หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 898 พ่อบุญธรรมลูกบุญธรรม (2)
ตอนที่ 898 พ่อบุญธรรมลูกบุญธรรม (2)
หนานกงมั่วยิ้มพลางเอ่ย “แน่นอนว่าย่อมได้ อานอานและเยาเยายังเด็ก ต่อไปยังต้องให้อาเจี้ยวคอยดูแล”
“ที่แท้ศิษย์น้องชายและศิษย์น้องหญิงชื่ออานอานและเยาเยาหรือขอรับ ใช่เยาเยาที่มาจาก ท้องามสะพรั่ง พราวไสวหรือไม่ขอรับ”
“ถูกแล้ว” หนานกงมั่วเอ่ย
ซังเจี้ยวพยักหน้า “ข้าจะดูแลศิษย์น้องชายและศิษย์น้องหญิงเป็นอย่างดีเลยขอรับ”
ซังเนี่ยนเอ๋อร์นั่งอยู่อีกฝั่ง ยิ้มมองอาจารย์และลูกศิษย์ที่คุยโต้ตอบกันไปมา อดไม่ได้ยิ้มพลางเอ่ย “อีกสองวันองค์หญิงและเด็กๆ คงจะมาถึงแล้วกระมัง ดูเหมือนต่อไปอาเจี้ยวจะเป็นศิษย์พี่ที่ดีอย่างแน่นอน” เดิมทีซังเนี่ยนเอ๋อร์เองก็ตกใจที่ซังเจี้ยว เด็กผู้ชายกราบหนานกงมั่วที่เป็นสตรีเป็นอาจารย์ ทว่าไม่นานก็เห็นจนชินแล้ว ความสามารถหรือวรยุทธ์ของหนานกงมั่ว ไม่ว่าทางใดก็เพียงพอที่จะเป็นประโยชน์ให้แก่เด็กคนหนึ่งอย่างซังเจี้ยว ส่วนต่อไปซังเจี้ยวโตแล้วจะรู้สึกอายหรือไม่ที่กราบสตรีเป็นอาจารย์ ซังเนี่ยนเอ๋อร์คิดว่าตนเองควรเชื่อการมองคนของหนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่ว
ซังเจี้ยวพยักหน้า เอ่ยหนักแน่น “อาเจี้ยวจะเป็นศิษย์พี่ที่ดีขอรับ”
หนานกงมั่วและซังเนี่ยนเอ๋อร์มองสบตากัน หัวเราะขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ หลายเดือนมานี้ซังเจี้ยวโตขึ้นบ้างแล้ว แต่ก็ยังเตี้ยกว่าเด็กวัยเดียวกันไม่น้อย ดูไม่ออกว่าเขาอายุสิบเอ็ดขวบแล้ว คำสัญญาหนักแน่นเช่นนี้กลับทำให้คนกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ได้
ซังเนี่ยนเอ๋อร์กลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่ไหว เอ่ยขึ้น “ช่างเป็นเด็กดีเสียจริง” ซังเนี่ยนเอ๋อร์รู้สึกดีต่อซังเจี้ยวที่ถึงจะอายุน้อยทว่ากลับเป็นเด็กหนุ่มที่ดูไม่มีชีวิตชีวานัก หนึ่งในเหตุผลก็คงเป็นเพราะมีแซ่เดียวกัน ยามนี้มองเด็กชายที่นั่งหลังตรง ใบหน้าจริงจังตรงหน้า หัวใจซังเนี่ยนเอ๋อร์เต้นระรัวอดไม่ได้มองไปยังหนานกงมั่ว แน่นอนว่าหนานกงมั่วดูออกว่านางมีสิ่งใดจะเอ่ย จึงบอกให้ซังเจี้ยวไปอ่านหนังสือที่ห้องหนังสือด้วยรอยยิ้ม
หนานกงมั่วรอจนซังเจี้ยวออกไปแล้ว จึงเอ่ย “เนี่ยนเอ๋อร์มีเรื่องอันใดอยากเอ่ยหรือไม่”
ซังเนี่ยนเอ๋อร์ถอนหายใจ เอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างจนปัญญา “เพียงความคิดไปเรื่อยของข้าเท่านั้น ข้าชอบอาเจี้ยวเด็กคนนี้มาก เมื่อครู่คิดว่าพวกเราแซ่เดียวกันนับเป็นวาสนา หากเขายินยอม ข้าอยากได้เขามาเป็นน้องชาย” ความจริง ซังเนี่ยนเอ๋อร์อยากบอกว่าให้บิดารับบุตรบุญธรรม เพียงแต่เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่บุตรีที่ออกเรือนแล้วเช่นนางจะตัดสินใจได้ แต่ซังเนี่ยนเอ๋อร์ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าไม่เลว บิดามีนางเป็นบุตรีเพียงคนเดียว หากได้เลี้ยงบุตรชายก็ไม่เลว อนาคตหากบิดาจากไปอย่างน้อยก็มีสักคนคอยโยนอ่างส่งวิญญาณ[1]ไม่ใช่หรือ อีกทั้งซังเจี้ยวเองก็มีสถานะที่เหมาะสม แม้จะมีหนานกงมั่วคอยคุ้มครองดูแล แต่ซังเนี่ยนเอ๋อร์เองก็รู้ดีว่าในยุคสมัยนี้ให้ความสำคัญกับชาติกำเนิด
