หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 939 การเผชิญหน้าของบิดาและบุตรี (1)
ตอนที่ 939 การเผชิญหน้าของบิดาและบุตรี (1)
“เจ้า…เจ้าคือหนานกงมั่ว?!” แม่ทัพที่ล้มลงไปเมื่อครู่พลันโพล่งขึ้นมา โชคยังเข้าข้างเขาอยู่บ้าง ที่เข็มเงินนั่นเพียงโดนไหล่ข้างหนึ่งเท่านั้น ผ่านไปเพียงชั่วครู่จึงดีขึ้นแล้ว มีเพียงไหล่ที่ยังคงชาหนึบอยู่ แต่คนอื่นไม่ได้โชคดีถึงเพียงนั้น บ้างก็โดนเข็มแทงตา บ้างก็โดนเข็มปักทะลุอกสิ้นใจทันที มองเหล่าพวกพ้องของตนที่ล้มตายอยู่ที่พื้นแล้วก็เหลือบมองหญิงสาวรูปโฉมงามตรงหน้าด้วยความขมขื่น คิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าหนานกงมั่วผ่านเข้ามาถึงห้องหนังสือในเรือนตะวันออกได้เยี่ยงไร
หนานกงมั่วยิ้มรับพลางพยักหน้า “ข้าเอง ท่านขุนพลรู้จักข้าหรือ”
ใบหน้าของรองแม่ทัพพลันผงะไป เขาย่อมไม่รู้จักหนานกงมั่ว แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้ย่อมไม่รู้ว่าจะเอ่ยออกมาได้อย่างไร บุตรสาวที่จับพ่อของตนเองเป็นเชลย หากเกิดขึ้นต่อหน้าคนทั่วไปคงจะเห็นเป็นเรื่องล้อเล่นแล้ว แต่ตอนนี้เขากลับยิ้มไม่ออกแม้แต่น้อย หนานกงไหวเกลียดชังหนานกงชวี่และหนานกงมั่วเข้ากระดูก ดูแล้วหนานกงมั่วก็ไม่ได้เห็นหนานกงไหวเป็นบิดาที่รู้สึกดีอันใดด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกปวดหัวขึ้นมาแล้ว แต่ปวดหัวก็ปวดหัวไปอย่างไรเสียก็ต้องลองดู
“ซิงเฉิงจวิ้นจู่ แม่ทัพใหญ่ก็คือบิดาของท่าน มีอันใดถึงไม่พูดจาดีๆ เล่า มิสู้ปล่อยคนก่อน และพวกเราค่อยๆ พูดคุยกันดีหรือไม่” รองแม่ทัพพยายามโน้มน้าวอย่างสุดชีวิต
หนานกงมั่วพลันมีสีหน้าราวกับฟังเรื่องตลก “ค่อยๆ คุยงั้นหรือ หากข้าปล่อยมือ เกรงว่าคงมีลูกธนูนับหมื่นทะลุอกข้ากระมัง?”
รองแม่ทัพรู้สึกเลิ่กลั่กขึ้นมา “จะเป็นไปได้เช่นไร จวิ้นจู่เข้าใจผิดแล้ว ฝ่าบาททรงใจกว้างยิ่ง ขอแค่จวิ้นจู่ละทิ้งฝ่ายเว่ยจวิ้นมั่ว มาอยู่ฝั่งเดียวกับฝ่าบาท ฝ่าบาทย่อมต้องไม่ถือสาเรื่องราวในอดีตแน่นอน”
หนานกงมั่วหลับตาลงอย่างคร้านจะสนทนา “อย่ามาถ่วงเวลาข้า ไปกันเถิด” ว่าแล้วก็พาหนานกงไหวเดินออกนอกประตูไป แม้ว่าหนานกงมั่วจะดูตัวเล็กกว่าหนานกงไหวอยู่มาก แต่กลับมิต้องใช้แรงมากมายอันใดที่จะลากหนานกงไหวที่ตัวสูงกว่านางไม่น้อยให้ตามไปด้วยได้ ด้วยเข็มเงินที่ปักอยู่บนร่างหนานกงไหวทั้งสองเล่มทำให้ร่างกายของเขาไร้เรี่ยวแรง หนานกงมั่วก็มิได้รออันใดอีก ลากเขาออกไปทันที
ทางฝั่งทะเลสาบด้านนอกเรือนที่ถูกคนปิดล้อมไว้อยู่แล้ว ถึงทหารทุกนายจะมีคันธนูที่ขึ้นลูกธนูเตรียมยิงไว้แล้ว แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าผ่อนสายธนูยิงใส่หนานกงมั่วเลยสักคน หนานกงมั่วเข้าไปกระซิบข้างหูหนานกงไหว “ท่านพ่อ ทางที่ดีที่สุดท่านควรจะบอกพวกเขาว่าอย่างผลีผลามบุ่มบ่ามไป หากมีอันตรายอันใด ข้าย่อมต้องคว้าท่านมาบังไว้อย่างแน่นอน ดังนั้นท่านควรจะภาวนาเอาไว้ว่าพวกเขาจะเห็นท่านสำคัญพอ”
