หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 894 เป็นฮ่องเต้นั้นยากลำบาก ทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียว (3)
- Home
- All Mangas
- หมอหญิงยอดมือสังหาร
- ตอนที่ 894 เป็นฮ่องเต้นั้นยากลำบาก ทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียว (3)
ตอนที่ 894 เป็นฮ่องเต้นั้นยากลำบาก ทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียว (3)
ยามนี้แผ่นดินเฉินโจวนั้นสงบสุข สิ่งเดียวที่ทำให้หนานกงมั่วกังวลก็คืออาหารของปีหน้า หากบอกว่าปีนี้ยังสามารถคิดหาวิธีประคับประคองต่อไปได้ ปีหน้าหากยังคงแห้งแล้งหนักอีก ต่อให้เป็นโอรสสวรรค์มาก็เกรงว่าคงทำอันใดไม่ได้อยู่ดี ยามนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่แผ่นดินสงบสุข ทุกพื้นที่ล้วนกำลังทำสงคราม ไหนเลยจะมีเสบียงอาหารมากมายเพียงนั้น
หนานกงมั่วยืนอยู่ใต้ชายคา เงยหน้ามองไปยังน้ำที่หยดลงมาจากหลังคา ใบหน้าสวยของนางมีรอยยิ้มขึ้นมา
“อู๋สยา”
เสียงทุ้มดังมาจากหน้าประตู หนานกงมั่วชะงักหันกลับไปมองคนที่กำลังก้าวเดินเข้ามา อดตกตะลึงไม่ได้ ท่านกลับมาได้เยี่ยงไร”
สีหน้าของเว่ยจวินมั่วเรียบเฉย มุมปากยกยิ้มจางๆ “ไม่ดีใจหรือ”
แน่นอนว่าไม่ใช่ไม่ดีใจ เพียงแต่… “ฝั่งเอ้อโจว ผ่านไปได้แล้วหรือ”
เว่ยจวินมั่วพยักหน้าเบาๆ เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้านาง ดึงนางเข้าสู่อ้อมแขน “เหลือเพียงซิ่นหลิง ให้เป็นหน้าที่ของลิ่นฉังเฟิงและเจี่ยนชิวหยางแล้ว อีกทั้งยังมีหนานกงชวี่ดูอยู่ คงไม่มีปัญหาอันใด” หลังจากโจมตีซิ่นหลิง ตามแผนการของพวกเขาก็คงจะหยุดแล้ว หลายเดือนมานี้กองกำลังไท่หนิงโจมตีติดต่อกันหลายเมือง ผลงานนับว่าเกริกก้อง เพียงแต่เวลาครึ่งปีใกล้จะมาถึงแล้ว และเห็นได้ว่าหนิงอ๋องเองก็ไม่คิดจะให้ยืมกองกำลังไท่หนิงต่อ นอกจากนี้เว่ยจวินมั่วเองก็ไม่คิดจะใช้กองกำลังไท่หนิงต่อด้วย ไม่ใช่กองกำลังของตนเอง ใช้นานไปอาจก่อให้เกิดปัญหาได้
หนานกงมั่วพยักหน้า เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านกลับมาก็ดีแล้ว พอดีข้าจะได้พักผ่อน” เอ่ยจบ พลันทิ้งตัวลงในอ้อมแขนของเขาทันที เว่ยจวินมั่วโอบนางเข้าสู่อ้อมอกเพื่อไม่ให้ตัวนางไหลลงไปกองกับพื้น หนานกงมั่วถอนหายใจอย่างสบายอกสบายใจ ความรู้สึกที่ไม่ต้องรับผิดชอบอันใดนี่มันดีจริงๆ
นับตั้งแต่เข้ามาในเย่ว์โจว หลายเดือนมานี้ไม่เพียงเว่ยจวินมั่วที่ยุ่งวุ่นวาย หนานกงมั่วเองก็ไม่ได้ผ่อนคลายแม้เพียงสักหนึ่งเค่อ ปกครองเมืองในยามนี้เกรงว่าคงมีความกดดันกว่าการนำทัพอยู่บ้าง หากไม่ทันระวังราษฎรอาจลุกฮือขึ้นมาได้ เกิดความวุ่นวายขึ้นมาเป็นแน่ แต่นางเองก็รู้ว่าเรื่องที่เว่ยจวินมั่วทำนั้นสำคัญมาก ดังนั้นนางต้องแสดงออกมาอย่างผ่อนคลาย รับมือได้เพื่อไม่ให้เขาเป็นกังวล
