หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 927 ข่าวร้าย (1)
ตอนที่ 927 ข่าวร้าย (1)
ในที่สุด เหล่าชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่ตีกันอยู่ก็เริ่มรู้สึกตัว หันไปเห็นเซวียเจินยืนถือแส้ด้วยท่าทีโกรธจัดก็รู้สึกอีหลักอีเหลื่ออย่างไม่อาจห้ามได้
เซวียปินพลันได้สติกลับมาแล้วเช่นกัน ตอนที่เห็นว่าเป็นบิดาของตนก็ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ
เซวียเจินรีบรุดหน้าเดินเข้าไป มองพวกชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเย็นชา ล้วนแล้วแต่อายุยี่สิบปีกว่าๆ ไม่ถึงสามสิบปีดีทั้งนั้น ทั้งยังเป็นคนที่โดดเด่นและความหวังของกองทัพ แต่ตอนนี้เนื้อตัวกลับเปรอะเปื้อนเลอะเทอะ เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำเขียวม่วง หน้าปูดบวมดูไม่ได้ยิ่งกว่าทหารในกองทัพเสียอีก
เซวียเจินหัวเราะหยัน “เก่งกันนักหรือ กล้าจะยกพวกตีกันกลางถนนงั้นหรือ ไยพวกเจ้าไม่หาที่ปลอดคนแล้วตีกันเสียให้หนำใจเล่า”
เหล่าชายหนุ่มต่างค่อยๆ ก้มหน้าลง ต่อหน้าท่านแม่ทัพใหญ่ที่จ้องมองมานั้นพลันรู้สึกละอายขึ้นมา เซวียเจินไล่มองจนหยุดสายตาอยู่ที่ด้านหนึ่ง เป็นเฉินซิวที่ก็ดูเละเทะไม่น้อยแต่สภาพยังดีกว่าคนอื่นมากนัก เอ่ยอย่างอารมณ์ไม่ดีนัก “เจ้าก็เป็นไปกับพวกเขาด้วยหรือ ดูท่าคงจะไม่ได้โดนเฉินอวี้ลงโทษมานานเกินไปแล้วกระมัง ไม่สู้ให้ข้าลงโทษแทนบิดาเจ้าสักกี่ทีดีเล่า”
เหล่าทหารในกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นทหารฝ่ายบู๊หรือฝ่ายบุ๋นต่างก็ไม่ได้มีวิธีนุ่มนวลอันใด แม้แต่วิธีการสั่งสอนเหล่าบุตรชายของพวกเขาก็ไม่แตกต่างกัน มากที่สุดเห็นจะเป็นแส้หรือไม่ก็ไม้กระดาน เฉินซิวเองก็รู้ดี เขาจึงยินยอมรับโทษแต่โดยดี
“ข้าสำนึกผิดแล้วขอรับ”
เซวียปินที่ยืนอยู่ข้างๆ เฉินซิวพลันดึงเขาด้วยความโมโห เอ่ยอย่างไม่ยินยอม “สำนึกผิดอันใด นี่ไม่ใช่ความผิดของพวกเรา! เป็นไอ้พวกบัดซบนั่นต่างหากที่มันวอนหาเรื่องเจ็บตัวเอง พวกข้าก็เพียงสนองตอบ มีอันใดไม่ถูกต้องหรือ”
ยามนี้เซวียเจินรู้สึกรำคาญขึ้นมาบ้างแล้ว พวกเขาเริ่มแบ่งพรรคแบ่งพวกกันอีกแล้ว ไอ้เด็กเวรนี่คงลืมไปแล้วว่าเขาผู้นี้เป็นบิดา รวมถึงพวกเขายังคงเป็นพวกเดียวกัน
“แม่ทัพเซวีย” หนานกงชวี่ที่ปลอบขวัญเถ้าแก่โรงน้ำชาเสร็จแล้วพลันเอ่ยเรียกขึ้น เซวียเจินเห็นหนานกงชวี่ก็มีท่าทีอ่อนลง หนานกงซวี่เป็นพี่ชายของหนานกงมั่ว อำนาจของเขาในกองทัพเฉินโจวเป็นรองเพียงคุณชายเว่ยเท่านั้น เทียบกับลิ่นฉังเฟิงแล้ว เผลอๆ ในด้านการทหารลิ่นฉังเฟิงอาจด้อยกว่าหนานกงชวี่ด้วยซ้ำ เซวียเจินจึงไม่อาจเสียมารยาทต่อเขาเป็นอันขาด
“คุณชายหนานกงก็อยู่ด้วยหรือ” เซวียเจินพยักหน้าเล็กน้อย มองหนานกงชวี่ที่ใบหน้าซีดเซียวก็อดเอ่ยถามขึ้นไม่ได้ “คุณชายหนานกง ท่านป่วยอยู่หรือ”
หนานกงชวี่ส่ายหน้า “เปล่า…”
“เปล่าอันใด” เซวียปินอดไม่ไหวเอ่ยโพล่งออกไปว่า “เห็นๆ อยู่ว่าคุณชายหนานกงสุขภาพไม่แข็งแรง ไอ้พวกบัดซบนี่ก็ยังเข้ามาหาเรื่อง ขี้แพ้ชวนตีเข้ามาทำร้ายคนอ่อนแอ ไยต้องไปใช้สมองกับไอ้คนแบบนี้ด้วยหรือ ท่านแม่ทัพเซวียผู้บัญชาการทหารช่างเก่งกาจเสียจริง!”
