หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 940 การเผชิญหน้าของบิดาและบุตรี (2)
ตอนที่ 940 การเผชิญหน้าของบิดาและบุตรี (2)
หนานกงมั่วเอ่ย “นี่คือคำสั่ง”
ในที่สุดซิงเวยก็ยอมพยักหน้ารับ “ขอรับ จวิ้นจู่”
“เดี๋ยวก่อน เจ้ายังไปไม่ได้” หนานกงไหวเอ่ยปาก
ทุกคนต่างมองไปยังหนานกงไหว หนานกงไหวแค่นยิ้ม “ข้าไม่เคยเชื่อนาง”
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว “เช่นนั้นท่านคิดเช่นไรเล่า”
หนานกงไหวเอ่ย “ตอนนี้ปล่อยข้า แล้วพวกเจ้าก็ไปซะ”
หนานกงมั่วยังคงดึงไว้ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “ขออภัย ข้าก็ไม่เชื่อท่านเช่นกัน”
“อู๋สยา ปล่อยเขา” จู่ๆ ก็มีเสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังแทรกขึ้นมา หนานกงมั่วหันไปมอง พบว่าเป็นคุณชายเว่ยที่สวมชุดสีครามยืนอยู่ไม่ไกลจากประตูเมืองมากนัก จึงอดไม่ได้ที่จะอุทานอย่างประหลาดใจ “จวินมั่ว?!”
เว่ยจวินมั่วค่อยๆ เดินเข้ามา และยิ่งเขาเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ทหารของอีกฝ่ายก็อดไม่ได้ที่จะเขยิบถอยออกไปทีละสองก้าว ช่วงเวลาที่ผ่านมา การรบของเว่ยจวินมั่วที่อิ่งชวนย่อมได้ข่าวมาถึงซื่อหยาง ไม่ต้องเอ่ยว่าเมื่ออยู่ในสนามรบ ท่าทีของคุณชายเว่ยทำให้รู้สึกน่าหวาดหวั่นเพียงใด
เมื่อก้าวเดินไปถึงข้างกายของหนานกงมั่ว เว่ยจวินมั่วก็เหลือบมองหนานกงไหวเล็กน้อย “ที่แท้ก็เป็นท่าน”
หนานกงไหวจ้องเขม็งมายังเว่ยจวินมั่วอย่างดุดัน หากในตอนนั้นไม่ใช่เพราะเว่ยจวินมั่วอยู่ที่นั่น แผนของเขากับเซียวฉุนก็คงไม่ล้มเหลวเช่นนี้ ในคุกที่ไร้ซึ่งแสงสว่างตลอดหลายปีที่ผ่านมา เว่ยจวินมั่วจะต้องชดใช้!
พลันเสียงเกือกม้ากระทบดังขึ้นจากไกลๆ เห็นได้ว่ามีกองกำลังทหารมุ่งหน้ามาทางนี้
“หนานกงชวี่!”
ที่แท้บุรุษที่อยู่บนหลังม้าตัวนั้น ก็คือหนานกงชวี่ที่เพิ่งเดินทางมาถึงซื่อหยาง
หนานกงชวี่ยังคงคุมบังเหียนควบม้าจนกระชั้นชิดเข้ามาเรื่อยๆ และเหล่าทหารที่ประจำการบนประตูเมืองก็มิใช่ของเล่นจัดแสดงแต่อย่างใด หากยังเดินหน้าต่อไปเช่นนี้เกรงว่าอีกฝ่ายคงจะยิงธนูออกมาอย่างแน่นอน
หนานกงชวี่กวาดสายตามองหนานกงไหวที่ถูกซิงเวยจับตัวเอาไว้ จึงหันไปทางด้านที่พวกหนานกงมั่วทั้งสองยืนอยู่ “พวกเจ้าจะคุยกันไปถึงเมื่อใด”
เว่ยจวินมั่วส่งเสียงหึ เอื้อมมือจับหนานกงไหวก่อนจะเหวี่ยงตัวไปให้กับกลุ่มทหารตรงหน้าตน จากนั้นก็คว้าหนานกงมั่ว พาเหาะด้วยวิชาตัวเบาหนีออกจากประตูเมืองไป
“ยิงธนู! ฆ่าอู๋สยา!” เสียงตะโกนอย่างสิ้นหวังของหนานกงไหวไล่ตามหลังมา
หนานกงชวี่เอ่ยเบาๆ “ยิงได้!”
