หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 892 เป็นฮ่องเต้นั้นยากลำบาก ทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียว (1)
- Home
- All Mangas
- หมอหญิงยอดมือสังหาร
- ตอนที่ 892 เป็นฮ่องเต้นั้นยากลำบาก ทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียว (1)
ตอนที่ 892 เป็นฮ่องเต้นั้นยากลำบาก ทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียว (1)
หนานกงมั่วยิ้มหวาน เอ่ย “เว่ยจวินมั่วมิได้มีอคติทางโลกเช่นคนเหล่านั้ แต่ว่า…นิสัยเขาไม่ดีนัก ขอพี่ใหญ่ให้อภัยเขาด้วย” เอ่ยมาถึงตรงนี้ เว่ยจวินมั่วไม่ดีต่อหนานกงฮุยและหนานกงชวี่ก็เพราะนางทั้งนั้น หนานกงมั่วทำอันใดไม่ได้แต่ก็ปิติยินดีและดีใจ เพียงแต่เกลี้ยกล่อมเว่ยจวินมั่วหลายครั้งแล้วก็ไม่เป็นผล คงต้องขอโทษต่อพี่ใหญ่ไปก่อน
หนานกงชวี่ส่งเสียงหยัน ท่าทีของเว่ยจวินมั่วที่มีต่อเขามีหรือเขาจะดูไม่ออก เพียงแต่เว่ยจวินมั่วนั้นรู้จักขอบเขตในเรื่องสำคัญ เพียงคำเสียดสีบ้างเป็นบางครั้งเขาก็ไม่เอามาใส่ใจ
ข่าวหุบผาอี๋เซี่ยนแตก จิ้งเจียงจวิ้นอ๋องตกเป็นเชลยถูกม้าเร็วส่งไปรายงานที่จินหลิงทันที เมื่อได้รับข่าว เซียวเชียนเยี่ยก็ทุบแท่นหมึกลงกับโต๊ะพร้อมลุกขึ้นทันที “เว่ยหงเฟยเจ้าคนไม่ได้เรื่อง ข้ารู้อยู่แล้ว…ข้ารู้อยู่แล้วว่าไม่ควรคาดหวังอันใดจากเขา” หากตอนนี้เว่ยหงเฟยยืนอยู่ตรงหน้าเซียวเชียนเยี่ย เซียวเชียนเยี่ยก็แทบขยี้เขาให้ตายด้วยมือตนเอง ช่างไร้ประโยชน์สมชื่อจริงๆ เรื่องที่มอบหมายให้เขาไม่เคยสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี สมควรแล้วที่ถูกเสด็จอาสวมหมวกเขียว[1]ให้ เซียวเชียนเยี่ยสาปแช่งเขาอยู่ในใจ
“ฝ่าบาท…” เหล่าขุนนางที่พากันคุกเข่าอยู่บนพื้นมองสบตากัน สุดท้ายเป็นโจวเซียงที่เสี่ยงเอ่ยขึ้นในยามที่เซียวเชียนเยี่ยกำลังโกรธ “ฝ่าบาท สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้…คือสงครามที่เอ้อโจวนะพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งจิ้งเจียงจวิ้นอ๋อง…” แม่ทัพที่ราชสำนักส่งไป เป็นถึงจวิ้นอ๋องที่ถูกแต่งตั้ง ไม่มีความดีความชอบแม้เพียงนิดไม่พอ ยังกลายเป็นเชลยของคนอื่นอีก หากแพร่งพรายออกไป ขายหน้าราชสำนักจริงๆ
“จิ้งเจียงจวิ้นอ๋องหรือ” เซียวเชียนเยี่ยยิ้มเย็น “ให้เขาไปตายเสียเถิด”
โจวเซียวถอนหายใจ ยกมือขึ้นประสาน “ฝ่าบาททรงเมตตา แม้เว่ยหงเฟยจะตกเป็นเชลย แต่ว่าบุตรชายทั้งสองของเว่ยหงเฟย เว่ยจวินปั๋วและเว่ยจวินเจ๋อยังอยู่ในกองทัพ อีกทั้ง…อำนาจสั่งการทางทหารยังอยู่ในมือของเขาตามข่าวที่รองผู้บัญชาการส่งมา เมื่อคืนเป็นเพราะเว่ยจวินปั๋วตั้งใจยื้อเวลาไม่สั่งการเคลื่อนทัพจึงเกิดความสูญเสียที่หุบเขาอี๋เซี่ยน”