“…” ไอ้เด็กนี่ ไม่เจอไม่กี่ปีกลับอาจหาญเช่นนี้ แม้แต่พ่อก็ยังกล้าขึ้นเสียงอย่างไม่ลดละ โดนบุตรชายสบประมาทย้อนกลับว่าไม่มีหัวคิดเช่นนี้ ยามนี้เซวียเจินจึงเผยสีหน้าไม่น่าดูยิ่งนัก
เดิมเซวียปินเป็นคนที่ไม่ค่อยมีใครฟัง ดังนั้นพอเห็นว่าบิดาเอ่ยอันใดไม่ออกพลันรู้สึกพึงพอใจขึ้นมา ปากจึงอยากเอ่ยอันใดขึ้นมาอีก แต่กลับถูกหนานกงชวี่ที่ยืนอยู่ด้านข้างห้ามไว้ และเป็นหนานกงชวี่ที่เอ่ยออกมา “เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น ขอท่านแม่ทัพโปรดอภัยด้วย”
เมื่อมองไปยังผู้น้อยในตระกูลของตนก็ไม่เอ่ยคำใดอีก เซวียเจินไม่อาจรู้ได้ว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่องกันแน่ ตัวเขาเองก็ไม่ได้อยากหาเรื่องให้คนอื่นเดือดร้อนจึงพยักหน้า “คุณชายหนานกงเกรงใจแล้ว ข้าจะสั่งสอนโดยไม่ละเว้นใดๆ”
พลันตวัดสายตามองอย่างแข็งกร้าว เอ่ยเสียงเย็นชา “กลับกองทัพ โบยคนละร้อยไม้!”
ด้านเหล่าชายหนุ่มที่ยังคึกคะนองพลันชะงักไปในทันที จำนวนร้อยไม้แม้จะไม่ถึงแก่ความตายสำหรับร่างกายที่แข็งแรง แต่ก็ย่อมทำให้พวกเขาลุกขึ้นไม่ได้ถึงครึ่งเดือนเลยทีเดียว
ตอนนั้นเซวียปินก็มีท่าทีดี๊ด๊ายักคิ้วหลิ่วตาให้กับทหารอีกฝั่ง แต่ก็ถูกหนานกงชวี่มองเห็น จึงเอ่ยเสียงต่ำ “หากไม่อยากโดนลงโทษก็หุบปากเสีย”
เซวียปินอ้าปากพะงาบๆ สุดท้ายก็ยอมปิดปากลงโดยดี
แต่น่าเสียดาย…
“และเซวียปิน โบยร้อยไม้เช่นกัน!” เสียงเซวียเจินโพล่งขึ้นมาไม่ไกลนัก
“ทำไมเล่า! ข้าไม่ใช่คนของทหารโยวโจวไม่ใช่หรือ” เซวียปินตะโกนอย่างไม่พอใจ
เซวียเจินหัวเราะหยัน “สิทธิที่ข้าเป็นบิดาเจ้าไง!”