เว่ยจวินมั่ววางปลายคางงดงามลงบนศีรษะของนาง ส่ายไปมาด้วยความรักใคร่ ความลำบากของนางเขาจะไม่รู้จริงหรือ
“ลำบากเจ้าแล้ว ตอนนี้นับว่าสงบลงอยู่บ้าง ข้าจะให้คนไปรับเสด็จแม่และเด็กๆ ทั้งสองมาที่นี่” เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเบา
หนานกงมั่วพยักหน้า ชะงักไปชั่วครู่ เอ่ย “ส่งคนไปเฉยๆ ได้หรือ ข้าไปเองดีหรือไม่” หากส่งคนไปพาตัวองค์หญิงฉังผิงและเด็กๆ ทั้งสองออกมาเยี่ยนอ๋องคงจะไม่เห็นด้วยกระมัง เว่ยจวินมั่วเอ่ย “ไม่ต้องหรอก ก่อนหน้านี้ข้าเขียนจดหมายไปบอกเสด็จลุงก่อนแล้ว เฉินโจวฝั่งนี้…ปีสองปีนี้อาจปลอดภัยกว่าโยวโจวด้วยซ้ำ”
“เช่นนั้นก็ดี แล้วแต่ท่าน” หนานกงมั่วเอ่ย นึกถึงว่าอีกไม่นานก็จะได้เจอเด็กๆ ทั้งสองแล้ว หัวใจของหนานกงมั่วก็มีความสุขขึ้นมา
“อะแฮ่ม” ทางด้านหลัง คุณชายใหญ่ฉินกระแอมไอให้รับรู้ถึงการมาของตน แสดงความรักกันต่อหน้าชายหนุ่มโดดเดี่ยวที่ต้องจากบ้านมาไกลนับพันลี้ก็เกินไปสักหน่อย
หนานกงมั่วหันกลับไป ส่งยิ้มให้ฉินจื่อซวี่เป็นการขอโทษเล็กน้อย “คุณชายฉินเองก็กลับมาแล้วหรือ”
ฉินจื่อซวี่โอดครวญ “ชีวิตของข้าน้อยก็เป็นวัวเป็นม้ามิใช่หรือ” หลายวันมานี้ วิ่งกลับไปมาระหว่างเสียนหนิงและเฉินโจว แม้จะบอกว่าห่างกันเพียงแม่น้ำหนึ่งสาย แต่ก็ลำบากนะรู้หรือไม่
หนานกงมั่วยิ้มร่า “ลำบากคุณชายฉินแล้ว มีเรื่องอันใดหรือไม่”
ฉินจื่อซวี่ยักไหล่ เอ่ย “เพียงกลับมารายงานบางเรื่องกับจวิ้นจู่ เพียงแต่ ตอนนี้ข้าอยากเตือนคุณชายเว่ยดูเหมือนท่านจะมีแขกมา”
“แขกหรือ” หนานกงมั่วเงยหน้ามองเว่ยจวินมั่วด้วยความประหลาดใจ คุณชายเว่ยเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “เชลยศึก”
หนานกงมั่วเข้าใจทันใด แม้นางจะอยู่ไกลถึงเฉินโจวแต่ก็ได้ข่าวเรื่องเว่ยหงเฟยถูกจับเป็นเชลยที่หุบผาอี๋เซี่ยน จะว่าไป…เว่ยจวินมั่วและเว่ยหงเฟยสองคนนี้ ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่โชคร้ายกว่ากัน เพียงแต่ดูผลลัพธ์ที่อยู่ตรงหน้า คนที่โชคร้ายที่สุดน่าจะเป็นเว่ยหงเฟย
“ไยจึงพาเขากลับมาด้วยเล่า” หนานกงมั่วเอ่ย ด้วยท่าทีเบื่อหน่ายเว่ยหงเฟยของเว่ยจวินมั่ว หนานกงมั่วนึกว่าควรจัดการเขาตั้งนานแล้วจึงจะถูก ไม่ว่าจะสังหารหรือปล่อยไป
เว่ยจวินมั่วเอ่ย “เขายังมีประโยชน์ หาคุกขังเอาไว้ก็พอแล้ว ยังต้องให้ข้าสั่งอีกหรือ” ประโยคสุดท้ายแน่นอนว่าหันไปเอ่ยกับฉินจื่อซวี่ ฉินจื่อซวี่ยิ้มบาง “ผู้นั้นเป็นถึงจวิ้นอ๋อง เกิดดูแลไม่ดีขึ้นมาจะทำเยี่ยงไร แน่นอนว่าต้องมาถามให้ชัดเจนเสียก่อน” ที่สำคัญก็คืออย่างน้อยๆ ก็เคยถูกคุณชายเว่ยเรียกว่าเสด็จพ่อมายี่สิบกว่าปี ต้องมั่นใจถึงท่าทีของคุณชายเว่ยที่มีต่อเขา