“ไอ้ลูกอกตัญญู!” หนานกงไหวสบถออกมาอย่างยากลำบาก
หนานกงมั่วยักไหล่คิดปฏิเสธคำกล่าวหานั้น ในเวลาเช่นนี้หนานกงไหวยังหวังความกตัญญูมากมารยาทอันใดมาหยุดนางไว้อยู่อีก เช่นนั้นก็ดูเหมือนสมองของเขาจะมีปัญหาแล้ว
ว่าแล้วหนานกงมั่วที่มิได้เกรงกลัวสิ่งใดก็ลากหนานกงไหวออกไป เหล่าทหารที่อยู่ด้านนอกเมื่อไม่มีคำสั่งก็ไม่กล้าทำอันใดบุ่มบ่ามจึงได้แต่มองเฉยๆ อย่างช่วยไม่ได้ กระทั่งหนานกงมั่วออกจากเรือนตะวันออกและออกไปนอกจวนว่าการก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น รองแม่ทัพไม่อาจทำอันใดได้มากไปกว่าโบกมือให้คนไล่ตามนางไปเท่านั้น
ดังนั้น คนในจวนว่าการซื่อหยางต่างเห็นภาพหญิงสาวที่สวมชุดสาวใช้นางหนึ่งลากบุรุษร่างใหญ่กำยำออกไปด้านนอกอย่างง่ายดาย และตามหลังด้วยทหารพร้อมอาวุธครบครันอีกโขยงใหญ่ จึงตั้งกลุ่มซุบซิบกัน แม้แต่คนที่เคยเจอหนานกงมั่วก็ยังอดเอ่ยขึ้นมาไม่ได้ “นั่นคือผู้ใดกัน ขวัญกล้าเทียมฟ้านัก?”
“เหมือนเจ้าเด็กหงเซียงนั่นเลย แต่ว่าหงเซียงมิได้สวยถึงเพียงนี้”
“เว่ยจวินมั่วให้อันใดเจ้ากันแน่ เจ้าถึงได้รับใช้ถวายหัวถวายชีวิตเช่นนี้” หนานกงไหวที่ถูกลากมาไม่อาจขยับตัวได้ดั่งใจนัก ทำได้เพียงทำตามสั่งเท่านั้นพลันเอ่ยขึ้น
หนานกงมั่วหันกลับมามองอย่างประหลาดใจ “อย่าพูดอันใดหยาบคายเช่นนี้เลย ข้าและเขาเป็นสามีภรรยากัน เป็นคนในครอบครัว ย่อมต้องร่วมทุกข์ร่วมสุข เป็นตายร่วมกันอยู่แล้ว แปลกตรงไหนหรือ”
“เป็นตายร่วมกันหรือ” หนานกงไหวหัวเราะหยันราวกับได้ฟังเรื่องตลกไร้สาระ
หนานกงมั่วก็ไม่ได้ถือสา “คงเป็นไปได้ยากที่คนทั้งใต้หล้านี้จะไม่รู้บุญคุณคน เนรคุณไปหมดเหมือนท่านราวกับเป็นเรื่องปกติเช่นนั้นหรือ หากเป็นเช่นนั้น ล้างบางโลกนี้ไปก็ไม่มีอันใดน่าเสียดายแล้ว”
“ข้าเป็นเช่นนี้ผิดตรงไหนหรือ คนที่สวรรค์ไม่เข้าข้างเช่นข้า!” หนานกงไหวกัดฟันเอ่ย
หนานกงมั่วคิดว่าในเมื่อความเห็นไม่ลงรอยกันเช่นนี้สู้ไม่พูดคุยไปเลยจะดีกว่า จึงไหวไหล่ไม่ใส่ใจ “ท่านพึงพอใจก็ดีแล้ว”
“หากเจ้าปล่อยข้า พอเรื่องผ่านพ้นไปแล้วข้าจะไม่ถือสาเรื่องในอดีต แล้วจะไปขอร้องฝ่าบาทแทนเจ้า เจ้าก็ยังคงเป็นจวิ้นจู่เช่นเดิม” หนานกงไหวเอ่ยเสียงทุ้ม แต่กลับได้ยินเพียงเสียงหัวเราะของหนานกงมั่วตอบกลับมาเท่านั้น หนานกงมั่วหันกลับไปมองหนานกงไหวพลางยิ้มก่อนจะเอ่ยว่า “ท่านคงไม่ได้คิดว่าคนอย่างเซียวเชียนเยี่ยจะใจกว้างเช่นนั้นจริงใช่หรือไม่ ท่านคิดว่าเขาเชื่อใจได้จริงหรือ ครั้งนี้ลอบออกมาได้ แถมยังนำทัพทหารโจมตีอีก มีเหตุผลใดที่จะต้องตกอยู่ในกำมือของเซียวเชียนเยี่ยอีกเล่า”
