หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 963 ใช้คนให้เต็มความสามารถที่เขามี (1)
ตอนที่ 963 ใช้คนให้เต็มความสามารถที่เขามี (1)
คิดจะจัดการกับขุนพลที่มีกำลังทหารอยู่ในมือมากมาย ไหนเลยจะง่ายเพียงนั้น
เซ่าจงอยู่นิ่งเฉยมานานกี่สิบปี เห็นได้ว่าเขามีอารมณ์มั่นคงไม่รีบร้อนสร้างผลงาน และไม่หวาดกลัวจนล่าถอย คนเช่นนี้กลับยากที่จะรับมือ หากเขาอารมณ์ร้อนแน่นอนว่ามีวิธีจัดการกับเขา หากเขาขลาดกลัวแน่นอนว่ายิ่งมีวิธีมากมายจัดการเขาได้ แต่เซ่าจงนั้นได้ทำหน้าที่ในกองทัพมาเป็นอย่างดีหลายสิบปี ต่อให้นอกเมืองมีทหารหลายแสนมารุมล้อมเขาเอาไว้ก็ไม่ทำให้เขาร้อนรนใจได้ ราวกับเม่นที่ไร้ข้อบกพร่อง ทำให้คนไม่อาจกลืนกินลงไปได้
สถานการณ์เช่นนี้ นอกจากการโจมตีก็ไม่มีทางอื่นแล้ว เซ่าจงนั้นมีประสบการณ์ต่อการป้องกันเมือง แม้เฉินอวี้จะเป็นแม่ทัพเก่าแก่ เวลาเพียงชั่วครู่ก็ไม่อาจทำอันใดเขาได้ เมืองเผิงเรียกได้ว่าเป็นกระดูกชิ้นใหญ่ที่จวนเยี่ยนอ๋องโจมตีได้ยากที่สุดตลอดสามปีที่ผ่านมา
เฉินอวี้จนปัญญา เว่ยจวินมั่วเองก็ไม่มีวิธี ต่อให้คุณชายเว่ยคิดแผนการนับร้อย ทว่าอีกฝ่ายไม่สนใจเจ้าเจ้าก็ทำอันใดไม่ได้ ทว่าเว่ยจวินมั่วเองก็ไม่รีบร้อน เอ่ยเสียงเข้ม “ในเมื่อเซ่าจงอยากยื้อเวลาต่อไป เช่นนั้นก็ให้เขายื้อไปเถิด”
เยี่ยนอ๋องเลิกคิ้ว “ยื้อเวลาหรือ เจ้าคิดว่าหนานกงชวี่จะเอาชนะหนานกงไหวและสือจิ้งเซียงได้อย่างนั้นหรือ” กองกำลังที่อยู่กับหนานกงชวี่นั้นล้วนแล้วแต่เป็นกองทัพเฉินโจว หากกองทัพถูกกวาดล้างจนสิ้น ใครจะเสียใจกว่าใครกันแน่
เว่ยจวินมั่วขมวดคิ้วเบาๆ เอ่ย “ในเมื่อตอนนี้หนานกงชวี่ยังไม่ทันขอกำลังสนับสนุน นั่นแสดงว่าเขายังรับมือได้”
เยี่ยนอ๋องประหลาดใจเล็กน้อย เขารู้จักหนานกงชวี่ไม่มากนัก ที่รู้จักก็เพียงเขาทำสงครามในโยวโจวไม่กี่ครั้งได้ไม่เลวก็เท่านั้น แต่นั่นก็เพียงไม่เลวเท่านั้น ยังไม่อาจเรียกได้ว่ายอดเยี่ยม แต่ว่าหลานชายของเขาผู้นี้กลับเชื่อมั่นในความสามารถของหนานกงชวี่มากเพียงนี้
เยี่ยนอ๋องพยักหน้า เอ่ย “ช่างเถิด เจ้ามีแผนการในใจก็พอแล้ว บาดแผลของข้าคงไม่อาจหายได้ในเร็ววัน กองทัพก็คงต้องเป็นเจ้าที่สั่งการ” ก่อนที่เยี่ยนอ๋องจะกลับมาจัดการธุระได้ เว่ยจวินมั่วไม่อาจนำทัพออกศึกได้ด้วยตนเอง การนั่งบัญชาการทหารไม่ใช่ต้องจัดการเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทั่วไปในกองทัพ ยังต้องควบคุมการออกรบทั้งหมดของกองทัพ กระทั่งพื้นที่ต่างๆ ที่กองทัพโยวโจวตีมาได้ก็จำเป็นต้องมีคนจัดการ สถานการณ์เช่นนี้ คนเป็นแม่ทัพไม่อาจลงไปอยู่ในเป็นแนวหน้าในสนามรบได้ด้วยตนเอง เพราะเขาต้องพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงจากทุกด้าน คงไม่ดีหากสถานที่อื่นมีเรื่องด่วนต้องตัดสินใจในทันที ทว่าคนเป็นผู้นำยังไม่กลับมาจากสนามรบ