“รายงานคุณชาย จวิ้นจู่ แม่ทัพซังกับเว่ยหงเฟยต่อสู้กันอยู่ที่เรือนด้านหน้าแล้วขอรับ” องครักษ์คนหนึ่งรีบเดินเข้ามารายงาน
หนานกงมั่วกุมขมับ “ข้าลืมไปเลย ซังหรงยังอยู่ในจวน”
ซังหรงได้เจอกับเว่ยหงเฟยนั่นไม่ได้เกินความคาดหมาย ตอนนี้ซังหรงไม่อยากเห็นหน้าเว่ยหงเฟย แน่นอนว่าเว่ยหงเฟยเองก็ยิ่งไม่อยากเจอหน้าซังหรง เพียงแต่น่าเสียดายที่บางครั้งก็มีเรื่องบังเอิญเช่นนี้ เว่ยหงเฟยถูกองครักษ์ทั้งสองควบคุมตัวเอาไว้รอรับคำสั่ง ซังหรงกำลังกลับมาจากข้างนอกพอดี หนานกงมั่วเชื่อใจซังหรงเป็นที่สุด ในเมื่อซังหรงบอกว่าจะไม่หนีหนานกงมั่วเองก็ไม่ได้ส่งคนตามติดเขา และไม่จำกัดอิสระของเขา ซังหรงเองก็ไม่เที่ยวไปทั่ว เพียงไปนั่งดื่มชาอยู่ในโรงน้ำชาบนถนนที่อยู่ห่างหยาเหมินไม่ไกล ฟังข่าวจากชาวบ้านไปเรื่อย วันนี้บังเอิญคนที่โรงน้ำชาเอ่ยถึงกองกำลังไท่หนิงปิดล้อมเอ้อโจว นึกถึงการวางแผนป้องกันของตนเองและผลสุดท้ายที่ออกมาก็อดไม่ได้ที่จะหงุดหงิด ใครจะรู้ว่าเมื่อกลับมาถึงจวนก็เห็นคนที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมา
ซังหรงอารมณ์ไม่ดี เว่ยหงเฟยก็ยิ่งอารมณ์ไม่ดี ก่อนหน้านี้ไม่ง่ายเลยกว่าตนจะกดข่มซังหรงไม่ให้เขาลุกขึ้นมาได้ ใครจะรู้ว่าอำนาจทางการทหารจะอยู่ในมือตนยังไม่ทันได้อุ่นเครื่องก็กลายเป็นนักโทษเสียแล้ว ที่สำคัญก็คือในตอนที่ถูกจับมัดราวกับบ๊ะจ่างกลับมาถูกคนที่ตนเองกดข่มเอาไว้มาเจอเข้า ในใจของเว่ยหงเฟยเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนและอัปยศ คิดหาวิธีมาปฏิเสธแผนการของซังหรง และตอนนี้ผลลัพธ์เป็นที่ประจักษ์ราวกับเขากำลังฟาดฝ่ามือหนักๆ ลงบนใบหน้าของตน ที่สำคัญกว่านั้นคือตนกำลังถูกมัดเอาไว้ ซังหรงกลับเดินเข้ามาด้วยตนเองอย่างอิสระ เห็นได้ชัดว่าสถานะของทั้งสองนั้นแตกต่างโดยไม่ต้องเอ่ยปาก
“ดูเหมือนว่าสิ่งที่ข้าพูดคงจะไม่ผิด เจ้าเข้าร่วมกับเยี่ยนอ๋องตั้งนานแล้ว” เว่ยหงเฟยจ้องซังหรงเขม็ง รีบเอ่ยปากก่อน
ซังหรงรู้สึกหงุดหงิดอยู่ในใจ มาถึงขั้นนี้แล้วมาโต้เถียงกับคนโง่อย่างเว่ยหงเฟยนับว่าเสียเวลาอย่างยิ่ง แต่หากไม่ถีบเขาสักครั้งสองครั้งก็คงไม่อาจลดความโกรธที่มีอยู่ในใจได้
ซังหรงยิ้มเย็น เอ่ย “ไม่เลวจริงๆ ชัยภูมิแสนอันตรายที่ได้ขึ้นชื่อว่าไม่อาจมีผู้ใดตีแตกได้ กลับอยู่ในมือจิ้งเจียงจวิ้นอ๋องได้ไม่ถึงสิบวันด้วยซ้ำ หรือว่าเป็นหุบผาอี๋เซี่ยนที่พังลงมากะทันหันอย่างนั้นหรือ” สีหน้าของเว่ยหงเฟยแดงขึ้นทันที ไม่รู้ว่าโกรธหรืออาย กัดฟันพลางเอ่ย “ซังหรง คนทรยศเช่นเจ้ามีอันใดให้น่าภาคภูมิใจหรือ”