เมื่อเอ่ยประโยคนี้ออกไป เหล่าขุนนางผู้ภักดีอดที่จะถกเถียงขึ้นมาไม่ได้ เว่ยจวินปั๋วเป็นบุตรชายของเว่ยหงเฟย เพื่อให้เขาได้รับตำแหน่งสืบทอดจวนจิ้งเจียงจวิ้นอ๋องต่อ เว่ยหงเฟยกล้าแม้กระทั่งทำให้องค์หญิงฉังผิงและคนที่มีความสามารถอย่างเว่ยจวินมั่วต้องขุ่นเคือง เว่ยจวินปั๋วทำร้ายบิดาเช่นนี้ สมองจมน้ำไปแล้วหรืออย่างไร หรือเขาคิดว่าหากเว่ยหงเฟยตายไปแล้วตำแหน่งก็จะตกมาอยู่ในมือของเขาเช่นนั้นหรือ อย่าลืมสิว่าเขายังไม่ได้เป็นซื่อจื่อนะ ต่อให้เขาเป็นซื่อจื่อ จวิ้นอ๋องที่ถูกจับตัวเป็นเชลยไม่ได้รับโทษก็นับว่าโชคดีมากแล้ว ยังอยากได้ตำแหน่งอ๋องอีกหรือ
ไม่เอ่ยไม่ได้ว่า เหล่าขุนนางในราชสำนักว่างไม่มีอันใดทำมักจะชอบวาดจินตนาการอยู่ในหัว เวลาเพียงไม่นานไม่รู้ว่าคิดอันใดไปบ้างแล้ว ทว่าสิ่งที่คิดถึงน้อยที่สุดก็คือเว่ยจวินปั๋วถูกคนควบคุม สมองของเว่ยจวินปั๋วไม่ได้มีปัญหา ถอนตำแหน่งของบิดาจะมีประโยชน์อันใดกับเขากัน
คนส่วนใหญ่นึกไม่ออก คนที่คิดออกก็คร้านที่จะคิด คนที่ยินดีจะคิดอย่างเซียวเชียนเยี่ยก็แทบอยากสังหารจวนจิ้งเจียงจวิ้นอ๋องให้สิ้นซากไปทั้งจวน แน่นอนว่าไม่ต้องใช้ความพยายามแม้แต่น้อยในการคิดลงโทษอย่างโหดร้ายถึงที่สุด
เซียวเชียนเยี่ยเอ่ยเสียงดัง “เว่ยจวินปั๋ว ที่แท้ก็ทรยศครอบครัว ดูเหมือนว่าจวนจิ้งเจียงจวิ้นอ๋องกับเว่ยจวินมั่วก็มิได้เป็นดั่งน้ำกับไฟอย่างที่เขาว่ากัน จับตัวจวนจิ้งเจียงจวิ้นอ๋องทั้งหมดมาให้ข้า เว่ยจวินปั๋วเว่ยจวินเจ๋อสองพี่น้องสั่งคนไปควบคุมตัวจากกองทัพกลับเมืองหลวง กล้าขัดคำสั่งข้าก็จัดการให้สิ้น”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” รู้ว่าฮ่องเต้กำลังโกรธ ผู้ใต้บัญชาเองก็ไม่กล้าอ้อนวอนขออภัย แน่นอนว่ามีเพียงไม่กี่คนที่ยอมร้องขอชีวิตแทนจิ้งเจียงจวิ้นอ๋อง
เซียวเชียนเยี่ยสูดหายใจเข้าลึก สงบจิตใจลง ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “สถานการณ์ศึกในเอ้อโจว ทุกท่านคิดเห็นเยี่ยงไร”
เหล่าขุนนางนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน สายตาของเซียวเชียนเยี่ยมีแววสงสัย “ทำไมหรือ ปกติแล้วพวกเจ้าเอ่ยวาจาไม่รู้จบ ตอนนี้ความตายมาถึงกลับไม่มีอันใดจะเอ่ยแล้วอย่างนั้นหรือ”
ขุนนางแก่ชราคนหนึ่งเอ่ยอย่างสั่นเทา “ทูลฝ่าบาท การบุกรุกของทหารกบฏ กระหม่อมคิดว่า…แน่นอนต้องรีบส่งกองสนับสนุนไปยังเอ้อโจวพ่ะย่ะค่ะ”
“กองสนับสนุนอย่างนั้นหรือ ข้าเพิ่งส่งกองกำลังหนึ่งแสนนายไปยังเอ้อโจว มีประโยชน์อันใด ข้าอยากรู้ว่าใครกันที่จะสามารถนำทัพสู้กับเว่ยจวินมั่วได้”
“เอ่อ…”