หนานกงมั่วตกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าซังเนี่ยนเอ๋อร์จะคิดเช่นนี้ ความจริงแล้วเรื่องนี้นางเองก็เคยคิด ไม่เพียงหาครอบครัวให้ซังเจี้ยวอีกทั้งตัดขาดความสัมพันธ์ของเขากับตระกูลหวง ขณะเดียวกันหากซังหรงรับลูกศิษย์ของนางเป็นลูกบุญธรรม คงไม่ได้คิดแต่จะเป็นศัตรูกับพวกเขากระมัง เรื่องนี้ต้องให้ซังหรงและซังเจี้ยวยินยอมทั้งสองฝ่ายถึงจะได้ แน่นอนว่าหนานกงมั่วไม่ไปบีบบังคับซังหรง แตงที่ถูกบีบบังคับนั้นไม่หวาน ยิ่งไม่อยากไปบีบบังคับซังเจี้ยว
ซังเนี่ยนเอ๋อร์มองสีหน้าของหนานกงมั่ว นางเองก็รู้ว่าไม่ง่าย เอ่ยถาม “เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ให้ข้ากลับไปลองเอ่ยกับท่านพ่อดูก่อน”
หนานกงมั่วนิ่งเงียบไปชั่วครู่ เอ่ย “ลองเอ่ยถามกับแม่ทัพซังสักหน่อยคงไม่เป็นไร เพียงแต่ไม่ต้องบังคับ เดี๋ยวข้าก็จะกลับไปถามซังเจี้ยวด้วยเช่นกัน หากทั้งสองต่างยินยอมนั่นเป็นเรื่องที่ดี เจ้าเองก็รู้ว่าเมื่อนับญาติแล้วก็เป็นครอบครัวเดียวกัน หากบีบบังคับคงไม่ใช่เรื่องดี” ซังเนี่ยนเอ๋อร์ยิ้มพลางเอ่ย “นี่แน่นอนอยู่แล้ว ข้าเองก็ชอบอาเจี้ยวถึงได้เอ่ยขึ้นมา ไม่ใช่เพียงเพราะแซ่เดียวกันจึงอยากนับญาติเท่านั้น”
หนานกงมั่วยิ้มจนตาหยีมองนาง เอ่ย “หากสำเร็จแล้วจริงๆ ความอาวุโสคงนับยาก”
ซังเนี่ยนเอ๋อร์กะพริบตาคิดไตร่ตรองให้ดีเป็นเรื่องจริงๆ จังๆ ลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ย “เช่นนั้นก็ได้แต่ต่างคนต่างเรียกตนเองก็แล้วกัน”
ดังนั้นทั้งสองคนต่างก็แยกย้ายกันกลับไปลองถาม ไม่รู้ว่าซังเนี่ยนเอ๋อร์ไปถามกับบิดาของตนเยี่ยงไร ฝั่งหนานกงมั่วนี้กลับเจอกับปัญหาใหญ่แล้ว
“กราบพี่สาวและพ่อบุญธรรมหรือ” ซังเจี้ยวมองหนานกงมั่ว ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำขึ้นมาทันใด “อาจารย์…อาจารย์ ท่านไม่ต้องการอาเจี้ยวแล้วหรือ”
หนานกงมั่วตกใจ “อย่างไรกัน”
ซังเจี้ยวตาแดงก่ำ เอ่ย “อาจารย์จะให้ข้ายอมรับแม่ทัพซังเป็นพ่อบุญธรรม ก็ไม่ใช่ไม่ต้องการข้าแล้วหรือ”
หนานกงมั่วเอ่ยถามอย่างงุนงง “นี่มันคนละเรื่อง ต้องเกี่ยวข้องกันหรือ”
ซังเจี้ยวปากเบะ น้ำตาไหลทะลักลงมา มองเด็กตรงหน้าร้องไห้อย่างน่าสงสาร หนานกงมั่วงุนงงครุ่นคิดว่าตั้งแต่ต้นจนจบตนเองยังไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้ ไยนางจึงไม่รู้ว่านางรับห่อน้ำตามาเป็นลูกศิษย์กัน
“เอาล่ะ ไม่ต้องร้อง โตจนป่านนี้แล้วยังร้องไห้น้ำมูกไหลอีก ระวังต่อไปข้าจะเล่าให้ศิษย์น้องชายศิษย์น้องหญิงของเจ้าฟัง ดูว่าพวกเขาจะหัวเราะเจ้าหรือไม่”
