หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 929 ข่าวร้าย (3)
ตอนที่ 929 ข่าวร้าย (3)
“คุณชายเว่ยชักจะมากเกินไปแล้ว!” ทหารนายหนึ่งเอ่ยอย่างขุ่นเคือง
ทันใดนั้น แสงสีเงินพลันวาดออกไปภายในห้องหนังสือ ตวัดออกไปอย่างงดงาม ขุนพลคนนั้นตกใจถึงขีดสุดเมื่อสัมผัสได้ถึงคมดาบเย็นเยียบที่คอของตน พลันกดจมลึกขึ้นเล็กน้อย เซียวเชียนเหว่ยเอ่ยอย่างตกใจ “พี่ชาย?!”
“ตอนนี้ได้ยินที่ข้าเอ่ยแล้วหรือ ออกไป” เว่ยจวินมั่วเอ่ย
“พวกเจ้าถอยไปก่อน!” เซียวเชียนเหว่ยรีบเอ่ย เขาไม่อยากเดิมพันกับเว่ยจวินมั่วว่าจะลงมือจริงหรือไม่ หากเว่ยจวินมั่วลงมือฆ่าคนจริงๆ เกรงว่าคนที่จะจบไม่สวยคงเป็นเขาเอง
แม้ว่าขุนพลจะไม่ยินยอม แต่เมื่อนึกถึงไอสังหารดั่งเทพสงครามยามอยู่ในสนามรบ ก็พาให้พวกเขายอมล่าถอยออกไปเงียบๆ
ในห้องหนังสือเหลือเพียงแค่เซียวเชียนเหว่ยและเว่ยจวินมั่วสองคนเท่านั้น เซียนเชียนเหว่ยฝืนยิ้ม “พี่ชาย นี่ท่าน…”
เว่ยจวินมั่วเก็บกระบี่อ่อนกลับลงไปข้างเอว มองเซียวเชียนเหว่ยด้วยสายตาเย็นชา “ข้าไม่สนใจว่าเจ้าคิดจะทำอันใด ขอเพียงคนในปกครองของเจ้ารู้ขอบเขต หากกระทบต่อขวัญกำลังใจทหารรวมถึงการรบในคราวหน้า ข้าจะตัดมือตัดขาแล้วโยนเจ้ากลับไปที่กองทัพของเสด็จพ่อเจ้าเสีย”
“พี่ชาย ข้า…ข้าไม่เข้าใจว่าท่านต้องการอันใด” เซียวเชียนเหว่ยยิ้มขื่น
เว่ยจวินมั่วมองลึกเข้าไป นัยน์ตาสีม่วงมีเพียงความเงียบงันเย็นชา “เจ้าไม่เข้าใจ แต่คนในปกครองของเจ้าเข้าใจดี เชียนเหว่ย มองการณ์ไกลเป็นเรื่องดี แต่ยังมีทางตรงหน้า คิดจะมองแค่การณ์ไกลระวังตกผาเล่า”
เซียวเชียนเหว่ยพลันนิ่งงันไป
เว่ยจวินมั่วไม่คิดสนใจเขาอีก เพียงเอ่ย “จำคำของข้าไว้ให้ดี เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่เคยล้อเล่น”
เซียวเชียนเหว่ยไม่เอ่ยตอบสิ่งใด เว่ยจวินมั่วก็ไม่ได้สนใจหันหลังเดินจากไป เมื่อเขาพ้นจากห้องหนังสือแล้ว เซียวเชียนเหว่ยยังคงยืนนิ่งอยู่ตามลำพังในห้อง มือที่ไขว้หลังสั่นเล็กน้อย เมื่อครู่เซียวเชียนเหว่ยเริ่มเข้าใจความรู้สึกเซียวเชียนเยี่ยขึ้นมาบ้างแล้ว บนโลกนี้จะมีใครบางคน…ที่เพียงเกิดมาก็ได้ดิบได้ดีให้ผู้คนรู้สึกอิจฉาอย่างที่สุดอยู่
