หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 969 เจ้าอยู่หน่วยใดในกองทัพหรือ(1)
ตอนที่ 969 เจ้าอยู่หน่วยใดในกองทัพหรือ(1)
กองทัพมีหญิงงามเพิ่มเข้ามาไม่กี่คน ทว่ากลับทำให้กองทัพที่ตึงเครียดเย็นชาอยู่เสมอเริ่มผ่อนคลายและอบอุ่นขึ้นมา ยุคสมัยนี้แม้จะน้อยนักที่จะมีสตรีมาอยู่ในกองทัพ แต่เพราะก่อนหน้านี้มีหนานกงมั่วและหลิ่วหันอยู่ การมาของจูชูอวี้ทั้งสามคนจึงไม่มีขุนพลในกองทัพผู้ใดเกิดข้อโต้แย้ง ยิ่งไปกว่านั้นเยี่ยนอ๋องกำกลังบาดเจ็บหนัก พระชายาเยี่ยนอ๋องส่งพระชายารอง รวมไปถึงบุตรสาวและลูกสะใภ้มาดูแลในกองทัพนั้นเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับคนที่นำอนุมาด้วยแม้เป็นการทำสงคราม เยี่ยนอ๋องยังนับว่ามีขอบเขตอยู่มาก
สิ่งเดียวที่ทำให้คนเอามาพูดกันได้ก็คงเป็นเรื่องเมื่อสามปีก่อนที่เยี่ยนอ๋องสร้างเรื่องโกลาหลเพราะพระชายารองผู้นี้ แต่นั่นก็เป็นเรื่องเมื่อหลายปีก่อน ยามนี้เยี่ยนอ๋องยังคงปรีชาสามารถ เห็นได้ว่าข่าวที่ส่งต่อกันในครานั้นเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น
หนานกงมั่วนั่งอ่านจดหมายที่ส่งมาจากเฉินโจวอยู่ในกระโจม ยามนี้ธุระน้อยใหญ่ในเฉินโจวนั้นยกให้เป็นหน้าที่ของฉินจื่อซวี่เป็นคนจัดการ แม้ว่าคุณชายใหญ่ฉินจะอายุไม่มาก เพียงแต่ค่อนข้างมีประสบการณ์ และยังมีความสามารถ มักมีจดหมายถูกส่งมายังค่ายทหารวันเว้นวัน รายงานสถานการณ์ในเฉินโจวโดยละเอียดไม่ขาดตกบกพร่อง บางครั้งก็ให้คำแนะนำบางเรื่องให้กับคุณชายเว่ยและหนานกงมั่ว หลายวันมานี้คุณชายเว่ยกำลังวุ่นวายกับงานในกองทัพโยวโจว แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้จึงยกให้เป็นหน้าที่ของนางคอยจัดการ
ท่ามกลางเสียงต่อสู้ หนานกงมั่วยังคงนั่งนิ่งอ่านรายงานในมือของตน ราวกับเสียงด้านนอกนั้นไม่ใช่เสียงสงครามที่กำลังเข่นฆ่า ทว่าเป็นดนตรีไพเราะมาจากที่ไกลๆ มาอยู่เมืองเผิงแรกๆ หนานกงมั่วมักตามไปดูเมื่อเกิดสงคราม แต่หลายวันมานี้พบว่าทั้งสองฝ่ายต่างตั้งใจถ่วงเวลาอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าสนามรบจะไม่มีสิ่งใดน่าดู ทว่าราวกับเป็นกิจวัตรวัน ไปๆ มาๆ หนานกงมั่วก็คร้านจะดูแล้ว
“พี่สะใภ้” หย่งเฉิงจวิ้นจู่วิ่งเข้ามา ด้านหลังยังมีจูชูอวี้ที่เดินตามเข้ามาด้วยรอยยิ้ม ส่วนกงเสี่ยวเตี๋ย เดิมทีก็ไม่มาอยู่กับใครอยู่แล้ว นับตั้งแต่วันแรกที่มากงเสี่ยวเตี๋ยก็พาเซียวเชียนซั่วที่ยังไม่รู้ความคอยอยู่ดูแลปรนนิบัติเยี่ยนอ๋องอย่างขะมักเขม้น เช่นนี้จึงทำให้หนานกงมั่วสบายลงไปมาก เยี่ยนอ๋องที่ไม่อาจควบคุมหลานชายได้ อีกทั้งยังได้แต่นอนอยู่บนเตียงไม่อาจเคลื่อนไหวย่อมรู้สึกอุดอู้จนหงุดหงิด เมื่อไม่รู้จะไปลงกับสิ่งใด ดังนั้นจึงชอบพร่ำบ่นกับหนานกงมั่ว แน่นอนว่าหนานกงมั่วไม่อาจทำให้เยี่ยนอ๋องหุบปากได้ดั่งเช่นเว่ยจวินมั่ว ดังนั้นจึงทำได้เพียงนั่งฟังด้วยรอยยิ้ม นับตั้งแต่กงเสี่ยวเตี๋ยมาหนานกงมั่วก็รอดพ้นแล้ว ทุกๆ วันเพียงเข้าไปตรวจชีพจรตามเวลาก็ไม่ต้องไปโผล่ที่กระโจมของเยี่ยนอ๋องอีก ต่อให้เยี่ยนอ๋องมีความกังวลมากมายอยากระบายก็คงไม่อาจบ่นหลานชายให้หลานสะใภ้ฟังต่อหน้าสตรีที่รักกระมัง