ดูท่าแล้วทางด้านประตูเมืองคงจะมีศึกเพิ่มขึ้นมาอีก แต่หนานกงมั่วกลับถูกเว่ยจวินมั่วกอดไว้อยู่บนหลังม้าเช่นนี้ หนานกงมั่วเงยหน้าพลางยิ้มหวาน “ท่านมาได้อย่างไร”
เว่ยจวินมั่วกลับไม่ได้ยิ้มตอบ พลางก้มหน้ามองนาง “เจ้าเสี่ยงอันตรายอีกแล้ว”
หนานกงมั่วไหวไหล่ เอ่ย “ข้าก็มีส่วนรับผิดชอบ แต่ว่า…ในจวนว่าการนั่นทำเอาข้าตกใจไม่น้อย” ไม่ใช่เพราะต้องเผชิญหน้ากับพวกทหาร แต่เป็นเพราะเจอหนานกงไหวต่างหาก พอเห็นท่าทางไม่ใส่ใจอันใดของคุณชายเว่ยแล้ว หนานกงมั่วก็เลิกคิ้วพลางเอ่ยถาม “ไยท่านดูไม่แปลกใจอันใดเลยเล่า”
เว่ยจวินมั่วเอ่ย “ก่อนหน้านี้ที่แลกเปลี่ยนตัวเชลยกับลิ่นฉังเฟิงข้าก็พอเดาได้บ้าง”แม้ว่าเสียงของหนานกงไหวจะเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย แต่เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วนและตรวจสอบกับทางจินหลิง รวมถึงคำนวณความเป็นไปได้ทั้งหมด ก็เหลือแต่สิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้แต่เป็นไปแล้ว
หนานกงมั่วถอนหายใจ “กล่าวเช่นนี้…ความพยายามของข้าก็เปล่าประโยชน์แล้วใช่หรือไม่”
“ไม่เลย เจ้าพาลิ่นฉังเฟิงออกมาได้ เขายังฆ่าถังเจิงได้อีก” หากไม่มีหนานกงมั่วที่ถอนยาพิษและให้มีดสั้นกับลิ่นฉังเฟิงไว้ แน่นอนว่าลิ่นฉังเฟิ่งก็คงบาดเจ็บสาหัสหรือไม่ก็สิ้นชีพไปแล้ว ถังเจิงก็ไม่อาจตายได้แน่นอน แต่เหตุผลที่คุณชายเว่ยตกลงแลกเปลี่ยนตัวเชลยนั้น ย่อมเป็นเพราะเขารู้ว่าลิ่นฉังเฟิงได้พบกับหนานกงมั่วแล้ว ดังนั้นทั้งสองอย่างนี้ไม่ได้เหนือความคาดหมายนัก
หนานกงมั่วเอ่ย “ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม…ก็ได้รู้ว่าศัตรูที่แท้จริงคือใครแล้ว อีกอย่างพวกเรามีปัญหาใหญ่แล้วล่ะ หนานกงไหวไม่คิดจะจับเป็นเยี่ยนอ๋อง พวกเราจะต้องหาทางช่วยเยี่ยนอ๋องออกมาให้เร็วที่สุด”
นัยน์ตาเว่ยจวินมั่วพลันจมลึกวูบลงเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า
เมื่อกลับมาถึงค่ายทหาร เซียวเชียนเหว่ยและคนอื่นๆ ก็รีบปรี่เข้ามาหา เซียวเชียนจย่งที่ถูกเฉินอวี้คุมตัวไว้ก่อนหน้านี้ก็เข้ามาด้วยเช่นกัน เดิมทีเฉินอวี้เกรงว่าเซียวเชียนจย่งจะผลีผลามทำเสียเรื่องจึงได้คุมตัวไว้ในค่าย ในตอนนี้หนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วก็มาถึงแล้วจึงต้องปล่อยเขาออกมา ทันทีที่ได้รับอิสระ เซียวเชียนจย่งก็รีบควบม้าโดยไม่พักจนมาถึงซื่อหยาง ทันเวลารวมตัวกับเซียวเชียนชื่อและเซียวเชียนเหว่ยรวมถึงคนอื่นๆ
“พี่สะใภ้ ท่านไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่” เซียวเชียนชื่อเอ่ยถาม สองปีกว่าที่ไม่ได้เจอ เซียวเชียนจย่งก็กลายเป็นพ่อคน เหมือนจะดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาบ้าง
หนานกงมั่วเลิกคิ้วพลางยกยิ้ม “ข้าจะเป็นอันใดไปได้เล่า”
ที่ด้านข้างเป็นคุณชายฉังเฟิงที่ยิ้มแย้ม “แม่นางมั่ว แต่ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเกือบถูกยิงธนูใส่เสียแล้วไม่ใช่หรือ”