“…”
เซวียปินส่งสายตาไปมองหนานกงชวี่และเฉินซิวอย่างน่าสงสาร ทั้งสองทำได้เพียงถอนหายใจอยู่ภายในฃ แล้วมองไปทางอื่นด้วยความเสียใจด้วยจริงๆ
ในใต้หล้านี้ หากบิดาจะลงโทษบุตรชายแม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่อาจห้ามได้
“แม่ทัพเซวีย เกิดอันใดขึ้น” หนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วจูงมือพากันเดินเข้ามา เห็นกลุ่มชายหนุ่มยืนก้มหน้าก้มตาเจียมตัว เซวียเจินอดอับอายขึ้นมาไม่ได้ ถอนหายใจแล้วยกมือประสานให้เว่ยจวินมั่ว
“ลงโทษผู้น้อยในปกครองที่ล้ำเส้นคนของคุณชายเว่ย โปรดคุณชายยกโทษให้ด้วย”
เว่ยจวินมั่วเลิกคิ้ว สายตาหันไปเห็นเฉินซิวที่ยืนอยู่ด้านหนึ่ง เฉินซิวรีบอธิบายเรื่องราวทั้งหมดตามตรง ไม่ได้เข้าข้างหรือใส่สีตีไข่จากผู้ใดทั้งสิ้น คนทั้งสองฝ่ายต่างไม่เอ่ยอันใดต่อ เว่ยจวินมั่วพยักหน้า “ในเมื่อแม่ทัพเซวียได้สั่งลงโทษแล้ว พวกเจ้า…คนที่ลงมือก็โดยโบยคนละร้อยไม้ด้วยเช่นกัน”
เวลานี้ใบหน้าเฉินซิวพลันซีดเผือดลง ไม่คิดว่าโทษโบยร้อนไม้นี้เขาจะยังหนีไม่พ้น ก่อนจะหันไปหาหนานกงมั่วที่ยืนอยู่ข้างกายเว่ยจวินมั่วด้วยสายตาอ้อนวอน หนานกงมั่วทำเพียงยิ้มตอบมิได้เอ่ยคำใด
เซวียเจินรีบเอ่ยขึ้น “เช่นนี้ได้อย่างไรเล่า เป็นคนของข้าที่ก่อความวุ่นวาย…”
เว่ยจวินมั่วโบกมือ “ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง เซวียปิน เจ้าเชื่อเช่นนั้นหรือไม่เล่า”
เซวียปินมีสีหน้าปั้นยาก “เชื่อก็เชื่อ…แต่ข้าต้องโดนโบกสองร้อยไม้เลยหรือ” แล้วไยต้องเป็นเขาที่เจ็บตัวตลอด
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว “แม่ทัพเซวีย เวลานี้คือช่วงสงคราม จะให้เจ้าเด็กพวกนี้เจ็บตัวก็คงจะไม่ใช่เรื่องดีนัก ขอท่านแม่ทัพโปรดเห็นแก่ข้าละเว้นพวกนี้เถิด อีกทั้งไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองกองทัพด้วย”
เซวียเจินเข้าใจดีว่าซิงเฉิงจวิ้นจู่กำลังหาทางลงให้แก่เขา คิดอยู่ชั่วครู่จึงพยักหน้า “ที่จวิ้นจู่พูดย่อมมีเหตุผล เช่นนั้น…ไม่ทราบว่าจวิ้นจู่คิดว่าจัดการเช่นไรจึงจะเหมาะสม”
หนานกงมั่วเอ่ย “ในเมื่อมีเวลาว่างจนยกพวกตีกัน สร้างความวุ่นวายได้เช่นนี้ ไม่สู้ให้ไปซ่อมแซมบ้านเรือนเสียเลยเล่า” หลังจากทำสงครามมาเดือนกว่า บ้านเรือนในอิ่งฉวนย่อมพังเสียหายไปไม่น้อย กำลังต้องการคนไปซ่อมแซมพอดีเชียว
เซวียเจินเลิกคิ้วก่อนจะยิ้มออกมา “จวิ้นจู่ความคิดดียิ่ง ยังไม่ขอบคุณจวิ้นจู่อีกหรือ”
ไม่ว่าเจ้าเด็กพวกนี้จะอยากไปซ่อมแซมบ้านเรือนหรืออยากโดนโบยร้อยไม้มากกว่ากัน ล้วนก็ต้องขอบคุณอย่างไม่อาจเลี่ยง “ขอบคุณจวิ้นจู่ขอรับ”
หนานกงมั่วยิ้ม ไม่เอ่ยอันใดอีก
เซวียปินถอนใจออกมายาวเหยียด รอดจากโดนโบยฉิวเฉียด
“เซวียปิน อย่าลืมไปรับร้อยไม้ของเจ้าเล่า” ดีใจได้ไม่นาน เสียงของเซวียเจินก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทันใดนั้นเซวียปินก็ได้แต่ร้องไห้ทั้งที่ไม่มีน้ำตา
ท่านพ่อ…ท่านช่างเป็นบิดาที่รักข้ายิ่งนัก!
หลังแยกกับเซวียเจินและไล่พวกเด็กๆ ให้แยกย้ายกันไปแล้ว หนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วก็เดินเคียงข้างกันไปยังเรือนที่พักชั่วคราว
เว่ยจวินมั่วมองหนานกงชวี่นิ่ง เอ่ยว่า “คุณชายหนานกงมีอันใดจะเอ่ยหรือไม่” หากจะเอ่ยว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ของทั้งสองฝ่ายไม่ใช่เจตนาของหนานกงชวี่ ตนไม่มีทางเชื่ออย่างแน่นอน หากนั่นไม่ใช่เจตนาของเขาจริง หนานกงชวี่ไม่ได้มีส่วนยุแยง ทั้งสองฝ่ายก็คงตีกันเช่นนี้