หนานกงมั่ววางพู่กันในมือลง เงยหน้าขึ้นมา เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ว่าอย่างไรหรือ”
หย่งเฉิงจวิ้นจู่ถอนหายใจ “พี่สะใภ้ท่านช่างนิ่งสงบนัก ด้านนอกกำลังทำสงครามกันอยู่นะเจ้าคะ ท่านไม่ตื่นตระหนกแม้เพียงนิดเลยหรือเจ้าคะ” ยกเว้นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโยวโจวปีนั้น นี่เป็นครั้งแรกที่หย่งเฉิงจวิ้นจู่มาอยู่ในสนามรบ แม้ไม่อาจไปดูใกล้ๆ แต่เพียงฟังเสียงกลองรบและการฆ่าฟันที่ดังมาแต่ไกลก็ทำให้รู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง
จูชูอวี้ที่อยู่ด้านหลังยิ้มพลางเอ่ย “พี่สะใภ้ไม่เหมือนกับพวกเรา แม้แต่สนามรบพี่สะใภ้ก็เคยลงไปแล้ว ไหนเลยจะมาหวาดกลัวเพียงการรบเล็กๆ นี่เล่า”
หนานกงมั่วมองจูชูอวี้ เอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง “จวิ้นจู่ชมเกินไปแล้ว”
ครั้งนี้จูชูอวี้มาอยู่ในสนามรบอย่างสงบเสงี่ยม แต่ละวันเพียงพักผ่อนอยู่ในกระโจม หรือเดินเล่นไปรอบๆ กองทัพกับหย่งเฉิงจวิ้นจู่ ถึงเมื่อก่อนจะชอบยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องสงครามแต่ก็ไม่ถามหาแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะครั้งที่แล้วได้รับบทเรียนจากการถูกเยี่ยนอ๋องไล่กลับจวนหรือว่าเพราะอย่างอื่น
หย่งเฉิงจวิ้นจู่เอ่ยอย่างตื่นเต้น “พี่สะใภ้เยี่ยมยอดไปเลย หย่งเฉิงนับถือ”
หนานกงมั่วยิ้ม “นับถืออันใดกัน ข้าฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็กไม่เหมือนกับพวกเจ้า นั่งลงคุยกันเถิด ดูเวลาแล้ว อีกครึ่งชั่วยามก็คงจะสู้รบกันเสร็จแล้ว”
หย่งเฉิงจวิ้นจู่และจูชูอวี้นั่งลงอีกฝั่ง ทหารองครักษ์ที่อยู่ด้านนอกกระโจมยกน้ำชาและอาหารว่างเข้ามาให้ หนานกงมั่วเอ่ย “ในค่ายทหารเรียบง่าย พวกเจ้ามีสิ่งใดไม่คุ้นชินหรือไม่”
จูชูอวี้ยิ้มบางๆ “ดีทุกอย่างแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณพี่สะใภ้ที่เป็นห่วงนะเจ้าคะ”
หย่งเฉิงจวิ้นจู่ส่ายศีรษะ เอ่ย “ไม่มีอันใดเจ้าค่ะ ดีทุกอย่างเลย แม้ไม่อาจเทียบในจวนได้ แต่ก็ไม่มีอันใดมาก” เมื่อเทียบกับจวนเยี่ยนอ๋องที่มีบ่าวไพร่มากมาย ทั้งผ้าแพรอาหาร แน่นอนว่าในกองทัพนั้นไม่ดีนัก แต่ว่าหย่งเฉิงจวิ้นจู่จิตใจดี ไม่ใช่สตรีที่คุ้นเคยกับการเลี้ยงดูที่ดีจนไม่รู้จักโลกภายนอก กินดีอยู่ดี และไม่ปล่อยให้พวกนางทำสิ่งใด ยังจะมีอันใดที่นางไม่คุ้นเคยอีกเล่า
“แต่ได้ยินมาว่าชายารองกงไม่คุ้นชินนะเจ้าคะ” จูชูอวี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เมื่อคืนยังต่อว่าผู้ดูแลในกองทัพไปแล้วหนึ่งรอบ บอกว่าไม่ชินกับอาหารในกองทัพ มื้อเย็นต้องกินรังนกไหมทองคำ เพื่อรักษาใบหน้าให้เยาว์วัย ในกองทัพนี้ยามนี้จะไปหารังนกไหมทองคำจากที่ใดกัน”