ซังเจี้ยวสะอึกสะอื้นพลางเอ่ย “อย่างไรอาจารย์ก็ไม่ต้องการข้าแล้ว อีกทั้ง…พวกเขายังเล็ก ต่อไปก็มียามร้องไห้น้ำมูกไหลเยอะกว่าข้าอย่างแน่นอน ไม่กล้าหัวเราะข้าหรอก”
หนานกงมั่วจนปัญญา “ข้าบอกตั้งแต่เมื่อใดว่าไม่ต้องการเจ้าแล้ว ต่อให้เจ้ากราบแม่ทัพซังเป็นพ่อบุญธรรม ข้าก็ยังเป็นอาจารย์ของเจ้า อาจารย์ชายของเจ้าก็ยังบอกเองว่าจะสอนวรยุทธ์ให้เจ้าด้วยตัวเอง อีกทั้งแม่ทัพซังจะยอมรับเจ้าหรือไม่ก็ยังไม่รู้ ข้าเพียงมาบอกกับเจ้าก่อน ถึงตอนนั้นไม่รู้ใครจะรังเกียจใครก็ยังไม่แน่”
ซังเจี้ยวเบ้ปาก เขาไม่ได้เสียดายอยากมีพ่อบุญธรรมอันใดนั่นด้วยซ้ำ เขามีเพียงอาจารย์และศิษย์น้องชายศิษย์น้องหญิงก็พอแล้ว
หนานกงมั่วเอ่ยเสียงเบา “ในเมื่อเจ้าบอกว่าตนเองแซ่ซัง ข้าเองก็ตามใจเจ้า แต่อย่าลืมเสีย อย่างไรเจ้าก็เป็นบุตรชายของตระกูลหวง ยิ่งไปกว่านั้นสมัยนี้ไม่ว่าทำอันใดชาติตระกูลนั้นสำคัญ หากมีแม่ทัพซังเป็นบิดาต่อไปก็เป็นผลดีกับเจ้า นอกจากนี้ซังเนี่ยนเอ๋อร์ก็ชอบเจ้าจริงๆ ถึงได้เอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา นอกจากอาจารย์แล้วเจ้าก็ตัวคนเดียว แม่ทัพซังเองก็มีเพียงเนี่ยนเอ๋อร์เป็นบุตรีคนเดียว แม่ทัพซังและเนี่ยนเอ๋อร์เองก็ไว้วางใจได้ หากพวกเจ้าอยู่ด้วยกันได้ ต่อไปก็นับว่ามีครอบครัวเพิ่มมากขึ้น แน่นอนยังต้องให้เจ้าคิดไตร่ตรองด้วยตัวเอง หากไม่ยินยอมก็ไม่เป็นไร”
ซังเจี้ยวก้มหน้าไม่เอ่ยวาจา แต่หนานกงมั่วก็รู้ว่าเขากำลังไตร่ตรองเรื่องของตนเองอย่างจริงจัง ซังเจี้ยวไม่ใช่เด็กที่เอาแต่ใจดื้อดึง เพียงแต่มารดาจากไปแล้วบิดาก็ไร้เยื่อใยทำให้เขาเป็นคนอ่อนไหว เขายกอาจารย์ให้เป็นบุคคลสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา เรื่องที่กลัวที่สุดคือหนานกงมั่วไม่ต้องการตนเองแล้ว
ซังเจี้ยวกำลังตั้งใจขบคิดอย่างจริงจัง ซังหรงเขาเองก็เคยเจอ ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ไม่กี่วันเขายังได้ฝึกวิธีการใช้ปืนกับซังหรงอยู่ด้วย ซังเนี่ยนเอ๋อร์เป็นภรรยาของท่านลุงรอง แน่นอนว่าเคยเห็นอยู่บ่อยๆ อาจารย์บอกว่าคิดเพื่อตนเอง แน่นอนว่าเขาเองก็เข้าใจ ในเมื่อเขาทิ้งตำรามาศึกษาการต่อสู้ อนาคตคงไม่อาจเป็นเพียงจอมยุทธ์ที่ร่อนเร่พเนจรไปทั่ว หากอยากเป็นทหาร มีซังหรงเป็นพ่อบุญธรรมก็เป็นเรื่องที่ดีมาก
เห็นเขานิ่งเงียบไปนาน หนานกงมั่วคิดว่าเขาไม่ยินยอม จึงไม่อยากบีบบังคับเด็ก ยกมือขึ้นลูบศีรษะของเขา เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ช่างเถิด เรื่องนี้ก็คิดเสียว่าอาจารย์ไม่ได้เอ่ย เจ้าเองก็อย่าคิดมาก ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็เป็นลูกศิษย์ของข้า ไปเถิด พวกเราไปจัดเตรียมห้องให้ศิษย์น้องชายศิษย์น้องหญิงของเจ้ากัน”
[1] โยนอ่างส่งวัญญาณ เป็นพิธีกรรมในงานศพ ส่วนใหญ่จะดำเนินการโดยบุตรชายคนโต ซึ่งจะทุบอ่างให้แตกละเอียดและส่งเสียงร้องไห้ออกมา