หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 983 ต่างคนต่างแผนการ (3)
ตอนที่ 983 ต่างคนต่างแผนการ (3)
อีกทั้งเยี่ยนอ๋องเองไม่จำเป็นต้องเลี้ยงเหล่าเชื้อพระวงศ์กลุ่มใหญ่ ลูกหลานของอดีตฮ่องเต้มีมากมาย ทุกคนที่ถูกแต่งตั้งเป็นอ๋องแล้ว แต่ละปียังต้องให้เงินพวกเขาจำนวนมากเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ค่าใช้จ่ายเหล่านี้รวมกันแล้วมากพอที่จะเลี้ยงดูทหารหลายแสนแล้ว
“ตามที่กระหม่อมรู้ สองปีมานี้…พื้นที่ใต้การปกครองของเยี่ยนอ๋อง ยังไม่เคยเพิ่มภาษีพ่ะย่ะค่ะ” โจวเซียงเอ่ยเสียงเข้ม
เซียวเชียนเยี่ยชะงัก “เป็นไปได้เยี่ยงไร” แม้ว่าเจียงหนานของพวกเขาจะเจริญรุ่งเรือง สองปีมานี้ยังเพิ่มภาษีหลายต่อหลายครั้ง แม้ว่าอดีตฮ่องเต้จะทรงงานหนักมาตลอดยี่สิบกว่าปี แต่ว่าต้าเซี่ยนั้นเต็มไปด้วยสิ่งไร้ประโยชน์ คลังหลวงไม่เคยเต็มเลยสักตั้ง “กระหม่อมมิกล้าโกหกฝ่าบาท” ส่วนเรื่องที่เยี่ยนอ๋องไม่เพิ่มภาษีทว่าสามารถเลี้ยงดูทหารที่ทำสงครามติดต่อกันมาหลายปีอย่างไรนั้นความจริงไม่ใช่เรื่องยาก หนึ่งคือใช้สงครามเลี้ยงสงคราม กองทัพเยี่ยนแม้ทหารม้าไม่อาจสู้เป่ยหยวนได้แต่ก็ยังแข็งแกร่งกว่าราชสำนักมาก หาจังหวะปล้นเสบียงไม่กี่ครั้งนับว่าเป็นเรื่องง่าย สองคือซื้ออาหารจากทางใต้หรือตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านเฉินโจวที่เป็นตัวกลางส่งขึ้นไปทางเหนือ แม้ว่าราชสำนักจะสั่งห้ามการขนส่งอาหารขึ้นทางเหนือมานานแล้ว แต่ก็ต้องมีคนที่กล้าหาญยอมเงินไม่ยอมคนอยู่บ้าง ต่อให้ทางใต้ไม่อาจซื้อเสบียงอาหารได้ เหมียนโจวพื้นที่ปกครองของคังอ๋อง ในอดีตเรียกได้ว่าเป็นเมืองแห่งสวรรค์ คังอ๋องมีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวกับเยี่ยนอ๋อง ผู้สืบทอดคังอ๋องยิ่งมีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวกับเว่ยจวินมั่ว กองทัพเยี่ยนต้องการซื้ออาหารจากเหมียนโจวแน่นอนว่าง่ายกว่าราชสำนักที่ไปถามกับคังอ๋องกว่ามาก
“เยี่ยนอ๋องเอาเงินมากมายมาจากที่ใด” เซียวเชียนเยี่ยกัดฟันเอ่ย
โจวเซียงชะงัก เขาไม่เคยนึกถึงจุดนี้มาก่อนเลยจริงๆ เพียงแต่คิดว่าเยี่ยนอ๋องมีกำลังก่อกบฏ อีกทั้งยังปกครองโยวโจวมานานหลายปีคงไม่ขาดเงิน แต่ว่า…โยวโจวนั้นแร้นแค้น ต่อให้เยี่ยนอ๋องตักตวงเก่ง แล้วจะตักตวงเงินมากมายเหล่านั้นมาจากที่ใดกัน
ปัญหานี้บางทีเซียวเชียนเยี่ยคงไม่อาจหาคำตอบได้ตลอดชีวิต อย่างไรคนรวยส่วนใหญ่ต่างก็ป่าวประกาศเสียงดังถึงความร่ำรวย ไม่เคยนึกถึงคนที่ไม่เปิดเผยให้คนนอกได้รับรู้ถึงความร่ำรวยของตนเอง แน่นอนว่าเยี่ยนอ๋องไม่ได้มีเงินมากมายเพียงนั้น เยี่ยนอ๋องเพียงแค่…ทำสัญญาเป็นลูกหนี้ปึกใหญ่กับคุณชายเว่ยและซิงเฉิงจวิ้นจู่ในห้องหนังสือจวนเฉินโจวเท่านั้น