หย่งเฉิงจวิ้นจู่ขมวดคิ้ว “ก่อนหน้านี้เสด็จแม่บอกไม่ให้นางมา นางก็เอาแต่ร่ำไห้จะมาให้ได้ ตอนนี้ไยจึงเป็นเช่นนี้ได้เล่า องค์หญิงเชื้อพระวงศ์เองก็คงไม่สูงส่งเพียงนั้นกระมัง นางเป็นสาวชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งเพียงสองปีก็เคยชินกับชีวิตสุขสบายแล้วอย่างนั้นหรือ”
สำหรับคนอื่นแล้ว เดิมกงเสี่ยวเตี๋ยก็เป็นสาวชาวบ้านที่เยี่ยนอ๋องพากลับมา มีพี่ชายที่ไม่ได้เรื่องอีกทั้งไร้ความสามารถสองคน จะเกิดในชาติตระกูลที่ดีได้เยี่ยงไร ท่าทางเปราะบางนั้นคงเป็นการเสแสร้ง
ทว่าผู้คนต่างไม่รู้ว่าแม้ว่ากงเสี่ยวเตี๋ยจะถูกกงอวี้เฉินควบคุมราวกับหุ่นเชิดไม่อาจตอบโต้ แต่การกินอยู่ก่อนหน้านี้ก็คงไม่ได้แย่ไปกว่าจวิ้นจู่หรือองค์หญิงนัก อีกทั้งไม่เคยต้องลำบากอันใดจริงๆ
หนานกงมั่วยักไหล่ ไม่สนใจกับกงเสี่ยวเตี๋ยเลยสักนิด ไม่ว่านางต้องการอันใด แน่นอนว่าเยี่ยนอ๋องจะจัดการเอง
จูชูอวี้เห็นว่าหนานกงมั่วไม่สนใจต่อหัวข้อนี้ จึงไม่เอ่ยอันใดอีก เปลี่ยนหัวข้อไปเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “เช้าเพียงนี้พี่สะใภ้ไยจึงไม่ออกไปเดินเล่นเล่า ทำอันใดอยู่หรือเจ้าคะ”
หนานกงมั่วเอ่ย “ไม่มีอันใด เพียงอ่านจดหมายจากเฉินโจวเท่านั้น”
มองจดหมายและกระดาษมากมายที่กองอยู่ตรงหน้าหนานกงมั่ว จูชูอวี้ถอนหายใจ เอ่ยขึ้น “ยามนี้ว่ากันว่าคุณชายเว่ยยุ่งที่สุดในกองทัพ ข้าว่าพี่สะใภ้เองก็ไม่ได้ต่างกันเลยเจ้าค่ะ”
หนานกงมั่วยิ้มไม่เอ่ยสิ่งใด
“จวิ้นจู่” หลิ่วหันเดินเข้ามา กวาดตามองจูชูอวี้และหย่งเฉิงจวิ้นจู่ที่นั่งอยู่ด้านข้าง หนานกงมั่วเลิกคิ้ว “มีเรื่องอันใด” หลิ่วหันเอ่ย “คุณชายเชิญจวิ้นจู่ไปพบเจ้าค่ะ” จูชูอวี้กำลังจะเอ่ยบางอย่าง หลิ่วหันจึงเอ่ยขึ้น “ในเมื่อซั่นจยาจวิ้นจู่และหย่งเฉิงจวิ้นจู่เองก็อยู่ที่นี่ก็ไปด้วยกันเถิดเจ้าค่ะ คุณชายเองก็ส่งคนไปหาพวกท่านเหมือนกัน”
ทั้งสองแปลกใจขึ้นมา มองสบตากัน หย่งเฉิงจวิ้นจู่จึงรีบหันมาหาหนานกงมั่ว “พี่สะใภ้ พี่ชายตามหาพวกเราทำไมหรือเจ้าคะ”
หนานกงมั่วเองก็ไม่รู้ หันกลับไปมองหลิ่วหัน หลิ่วหันเอ่ยเสียงเบา “ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของพระชายารองกงเจ้าค่ะ”
“กงเสี่ยวเตี๋ยหรือ” หนานกงมั่วย่นหัวคิ้ว ลุกขึ้นพลางเอ่ย “เช่นนั้นก็ไปดูกันเถิด”
เพราะเยี่ยนอ๋องต้องรักษาตัว คุณชายเว่ยเองก็ไม่ได้นั่งทำงานอยู่ในที่พักของตน ด้วยความเคยชินของขุนพลจึงทำให้จัดการธุระอยู่ในกระโจมหนึ่งห่างจากกระโจมของเยี่ยนอ๋องไม่ไกลนัก เพียงแต่ยามนี้คนที่ยืนอยู่ในกระโจมกลับไม่ใช่เหล่าแม่ทัพที่องอาจห้าวหาญหรือทหารหน้าตาธรรมดาหรือทหารที่สง่างาม ทว่าเป็นสตรีในอาภรณ์สีขาวท่าทางบอบบางนั่งร้องไห้อยู่บนพื้น ภาพนั้นทำให้คนอดไม่ได้ที่จะอยากจัดการกับคนที่รังแกนาง เสียงนั้นฟังนานแล้วทำให้คนรู้สึกกังวลราวกับวิญญาณที่ผูกอาฆาต คับแค้นเสียจนชวนให้คล้อยตาม