เว่ยจวินมั่วขมวดคิ้วเบาๆ ไม่เอ่ยสิ่งใด
เยี่ยนอ๋องมองไปยังทุกคน ออกคำสั่ง “ข้าเหนื่อยแล้ว ทุกคนออกไปทำหน้าที่เถิด จวินเอ๋อร์และอู๋สยาอยู่ก่อน”
เซียวเชียนชื่อสามพี่น้องเองก็รู้ว่าเสด็จพ่อมีเรื่องจะคุยกับพี่ชายและพี่สะใภ้เป็นการส่วนตัว จึงถอยออกไปอย่างพร้อมเพรียง
ในกระโจมใหญ่เหลือเพียงสามคน สองคนนั่งอยู่ อีกหนึ่งคนนอนอยู่
เว่ยจวินมั่วมองไปยังเยี่ยนอ๋องไม่เอ่ยวาจา เยี่ยนอ๋องถอนหายใจออกมา เอ่ย “ข้ารู้ว่าเรื่องในครั้งนี้ทำให้เจ้าไม่พอใจนัก แต่ว่าข้าก็ไม่มีทางเลือก เชียนชื่อสามพี่น้อง อย่างไรข้าก็ไม่อาจไว้ใจพวกเขาได้” จะว่าไปเรื่องในครั้งนี้ก็รู้สึกผิดต่อเว่ยจวินมั่ว ใช่ว่าเยี่ยนอ๋องจะไม่ละอายใจ แต่การเป็นผู้นำจวนเยี่ยนอ๋องและกองทัพโยวโจวต้องต้องตัดสินใจภาพรวมให้ออกมาดีที่สุด
เขามอบตราสัญลักษณ์ให้เว่ยจวินมั่วเป็นตัวแทนชั่วคราว กล่าวได้ว่าเป็นการผลักเว่ยจวินมั่วให้ไปอยู่ในจุดที่มีลมพายุ กระทั่งเซียวเชียนชื่อสามพี่น้องในใจเองใช่ว่าจะไม่คิดอันใด เว่ยจวินมั่วกุมอำนาจกองทัพเฉินโจวคนเดียว หากยังกุมอำนาจกองทัพโยวโจวอีก มีหรือผู้ใดจะเทียบได้
เว่ยจวินมั่วไม่เอ่ยวาจา หนานกงมั่วจึงต้องเอ่ยปาก “เสด็จลุงกล่าวหนักไปแล้วเพคะ จวินมั่วเข้าใจถึงความลำบากใจของเสด็จลุงดีเพคะ”
ความจริงรู้สึกไม่พอใจกับเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ไม่อาจเรียกได้ว่าโกรธ ใครต่างก็ไม่ใช่เด็กที่ยังไม่รู้ความ เยี่ยนอ๋องทำเช่นนี้นั่นเพราะไม่มีทางเลือก หากเป็นไปได้เยี่ยนอ๋องจะยอมให้เกิดคำครหาไม่สงบสุขในกองทัพหรือ สามพี่น้องตระกูลเซียวยังไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะควบคุมกองทัพโยวโจว แม้แต่จัดการความสัมพันธ์ของสามพี่น้องเองยังไม่เป็นที่พึงพอใจนัก เยี่ยนอ๋องจะวางใจยกกองทัพโยวโจวไปไว้ในมือของพวกเขาคนใดคนหนึ่งได้เยี่ยงไร
เช่นเดียวกันกับกองทัพเฉินโจว หากเกิดอันใดขึ้นกับเว่ยจวินมั่วและหนานกงมั่ว ผู้รับการถ่ายทอดคนแรกแน่นอนว่าเป็นอานอาน แต่ว่าพวกเขาจะมอบกองทัพเฉินโจวให้ไปอยู่ในมือของเด็กที่ยังไม่รู้ความได้หรือ จากนั้นหากเอ่ยถึงความสามารถแน่นอนว่าต้องเป็นซังหรง แต่พวกเขาจะวางใจกล้ายกเฉินโจวให้ไปอยู่ในมือของซังหรงหรือ แน่นอนว่าไม่ได้ แน่นอนว่าสามพี่น้องตระกูลเซียวไม่ใช่เด็กไม่รู้ความ แต่หากเกิดการทะเลาะกันระหว่างพี่น้อง เกรงว่าคงอันตรายเสียยิ่งกว่าเด็กไม่รู้ความ ถึงตอนนั้นกองทัพโยวโจวอาจจะแตกออกเป็นสี่ห้าฝ่ายก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เยี่ยนอ๋องรู้สึกปวดศีรษะ “ข้าภูมิใจมาตลอดว่าตนเองเป็นคนฉลาดคนหนึ่ง ไยจึงสอนเด็กทั้งสามออกมาเป็นเช่นนี้ได้เล่า” สำหรับลูกทั้งสาม เยี่ยนอ๋องก็คงบอกได้เพียงว่าหมดคำพูด ตั้งแต่เด็กก็ร่ำเรียนตำราและการต่อสู้มาด้วยกัน เชิญอาจารย์มาสั่งสอน กระทั่งสั่งสอนกลยุทธ์ทางทหารด้วยตนเอง ในจวนไม่มีการแก่งแย่งชิงดีกันของเชื้อสายหลักเชื้อสายรอง พระชายาเองก็พร่ำสอนให้ลูกทั้งสามรักและสามัคคีกัน สุดท้ายเล่า