คนเฉกเช่นเซียวเชียนเยี่ย ถูกหักหลังทรยศเพียงครั้งเดียวย่อมไม่มีทางเปิดโอกาสให้เกิดขึ้นอีกเป็นคราที่สอง ถึงแม้ตอนนี้หนานกงไหวจะสามารถนำทัพออกมาโจมตีได้ก็ยังน่าแปลกใจยิ่งนักที่ยอมอยู่ภายใต้เงื้อมมือของเซียวเชียนเยี่ยอีก ต่อให้หนานกงไหวจะเอาชนะเยี่ยนอ๋องได้ ใต้หล้าสงบสุข ทว่าสิ่งที่รอเขาอยู่ปลายทางเกรงว่าจะมิใช่เรื่องดีเท่าใดนัก
สีหน้าหนานกงไหวพลันไม่น่าดู ตะเบ็งเสียงอย่างเย็นชา “แล้วจะทำไม”
หนานกงมั่วมองไปที่หนานกงไหวอย่างจริงจัง เลิวคิ้วขึ้นพลางเอ่ย “ท่านยังคิดโกรธแค้นอันใดหรือ เกลียดพี่ใหญ่ เกลียดข้า เกลียดจวินมั่วหรือ รู้สึกว่าพวกเราเป็นคนทำให้ท่านต้องมาสู่จุดนี้หรือ”
หนานกงไหวแค่นยิ้มมิได้เอ่ยคำใด
หนานกงมั่วไหวไหล่ คร้านจะเอ่ยให้มากความอันใดอีก
พอออกจากจวนว่าการแล้ว ทหารที่รออยู่นานแล้วพอเห็นหนานกงมั่วออกมาก็รีบปรี่เข้าไปรายงานซิงเว่ย เขาถอนใจออกมาด้วยความโล่งอก การที่จวิ้นจู่ลอบเข้าไปในจวนว่าการเพียงลำพังถือว่าอันตรายยิ่งนัก ไหนจะเป็นสถานที่ที่มีทหารปิดล้อมคุ้มกันแน่นหนา โชคดีที่ไม่เกิดเรื่องอันใด…
“จวิ้นจู่เป็นเช่นไรบ้าง”
หนานกงมั่วลากหนานกงไหวที่ติดมือมาเหวี่ยงโยนไปที่หน้าซิงเวยพลางถอนหายใจออกมา “ออกนอกเมือง”
หนานกงไหวแค่นยิ้ม “หากเจ้าคิดว่าจะลากข้าออกนอกเมืองได้ก็ลองดู” เอ่ยจบแล้ว เขาก็หันไปออกคำสั่งกับทหารที่ติดตามมา “หากถึงประตูเมืองแล้วพวกเขายังไม่ปล่อยข้าก็ยิงธนูได้”
รองแม่ทัพลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะตัดสินใจพยักหน้ารับคำสั่ง “ขอรับท่านแม่ทัพ” พวกเขายังมีน้ำอดน้ำทนมากพอที่จะให้หนานกงมั่วจับหนานกงไหวไปทั่วเมืองซื่อหยาง แต่หากจะให้หนานกงไหวถูกลากออกไปจากเมืองเช่นนี้ ย่อมถูกยิงตายไปพร้อมกับหนานกงมั่วเสียดีกว่า หากฝ่าบาททรงทราบแล้วก็มิอาจเอ่ยอันใดได้ เป็นเช่นนี้หนานกงมั่วก็ไม่ได้คิดแปลกใจอันใด เดิมทีนางก็ไม่ได้คิดจะฆ่าหนานกงไหวด้วยวิธีนี้ได้ขอเพียงหลบหนีไปได้สำเร็จ เป้าหมายในการเข้าเมืองซื่อหยางก็ถือว่าลุล่วงแล้ว
ในไม่ช้าทั้งสองฝ่ายก็มาถึงประตูเมืองแล้ว ซิงเวยเอ่ยเสียงทุ้ม “จวิ้นจู่ ท่านไปก่อนเถิด”
หนานกงมั่วหลุบตาลงต่ำครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เอ่ย “อย่าผลีผลาม ปล่อยเขากลับไปเสีย” หนานกงมั่วกังวลว่าซิงเวยจะคิดสู้จนตัวตายเพื่อฆ่าหนานกงไหว หากมองในมุมของผู้บังคับบัญชาแล้วนี่ถือเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าไม่น้อย ชีวิตของผู้คุ้มกันของตนแลกกับชีวิตกุนซือแม่ทัพฝ่ายศัตรู แต่ว่าหนานกงมั่วมิได้คิดจะทำเช่นนั้น
ซิงเวยพลันลังเลขึ้นมา