คนนอกไม่รู้ว่าเว่ยจวินมั่วมาเอ่ยสิ่งใดต่อเซียวเชียนเหว่ย แบะแม้ไม่รู้ว่าว่าไยเว่ยจวินมั่วจึงมาหาเซียวเชียนเหว่ย แต่เซวียเจินกลับรู้สึกว่าทหารใต้บังคับบัญชาของเขานั้นสงบขึ้นหลายส่วน แม้แต่เซียวเชียวเหว่ยที่เข้าหาผู้อื่นบ่อยๆ ก็ดูเงียบลงเช่นกัน หากไร้ความกดดันจากเบื้องบน เหล่าชายหนุ่มผู้อยู่เบื้องล่างที่ร่วมกันทำงานหนักอยู่ทุกวันย่อมพัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นไม่น้อย เรื่องทะเลาะกันของชายหนุ่ม เดิมทีก็มิใช่เรื่องใหญ่อันใด ในที่สุดกองทัพในอิ่งชวนก็สามัคคีกันได้ ในวันนี้เว่ยจวินมั่วและคนอื่นๆ กำลังนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่เพื่อหารือเกี่ยวกับกลยุทธ์การศึกต่อไป แต่กลับมีทหารเข้ามารายงานข่าวร้าย ทำให้ผู้คนอดตกใจไม่ได้
“รายงานขุนพลเซวีย กองทัพของท่านอ๋องที่บุกโจมตีซื่อหยางถูกซุ่มโจมตี จึงทำให้ถูกล้อมอยู่ในหุบเขาฟู่อวิ๋น ขุนพลเฉินแจ้งขอกำลังสนับสนุนด่วนขอรับ!”
“ว่าไงนะ!” เซวียเจินตกตะลึง ตัวเซไปกระแทกกับถ้วยชาที่วางอยู่บนโต๊ะด้านข้างๆ ก่อนจะรีบลุกขึ้นแล้วคว้าจดหมายจากนายทหารมาอ่าน ซึ่งนั่นเป็นจดหมายขอร้องที่เขียนมาจากเฉินอวี้ เห็นได้ชัดว่าจดหมายถูกเขียนขึ้นอย่างเร่งรีบ แม้แต่เส้นพู่กันของเฉินอวี้ที่เดิมเป็นระเบียบสวยงามยังเลอะเทอะอยู่หลายจุด
เซวียเจินพลันหน้าดำคล้ำลง แล้วยื่นจดหมายในมือให้กับคนของเว่ยจวินมั่ว
เว่ยจวินมั่วยังมีท่าทีสงบ แต่คนที่นั่งถัดไปกลับรู้สึกว่าบรรยากาศรอบกายเขากลับเย็นเยียบขึ้นมา
เซียวเชียนชื่อและเซียวเชียนเหว่ยต่างตกใจจนไม่อาจรักษากิริยาได้เช่นเดียวกัน มีเพียงหนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วที่ไม่เอ่ยสิ่งใด ทั้งสองทำเพียงระงับความตกใจและความกังวลที่เกิดขึ้นไว้ในใจเท่านั้น เซียวเชียนชื่อกำพนักเก้าอี้ข้างตัวไว้แน่นด้วยสีหน้าซีดเซียว
“พี่ชาย เช่นนี้เสด็จพ่อจะเป็นเยี่ยงไรขอรับ” เมื่อเห็นว่าเว่ยจวินมั่วเงยหน้าขึ้น เซียวเชียนเหว่ยจึงเอ่ยถามด้วยความกระวนกระวาย
