตนเอง ยิ้มพลางเอ่ย “ก่อนหน้านี้ท่านแม่มาแล้วเพคะ ยามนี้มีเรื่องมากมาย หม่อมฉันจึงให้นางอยู่บ้านดูแลท่านพ่อ หากไม่มีเรื่องอันใดก็ไม่ต้องลำบากเข้าวังมา” เซียวเชียนเยี่ยพยักหน้า เอ่ย “ยังเป็นพระสนมที่รู้ความ เพียงแต่…ฮูหยินเกาอี้โหวได้เอ่ยถึงซั่นจยาจวิ้นจู่บ้างหรือไม่” พระสนมจูเฟยชะงัก ไม่นานก็เอ่ยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “พี่สาวหรือเพคะ ท่านแม่ไม่เคยเอ่ยถึง หรือว่า…พี่สาวเกิดเรื่องอันใดที่โยวโจวหรือเพคะ”
เซียวเชียนเยี่ยส่งเสียงหยัน เอ่ย “พี่สาวของเจ้าผู้นั้นเป็นคนฉลาด นางจะปล่อยให้ตนเองเกิดเรื่องได้เยี่ยงไร หลายวันก่อนเยี่ยนอ๋องได้รับบาดเจ็บหนัก ยามนี้นางก็อยู่ในค่ายกองทัพโยวโจวกับหย่งเฉิงจวิ้นจู่ ตอนนั้นนางยอมแต่งเข้าจวนเยี่ยนอ๋องด้วยตนเอง…” พระสนมจูหัวใจกระตุก รีบลุกขึ้นคุกเข่าลงบนพื้น “ตระกูลจูภักดีต่อฝ่าบาทมาโดยตลอด ขอฝ่าบาทให้ความเป็นธรรมด้วยเพคะ”
เซียวเชียนเยี่ยเลิกคิ้ว “พระสนมทำอันใดหรือ รีบลุกขึ้นมา” เอ่ยพร้อมกับประคองพระสนมจูเฟยขึ้นมา พระสนมจูเฟยมองสีหน้าของเซียวเชียนเยี่ย เอ่ยเสียงเบา “อย่างไรพี่สาวก็เป็นสตรี หากมีสิ่งใดไม่รอบคอบ ขอฝ่าบาทอย่าได้ถือโทษนางเลยเพคะ” เซียวเชียนเยี่ยมองดูใบหน้างดงามอ่อนหวานของพระสนมจูเฟย ดวงตาลุ่มลึก “ซั่นจยาจวิ้นจู่เฉลียวฉลาดไม่แพ้ซิงเฉิงจวิ้นจู่ เรียกได้ว่าสตรีชั้นยอดทั้งคู่ พระสนมเจ้าว่า…ตอนนั้นซั่นจยาจวิ้นจู่แต่งไปอยู่โยวโจว เคยคิดถึงเรื่องที่เยี่ยนอ๋องก่อกบฏในยามนี้หรือไม่ หากเยี่ยนอ๋องสำเร็จแล้ว อย่างน้อยๆ ซั่นจยาจวิ้นจู่ก็กลายเป็นพระชายาของชินอ๋องแล้ว”
“ฝ่าบาททรงพระปรีชาสามารถ จะพ่ายแพ้ต่อกบฏเยี่ยนได้เยี่ยงไรเพคะ” พระสนมจูเฟยหลุบตาลง เอ่ยเสียงเบา “แม้ว่าเดิมทีพี่สาวจะมีความสามารถ อย่างไรก็มิใช่เทพเซียน เรื่องที่แม้แต่ขุนนางยิ่งใหญ่ในราชสำนักยังไม่อาจคาดเดาได้ นางจะรู้ได้เยี่ยงไรเพคะ” เซียวเชียนเยี่ยหัวเราะขึ้นมา เอ่ย “ข้าคงคิดมากไปเอง พระสนมอย่าได้เอามาใส่ใจ”
“หม่อมฉันมิกล้าเพคะ”
เซียวเชียนเยี่ยลุกขึ้น เอ่ย “ข้าจะไปเยี่ยมฮองเฮา เอ้อกั๋วกงไปทำศึกอยู่ข้างนอก คิดว่าฮองเฮาเองก็คงเป็นกังวล”
พระสนมจูเฟยเองก็ไม่กล้ายื้อเขาเอาไว้ เอ่ยอย่างอ่อนโยน “หม่อมฉันน้อมส่งฝ่าบาท”
มองแผ่นหลังของเซียวเชียนเยี่ยเดินไกลออกไป กระทั่งหายไปจากประตูตำหนัก รอยยิ้มอ่อนหวานของพระสนมจูเฟยจึงหายไป ใบหน้างดงามเผยความกังวลขึ้นมา “เด็กๆ”
“พระสนม” หญิงสาวท่าทางราวกับนางกำนัลคนหนึ่งเดินเข้ามา แสดงความเคารพ
พระสนมจูเฟยเอ่ยเสียงเบา “เจ้าออกจากวังนำจดหมายฉบับนี้มอบให้กับท่านพ่อด้วยตนเอง ฝ่าบาทเริ่มสงสัยต่อความภักดีของจวนเกาอี้โหวแล้ว”
สตรีผู้นั้นชะงักไปชั่วครู่ “พระสนม นี่…”
“ไม่ต้องเป็นห่วง” พระสนมจูเฟยเอ่ย “อย่างไรข้าก็ให้กำเนิดโอรสแก่ฝ่าบาท เป็นคนที่ฝ่าบาทให้ความสำคัญ คงไม่ทำอันใดตระกูลจูง่ายๆ แน่ เจ้าเพียงบอกกับท่านพ่อ ต่อให้เขาคิดจะเหยียบเรือสองแคม ก็อย่าทำให้โดดเด่นนัก อย่าลืมเสีย…ว่าตอนนี้ตระกูลจูอยู่ในจินหลิง ต่อให้พรุ่งนี้จินหลิงจะแตก วันนี้ฝ่าบาทก็ยังสั่งจัดการกับตระกูลจูได้”
“เพคะ พระสนม” หญิงสาวคนนั้นพยักหน้า เอ่ยอย่างระมัดระวัง “พระสนมยังมีสิ่งใดอยากเอ่ยอีกหรือไม่เพคะ”
พระสนมจูเฟยถอนหายใจ “ฝ่าบาทกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายของกองทัพ”
หญิงสาวผู้นั้นรออยู่นาน ก่อนจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของประโยคนั้น หลังจากนั้นก็ไม่มีอันใดอีกแล้ว รีบพยักหน้า เอ่ย “บ่าวเข้าใจแล้วเพคะ บ่าวขอตัวเพคะ”
พระสนมจูเฟยมองดูสาวใช้ผู้รู้ใจเดินออกไปแล้ว จึงกลับไปนั่งลงในห้องโถงเช่นเดิม ถอนหายใจออกมา
พี่ใหญ่ ท่านฉลาดกว่าข้ามาตั้งแต่เด็กทว่ากลับเลือกเส้นทางยากลำบากเช่นนั้น ข้าเองก็อยากรู้…ว่าพวกเราสุดท้ายผู้ใดจะหัวเราะไปจนท้ายที่สุด ข้าไม่มีทางเลือก แม้ว่าตอนนั้นจะถูกมอบให้ฝ่าบาท ข้าทำได้เพียงปีนป่ายขึ้นมาด้วยตนเอง หากสุดท้ายเป็นเช่นนั้นจริงๆ… เช่นนั้นข้าก็ไม่มีทางเก็บตระกูลจูเอาไว้ให้ท่าน