เซียวเชียนเยี่ยโบกมือด้วยความหงุดหงิด “ช่างเถิด อย่าเพิ่งเอ่ยเรื่องเหล่านี้ ผ่านเรื่องครั้งนี้ไปได้ก่อนค่อยว่ากัน อวิ๋นตูต้องการเสบียงส่งไปแล้วหรือไม่” เอ่ยถึงเรื่องนี้ดวงตาของเซียวเชียนเยี่ยก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ทหารหลายแสนกลับถูกทหารไม่กี่หมื่นปล้นและเผาเสบียงอาหารได้ นั่นเป็นเสบียงอาหารของทหารกว่าสี่แสน ช่างไม่ได้เรื่องเสียจริง
โจวเซียงพยักหน้า เอ่ย “เสบียงอาหารคงส่งไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ฝ่าบาท…คลังหลวงนั้น เสบียงอาหารเดือนหน้าเกรงว่า…”
เซียวเชียนเยี่ยเอ่ยเสียงเรียบ “ท่านโจวมีวิธีการใดหรือไม่”
โจวเซียงเอ่ย “ระยะเวลาสั้นๆ ราชสำนักเกรงว่าคงไม่อาจรวบรวมเงินได้ คงต้องใช้วิธีอื่นพ่ะย่ะค่ะ”
“ขอท่านอาจารย์ได้โปรดชี้แนะ”
โจวเซียงหลุบตาลง เอ่ย “จินหลิงมีผู้มีอำนาจและพ่อค้ามากมาย ยามนี้ประเทศกำลังลำบาก คิดว่าพวกเขาคงต้องควักเงินช่วยเหลืออย่างใจกว้างพ่ะย่ะค่ะ”
“นี่…” เซียวเชียนเยี่ยลังเลเล็กน้อย หลายปีมานี้เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับตระกูลขุนนางเหล่านั้น เจ้าเล่ห์ลื่นไหลไม่พอ เพียงแตะต้องถึงผลประโยชน์ของตนเองก็ไม่ยอมแพ้ คิดอยากเอาเงินมาจากพวกเขา เห็นได้ว่าคงเป็นได้แค่ฝันกลางวันแล้ว
โจวเซียงถอนหายใจ “ฝ่าบาท พวกเราไม่อาจเพิ่มภาษีได้อีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้เพิ่ม เวลาเพียงสั้นๆ ก็ไม่อาจเก็บรวบรวมได้ ยามนี้ราชสำนักมีทั้งปัญหาภายนอกและภายใน คนเหล่านั้นยังคงร้องรำทำเพลง ความคิดของพวกเขายังไม่อาจคาดเดา ไม่ว่าจะเป็นฝ่าบาทครองบัลลังก์หรือเกิดเป็นเยี่ยนอ๋อง…พวกเขาก็ยังคงร่ำรวยล้นฟ้า ไยต้องสนใจว่าราชสำนักจะเป็นเช่นไร ยามนี้หากไม่แยกแยะคนเหล่านั้นจะยอมเคารพต่อพระองค์หรือ เกรงว่า…หากมีสักวันที่กองทัพทหารเข้ามาถึงเมือง คนเหล่านี้คงจะเปิดประตูต้อนรับศัตรูก็เป็นได้”
สีหน้าของเซียวเชียนเยี่ยทะมึนขึ้น สิ่งที่โจวเซียงเอ่ยมานี้เขาก็เคยคิด เพียงแต่ตระกูลขุนนางผู้มีอำนจเหล่านี้เกี่ยวพันซับซ้อน ยามนี้กำลังทำศึกกับเยี่ยนอ๋อง เขาไม่อยากทำให้คนเหล่านี้ต้องขุ่นเคือง ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จำต้องเอ่ย “รอเรื่องราวที่เฉินโจวมั่นคงแล้วค่อยว่ากันเถิด คิดว่าอีกสองวันก็คงรู้ผลแล้ว”