เว่ยจวินมั่วหลุบตาลง ยื่นจดหมายคืนพลางเอ่ย “เสด็จลุงถูกล้อมในหุบเขาฟู่อวิ๋น เห็นได้ชัดว่าข้าศึกคิดจะจับพระองค์เป็นเชลย”
“ว่าอันใดนะ” เซียวเชียนเหว่ยขบฟันแน่น “หากเสด็จพ่อ…” ต่อจากนี้เขาไม่อยากแม้แต่จะคิด
หนานกงมั่วเอ่ย “เชียนเหว่ย สงบอารมณ์ลงหน่อยเถิด นี่ถือว่ายังเป็นเรื่องดีสำหรับเรา อย่างน้อยเสด็จลุงเยี่ยนอ๋องก็ยังมีชีวิตอยู่” หากข้าศึกตั้งใจคิดฆ่าเยี่ยนอ๋องแต่แรก นั่นคงเป็นหายนะสำหรับพวกเขาแล้ว คิดจะฆ่าใครสักคนจริงๆ จะไม่ตายได้อย่างไร อีกอย่างชีวิตของเยี่ยนอ๋องนั้นคุ้มค่าพอที่อีกฝ่ายจะยอมแลก
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงทุ้ม “ขุนพลเซวีย ที่อิ่งชวนคงต้องรบกวนท่านแล้ว”
เซวียเจินพยักหน้าหนักแน่น “คุณชายเว่ยคิดจะทำเช่นไร ต่อให้ต้องบุกฝ่าอันตรายเพียงใด ข้าแซ่เซวียจะลงมือทำทั้งสิ้นไม่มีโต้แย้งเด็ดขาด”
เว่ยจวินมั่วส่ายหน้า “ อิ่งชวนต้องเฝ้าระวังให้ดี ไม่อาจให้ศัตรูย้อนกลับมาโจมตีได้ ข้ากับอู๋สยาจะพาคนล่วงหน้าไปก่อน ทางหนานกงชวี่ก็จะนำคนที่เหลือตามไปสมทบที่เมืองเผิงให้เร็วที่สุด”
“พี่ชาย ข้าจะไปด้วย!”
“พี่ชาย ข้าก็จะไปกับท่านด้วย”
สองเสียงแทรกขึ้นมาพร้อมกัน เป็นเซียวเชียนชื่อและเซียวเชียนเหว่ยที่ลุกขึ้นยืนจ้องมองไปยังเว่ยจวินมั่วอย่างแน่วแน่
เว่ยจวินมั่วขมวดคิ้ว ก่อนจะมองไปทางเซวียเจิน ทั้งเซียวเชียวชื่อและเซียวเชียนเหว่ยต่างเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเซวียเจินทั้งคู่ ย่อมต้องให้เซวียเจินเป็นผู้ตัดสินใจ ยามนี้เซวียเจินจะกล้าเอ่ยปฏิเสธอันใดได้ ในทางกลับกันเขาก็อยากให้เจ้าสองพี่น้องนี่ออกไปพ้นๆ จากกองทัพของตนเอง แน่นอนว่าเขาพยักหน้าอย่างไม่ลังเล
เว่ยจวินมั่วพยักหน้าตอบ “พวกเจ้าไปกับหนานกงชวี่ หนานกงชวี่ว่าอย่างไร”
หนานกงชวี่พยักหน้ารับรู้ไม่ได้แสดงท่าทีขัดแย้งใดๆ
เว่ยจวินมั่วเองก็ไม่ได้ลังเล โยนตราอำนาจสั่งการไปให้หนานกงชวี่ เป็นป้ายสำหรับสั่งการกองทัพเฉินโจว เอ่ย “อู๋สยา ลิ่นฉังเฟิง พวกเราไปเถิด”
ลิ่นฉังเฟิงไม่ได้เอ่ยอันใด ลุกขึ้นทันที “ตกลง!”