บางทีอาจเป็นเพราะจวนเยี่ยนอ๋องนั้นสงบเกินไป ไม่มีความกดดันและความกังวล เจ้าสามพี่น้องถึงได้เป็นเช่นตอนนี้ เยี่ยนอ๋องได้แต่สงสัยอยู่ในใจ
เว่ยจวินมั่วไม่ได้สนใจว่าเยี่ยนอ๋องจะปวดหัวหรือไม่ เขาเพียงรับรองว่าเยี่ยนอ๋องจะไม่มีอันตรายถึงชีวิตก็พอแล้ว ไหนเลยจะไปสนใจว่าพระองค์จะอารมณ์ดีหรือไม่
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเรียบนิ่ง “ในเมื่อเสด็จลุงไม่เป็นไรแล้ว พวกเราต้องขอตัวก่อน”
เยี่ยนอ๋องส่งเสียงหยัน “เจ้าไสหัวไป อู๋สยาอยู่ก่อน”
เว่ยจวินมั่วเลิกคิ้ว สีหน้าไม่สบอารมณ์มองไปยังเยี่ยนอ๋อง หลายวันมานี้อู๋สยาต้องยุ่งหน้ายุ่งหลังคอยดูแลเขาก็ลำบากมากพอแล้ว ในเมื่อตอนนี้กลับเข้ามาอยู่ในค่ายกองทัพโยวโจวแล้ว มีคนให้เรียกใช้มากมายและยังไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยแล้ว ไยยังต้องให้อู๋สยาอยู่อีก
หนานกงมั่วร้องไห้ไม่ออกหัวเราะไม่ได้ ตบไหลเว่ยจวินมั่วเบาๆ บอกให้เขาอย่าได้ดึงดันกับเยี่ยนอ๋องในเวลานี้ รู้สึกอึดอัดอยู่ในใจ เยี่ยนอ๋องคงอยากหาคนระบายก็เท่านั้น เห็นอยู่ว่าคนที่เขาอยากระบายด้วยคือหลานชายทว่าหลานชายกลับไม่ไว้หน้า ดังนั้นเยี่ยนอ๋องจึงต้องหันมาหานางที่เป็นหลานสะใภ้แทน นางฟังจบแล้วก็ยังสามารถบอกกับเว่ยจวินมั่วต่อได้อย่างไรเล่า
ไม่รู้เว่ยจวินมั่วนึกถึงอันใดขึ้นมา เลิกคิ้วพลางเอ่ย “ช่างเถิด อู๋สยาก็คงลำบากอีกสักสองวันกระมัง ไม่นานเจ้าก็ไม่ต้องลำบากแล้ว”
เยี่ยนอ๋องหรี่ตา สัมผัสได้ถึงอันใดบางอย่างจากวาจาของหลานชาย “หมายความเช่นไร”
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “ข่าวการบาดเจ็บหนักของเสด็จลุงไปถึงโยวโจว แน่นอนว่าเสด็จป้าต้องเป็นห่วง ดังนั้นเสด็จป้าจึงได้ส่งชายารองกงมาดูแลเสด็จลุง”
ดวงตาเยี่ยนอ๋องทะมึนลง “เหลวไหล”
คุณชายเว่ยอารมณ์ดี กำชับหนานกงมั่วให้รีบกลับไปพักผ่อน จากนั้นจึงหมุนตัวออกจากกระโจมไป
หนานกงมั่วเองก็ไม่รู้ว่าจะปลอบเยี่ยนอ๋องที่ถูกหลานชายทำให้โมโหได้เยี่ยงไร ทำได้เพียงนั่งลงที่มุมหนึ่งหยิบตำราแพทย์ขึ้นมาอ่าน ความจริงเยี่ยนอ๋องไม่ใช่คนที่โกรธแล้วต้องมีคนคอยปลอบ ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายของเยี่ยนอ๋องตอนนี้ไม่อาจโกรธได้มากนัก เขาเองก็รู้ดี
เยี่ยนอ๋องมองหนานกงมั่วที่นั่งเงียบสงบอยู่ด้านข้าง รู้สึกจนปัญญาขึ้นมา เจ้าเด็กสองคนนี้นี่