หนานกงมั่วเหลือบมองลิ่นฉังเฟิงคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “คุณชายฉังเฟิง มันเป็นเพราะผู้ใดกันเล่า”
คุณชายฉังเฟิงได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปชั่วครู่ “เพราะข้า ข้าขออภัยแม่นางมั่ว ขอขอบพระคุณแม่นางมั่วที่ช่วยชีวิตข้า” เซียวเชียนชื่อมองพวกเขาก่อนจะกระแอมเอ่ยขึ้นเบาๆ “พี่ชาย พี่สะใภ้ พวกเราไปคุยกันในกระโจมเถิด”
เมื่อเข้าไปในกระโจมใหญ่และนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ทุกคนฟังหนานกงมั่วเล่าเรื่องราวทั้งหมดในซื่อหยางจบต่างก็ตกตะลึง ในขณะเดียวกันพลันรู้สึกหนักใจขึ้นอีกหลายส่วน แม้ว่าหนานกงไหวจะถูกคนเหยียดหยามดูถูก แต่ก็ไม่มีใครกล้าดูถูกความสามารถทางการรบในสนามรบของเขา ต่อให้ในตอนนั้นเขาจะได้รับความช่วยเหลือและได้รับการหนุนหลังมากมายจากตระกูลเมิ่งจนมีชื่อเสียงขึ้นมาได้ ทว่าแม่ทัพที่ก้าวขึ้นมามีชื่อเสียงได้เช่นนั้น ความสามารถย่อมมิใช่มีดีแต่ชื่ออย่างแน่นอน หากหนานกงไหวไร้ความสามารถ ไหนเลยที่ตระกูลเมิ่งจะเห็นเขาอยู่ในสายตา
มาดูพวกเขาในตอนนี้ นอกจากเว่ยจวินมั่วและหนานกงชวี่ก็เรียกได้ว่าไม่มีผู้ใดเก่งกาจในสนามรบสักคน แม้กระทั่งเว่ยจวินมั่วและหนานกงชวี่ก็นับว่าอายุยังน้อย ประสบการณ์ในสนามรบยังน้อยเกินไปจนยากที่คนจะเชื่อใจได้ ระหว่างบุรุษเยาว์วัยผู้มากพรสวรรค์และแม่ทัพที่ชื่อเสียงโจษจันในสนามรบมาเนิ่นนาน คนก็ย่อมคิดว่าอย่างหลังเก่งกาจกว่าเป็นแน่แท้
“ท่านพี่ ทางด้านเสด็จพ่อ พวกเราจะทำเช่นไรดี” เมื่อนึกถึงวาจาของหนานกงมั่ว สามพี่น้องตระกูลเซียวก็อดไม่ได้ที่จะหน้าซีดขึ้นมา เซียวเชียนจย่งจึงอดถามขึ้นมาอย่างเป็นกังวลไม่ได้
เว่ยจวินมั่วหลุบตาลง เขาไม่ได้เอ่ยอันใด คนอื่นก็ไม่กล้าเอ่ยขึ้นมาเช่นกัน อีกทั้งยังไม่อาจคิดวิธีดีๆ อันใดได้ พวกเขาเองก็ไม่มีคำใดจะเอ่ย
ผ่านไปสักพัก หนานกงชวี่พลันเอ่ยขึ้น “ข้าจะพากำลังคนมาหยุด…หนานกงไหว ที่เหลือนั้นพวกเจ้าคิดหาวิธีเอาเองเถิด”
เว่ยจวินมั่วเงยหน้าขึ้นมองพลางเอ่ยถาม “ท่านมั่นใจว่าจะขัดขวางหนานกงไหวได้หรือ” ในเมืองซื่อหยางมีทหารอย่างน้อยนับแสนนาย และบริเวณหุบเขาฟู่อวิ๋นมีอีกแสนนาย ส่วนทหารที่พวกเขายกทัพมาซื่อหยางมีเพียงสามแสนนายเท่านั้น ด้วยจำนวนของทหารเท่านี้จึงไม่อาจใช้เป็นความได้เปรียบ
หนานกงชวี่เอ่ย “ก็ต้องลองสักตั้ง”
เซียวเชียนจย่งอดไม่ได้ที่จะถามย้ำขึ้นมา “พี่หนานกง ตกลงท่านทำได้หรือไม่ได้กันแน่” คุณชายเซียวสามไม่อาจเอ่ยได้ว่าตกลงท่านจะเอาชนะพ่อท่านได้ไหม ถึงอย่างไรท่านก็เอาชนะพ่อตัวเองไม่ได้หรอก
หนานกงชวี่ครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง “เลื่อนเวลาไปวันครึ่งก็ไม่น่ามีปัญหากระมัง ข้าเคยเห็นทุกอย่างในสนามรบเช่นเขา น่าจะเข้าใจอยู่บ้าง พวกเจ้า ใครจะไปกับข้าบ้าง” แน่นอนว่าเขาไม่อาจไปคนเดียวได้ ในด้านกำลังภายในวรยุทธ์นั้นเขาไม่อาจชนะแม้แต่ทหารชั้นผู้น้อยได้ด้วยซ้ำ