หลังจากออกจากห้องโถงใหญ่ หนานกงมั่วคว้ามือเว่ยจวินมั่วมาจับไว้ เอ่ยเบาๆ “อย่ากังวลไปเลย เสด็จลุงเยี่ยนอ๋องมีดวงชะตาเหนือคน ย่อมต้องไม่เป็นอันใด”
เว่ยจวินมั่วพยักหน้า เอื้อมมือไปโอบนางไว้ “อู๋สยา…”
หนานกงมั่วรู้ดีว่าในยามนี้เขาไม่อาจสงบใจต่อไปได้ จึงยกมือขึ้นลูบหลังเขาอย่างอ่อนโยน “อย่ากลัวไปเลย ข้าจะอยู่เคียงข้างท่าน”
อีกด้านหนึ่งกลุ่มคนรีบมุ่งไปทางเมืองเผิงอย่างไม่รอช้า ซึ่งเมืองเผิงอยู่ห่างจากอิ่งชวนประมาณหกร้อยกว่าลี้ กลุ่มคนเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ขี่ม้าเร็วชั้นยอดของกองทัพ มุ่งไปอย่างไม่หยุดพักจนม้าตายไปหลายตัว เพิ่งถึงวันที่สองยามบ่าย กลุ่มคนก็อยู่ห่างจากเมืองเผิงไม่กี่สิบลี้แล้ว
“จวินมั่ว พวกเราจะไปที่กองทัพก่อนหรือตรงไปซื่อหยางเลยเล่า” หนานกงมั่วพลันหยุดลง หลังจากที่ถ่างตาไม่ได้หลับมาตลอดทั้งคืนก็เอ่ยถามขึ้น สีหน้าของหนานกงมั่วไม่ค่อยดีนัก เว่ยจวินมั่วมองนาง สีหน้าเย็นชาอ่อนโยนลง เอ่ยเสียงทุ้ม “เจ้ากลับไปสมทบกับเฉินอวี้ก่อนเถิด ข้าจะไปดูที่ซื่อหยางสักหน่อย จะพาพวกเขาไปด้วย”
มีทหารม้าสองคนคอยช่วยประกบคนทั้งสองที่อยู่รั้งท้าย ด้วยการเดินทางทั้งกลางวันกลางคืน ทำให้ทั้งสองดูซีดเซียวเจียนตาย หายใจได้เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ทั้งสองคนที่ว่านี้ก็คือเว่ยหงเฟยที่ถูกจับเมื่อสองปีก่อน และหย่งคังโหว ถังเจินที่พึ่งถูกจับไม่นานนี้
หนานกงมั่วขมวดคิ้ว เว่ยจวินมั่วเอ่ย “กองทัพโยวโจวถูกปิดล้อมในเมืองเผิงหลายวันแล้ว แม้ว่าตอนนี้เสด็จลุงจะถูกซุ่มโจมตี เฉินอวี้ก็ไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยได้ ถอนทัพตอนนี้ก็มีแต่จะเร่งให้ทหารของเมืองเผิงโจมตีกองทัพโยวโจวยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นตอนนี้เฉินอวี้จะต้องอยู่ในกองทัพอย่างแน่นอน พวกเจ้าไปถามพวกเขาให้รู้ถึงสถานการณ์ก่อน” ครั้นเหลือบเห็นใบหน้างดงามของหนานกงมั่ว เสียงของเว่ยจวินมั่วก็พลันอ่อนลง “พักผ่อนเสียหน่อยเถิด ค่อยมาสมทบกับพวกข้าที่ซื่อหยาง”
หนานกงมั่วถอยหายใจออกมาเบาๆ รู้ดีว่ายามนี้เขาหนักใจมากเพียงใด แต่ก็ไม่อาจเอ่ยอันใดมากมายได้ จึงพยักหน้ายิ้มๆ “เช่นนั้นก็ดี พวกท่านระวังตัวด้วย”
เว่ยจวินมั่วพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยอันใดออกมา สายตาก็พลันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ยกมือขึ้นแตะต้นไม้ที่อยู่ข้างกายเบาๆ กิ่งไม้พุ่งโจมตีเข้าไปในป่าด้านหนึ่ง ไม่กี่อึดใจพวกเขาก็ได้ยินเสียงของบางอย่างกระแทกพื้นอย่างรุนแรง ลิ่นฉังเฟิงและคนอื่นๆ ต่างเตรียมอาวุธออกมาคุ้มกันในทันที