เห็นเขาเป็นเช่นนี้ โจวเซียงจึงทำได้เพียงส่ายศีรษะอย่างจนปัญญาไม่เอ่ยเกลี้ยกล่อมเขาอีก ตระกูลขุนนางมีอำนาจเหล่านั้น เห็นชัดว่าเตรียมตัวเป็นนกสองหัว หากฝ่าบาทไม่ควบคุม เกรงว่าจะเป็นภัยในสักวัน
หลังจากเซียวเชียนเยี่ยส่งโจวเซียงออกไปแล้ว ก็หลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า ผ่านไปเนิ่นนานจึงเปิดฎีกาอ่านโดยละเอียดอีกรอบอย่างอดไม่ได้ พร้อมกับครุ่นคิดว่ามีจุดบกพร่องหรือไม่ กระทั่งมั่นใจว่าแผนการสมบูรณ์ไร้ข้อผิดพลาดจึงได้ถอนหายใจออกมา สองปีมานี้เขาเหนื่อยมาก แต่จะไม่ไปต่อก็ไม่ได้ เขาเป็นบุคคลที่เสด็จปู่กำหนดเอาไว้ให้เป็นผู้สืบทอด จะไปพ่ายแพ้ต่อเยี่ยนอ๋องที่เคลื่อนทัพก่อกบฏได้เยี่ยงไร
ครั้งที่แล้วเยี่ยนอ๋องรอดพ้นจากความตาย ครั้งนี้…ครั้งนี้ จะต้องสำเร็จอย่างแน่นอน
ด้านนอก ไทเฮามองผ่านประตูใหญ่เข้าไปยังโอรสที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยใบหน้าอ่อนล้า ดวงตาฉายแววเจ็บปวดและอับจนปัญญา ส่ายศีรษะหมุนตัวเตรียมเดินจากไป
“พระนาง” ขันทีที่ยืนอยู่ด้านหลังเอ่ยเสียงเบา “ไทเฮามาเยี่ยมฝ่าบาทมิใช่หรือ ไยจึงไม่เข้าไปเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
“เมื่อคืนฝ่าบาทบรรทมยามใด” ไทเฮาเอ่ยถาม
ขันทีเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม “ทูลไทเฮา เมื่อคืนฝ่าบาทบรรทมเกือบยามสี่พ่ะย่ะค่ะ”
ไทเฮาถอนหายใจ เอ่ย “ฝ่าบาทมีราชกิจมากมาย คงจะเหนื่อยไม่น้อย ไยข้าต้องเอาเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ไปรบกวนเขา ให้เขาพักผ่อนไปเถิด”
“ยังคงเป็นไทเฮาที่เป็นห่วงฝ่าบาทที่สุดพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเอ่ยอย่างนอบน้อม
ไทเฮาส่ายศีรษะ โอรสของตนเองนางไม่เป็นห่วงแล้วใครจะเป็นห่วงกันเล่า เห็นท่าทางเช่นนั้นของเขา นางทำได้เพียงโกรธตนเองที่ตอนนั้นไม่ได้สั่งสอนให้เขาเก่งกาจและโดดเด่น ทำให้เขาต้องลำบากเมื่ออยู่ในตำแหน่งนี้ ทั้งนางยังไม่อาจช่วยเหลืออันใดได้ แต่ว่านางจะทำอันใดได้เล่า
“นี่เป็นโชคชะตา” เงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าอันว่างเปล่าของวังหลวง ไทเฮาถอนหายใจออกมาเบาๆ ในเมื่อนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้แล้ว ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรก็ทำได้เพียงยอมรับ อดีตฮ่องเต้ไม่อยู่แล้ว ยามนี้คนที่จะอยู่กับเชียนเยี่ยได้คงมีเพียงนางที่เป็นมารดาที่ทำอันใดไม่ได้ผู้นี้แล้ว
ยกมือขึ้นจับมือของนางกำนัลที่คอยประคอง ไทเฮาก้าวเดินเชื่องช้ากลับไปยังวังหลัง อายุยังไม่ถึงห้าสิบปี แผ่นหลังในชุดคลุมหงส์งดงามกลับดูแก่ชราและโศกเศร้าไปมาก