ทันใดนั้นชายชุดดำก็พุ่งออกมาจากป่าแล้วเข้าปิดล้อมพวกเขาไว้
สายตาของเว่ยจวินมั่วเย็นเยียบขึ้น “ผ่านมาตั้งสองปี เซียวเชียนเยี่ยไร้ซึ่งข่าวคราวใดๆ”
กลุ่มคนชุดดำไม่พูดไม่จา พุ่งเข้าโจมตีเว่ยจวินมั่วและคนอื่นๆ ทันที
เว่ยจวินมั่วสะกิดปลายเท้าลอยขึ้น กระบี่ซือกุยในมือพลันอาบย้อมไปด้วยโลหิต
หนานกงมั่วก็ไม่คิดเกรงใจผู้ใดเช่นกัน มีดสั้นที่ซ่อนไว้ปรากฏขึ้น ขว้างไปยังจุดตายหมายเอาชีวิตโหดเหี้ยมไร้ซึ่งความปรานีทั้งสิ้น
ลิ่นฉังเฟิงถอนหายใจก่อนจะโบกมือให้ส่งสัญญาณขึ้นไปบนฟ้า ผ่านไปไม่กี่อึดใจ ก็มีเสียงฝีเท้าม้าห้อตะบึงมาจากที่ไกลๆ มองเห็นเพียงกลุ่มคนชุดดำที่ยังคงพุ่งเข้าประชิดโจมตีอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็ต่างลงมือหนักหน่วงไร้ความรู้สึก ดูคล้ายจะเป็นนักลอบสังหารของวังจื่อเซียว
“ไยพวกเจ้า…” มือสังหารอดที่จะตกใจไม่ได้หลุดปากเอ่ยออกมา
ลิ่นฉังเฟิงยิ้มเย็น เอ่ยอย่างเกียจคร้าน “คงจะเป็นเพราะถูกคนหลอกลวงมากไปกระมัง เช่นนั้นก็เป็นโอกาสที่ดียิ่ง เจ้าพวกที่ชอบซ่อนตัวในที่มืดทำตัวลับๆ ล่อๆ จะมีสิ่งใดที่ทำไม่ได้กันเล่า” พลันกระบี่ฟันลงฉับเข้าที่คอของนักฆ่าในดาบเดียว ก่อนที่ลิ่นฉังเฟิงจะหันกายไปแทงกระบี่ทะลุร่างของคนที่คิดลอบโจมตี
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงต่ำ “อู๋สยา พาคนออกไปก่อน”
หนานกงมั่วพยักหน้ารับคำ เอ่ยให้ระวังตัวทิ้งท้ายก่อนจะขึ้นหลังม้า กลุ่มองครักษ์คุ้มครองนางออกจากป่าไป ฝั่งป่าด้านหลังยังคงสู้กันอย่างดุเดือด กลิ่นคาวเลือดทำให้เหล่าสัตว์ป่ากระสับกระส่ายรีบหนีห่างออกไป
หนานกงมั่วขี่ม้าไปได้ระยะหนึ่ง ผ่านพ้นไปได้ครึ่งชั่วยามก็เห็นที่ตั้งค่ายของกองทัพโยวโจวแล้ว ที่แท้ก็เป็นเช่นที่เว่ยจวินมั่วคาดการณ์ไว้ แม้ว่าเยี่ยนอ๋องจะถูกปิดล้อมโจมตี แต่เฉินอวี้ยังคงเป็นหลักอยู่ในกองทัพ ไม่ได้ตกอยู่ในความวุ่นวายแม้ต้องเผชิญกับสภาวะไร้ผู้นำก็ตาม
กลุ่มคนที่ยังไม่ถึงหน้าค่ายทหารดีพลันหยุดฝีเท้าลง ตะโกนด้วยเสียงกึกก้อง “ข้าคือหนานกงมั่ว ขุนพลเฉินอยู่หรือไม่”
หนานกงมั่วยังไม่ทันได้เอ่ยจบ ก็เห็นร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากในค่ายเอ่ยเสียงดัง “ซิงเฉิงจวิ้นจู่ ในที่สุดพวกท่านก็มาถึงแล้ว!”
หนานกงมั่วมองอย่างพิจารณา แม้คนที่มาจะสวมชุดเกราะทหาร แต่ไร้ซึ่งความสง่างามโดยสิ้นเชิง ยามนี้มีเพียงดวงตาแดงก่ำ สีหน้าอ่อนล้าดูเหมือนได้นอนไม่กี่อึดใจในยามที่โดนปิดล้อมเช่นนี้ หากไม่ใช่เฉินอวี้จะเป็นผู้ใด้ได้