การนำทัพของเว่ยจวินมั่วไม่ได้โดดเด่นนักในสายตาของขุนพลแห่งต้าเซี่ย กว่าจะรู้ก็เมื่อเว่ยจวินมั่วไปนำทัพที่โยวโจวอย่างจริงจังแล้วเท่านั้น ก่อนหน้านี้อย่างการปราบโจรหรือติดตามหนานกงไหวไปนำทัพ อย่างไรก็ไม่ได้นำทัพคนเดียว เพียงดูการรบของเว่ยจวินมั่วตลอดสองปีมานี้ก็เป็นที่น่าตกใจอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะมีกำลังใกล้เคียงหรือด้อยกว่าคู่ต่อสู้มากคุณชายเว่ยก็ไม่เคยได้ลิ้มรสของความพ่ายแพ้ และเพราะไม่เคยพ่ายแพ้ ไม่ได้ผ่านการต่อสู้มามากนัก ทว่ากลับทำให้คนไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าความสามารถของคุณชายเว่ยนั้นมีมากเพียงใด
ตอนนี้ทางเหนือมีสงครามไปทั่ว ความแข็งแกร่งของกองกำลังรักษาการณ์โยวโจวทำให้ราชสำนักยากจะรับมือได้ ยามนี้ยังมีกองกำลังไท่หนิงและเว่ยจวินมั่วที่แข็งแกร่งขึ้นมาอีก สิ่งนี้ทำให้พวกเขา…
เซียวเชียนเยี่ยส่งเสียงหยัน “ว่าอย่างไร”
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าสิ่งสำคัญตอนนี้คือโยวโจว เพียงแต่เว่ยจวินมั่วและกองกำลังไท่หนิงเองก็ไม่อาจมองข้าม กระหม่อมคิดว่าตอนนี้มีสามทาง หนึ่งคือรีบส่งแม่ทัพใกล้เอ้อโจวนำกำลังไปสนับสนุนกองกำลังรักษาการณ์เอ้อโจวเพื่อต่อสู้กับทหารกบฏ สองคือหาวิธีแยกเว่ยจวินมั่วออกจากโยวโจว สามคือ…”
เสียงรายงานจากเหล่าขุนนางไม่ขาดสาย สีหน้าของเซียวเชียนเยี่ยดีขึ้นมามาก รอจนเขาเอ่ยจบ ถึงพยักหน้าเอ่ยถาม “ท่านโจว ท่านหันคิดเห็นเช่นไร”
โจวหันทั้งสองคนเอ่ยตอบรับ “แม้จะมีข้อบกพร่องอยู่บ้างทว่าก็หาได้ยากยิ่งพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดี” เซียวเชียนเยี่ยพยักหน้า “ท่านทั้งสองหารือกันสักหน่อย ว่าราชการครั้งต่อไปค่อยมาว่ากันอีกที”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
“ทูลฝ่าบาท ข่าวด่วนจากแปดร้อยลี้พ่ะย่ะค่ะ” ด้านนอกมีเสียงร้อนรนขององครักษ์ดังขึ้น
นายทหารคนหนึ่งร่างกายเต็มไปด้วยฝุ่นเดินเข้ามา คุกเข่าลงตรงหน้า เอ่ยขึ้น “ทูลฝ่าบาท สามวันก่อนเซวียเจินแห่งโยวโจวนำทัพโจมตีเมืองซั่งกู่ แม่ทัพซุนที่เฝ้าป้องกันเมืองสละชีพเพื่อแผ่นดินแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
‘อัก!’ สีหน้าของเซียวเชียนเยี่ยพลันเปลี่ยน กระอักเลือดออกมาโดยไม่อาจห้ามได้
ฮ่องเต้อายุยังน้อยกระอักเลือดในการว่าราชการยามเช้า นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ทั่วทั้งราชสำนักพลันอลหม่านขึ้นมาทันใด เป็นโจวเซียงหันหมิ่นที่รีบพาตัวเซียวเชียนเยี่ยกลับไปวังหลังและตามหมอหลวง ควบคุมราชสำนักให้กลับมาสงบลง ในวังหลัง ไทเฮา ฮองเฮา รวมไปถึงนางสนมต่างๆ เองก็วุ่นวายขึ้นมา รอหมอหลวงเคลื่อนตัวออกห่างจากเตียงแล้วไทเฮาจึงเอ่ยถาม “ท่านหมอ พระวรกายของฝ่าบาทเป็นเช่นไร”
หมอหลวงยกมือขึ้นประสาน เอ่ยอย่างนอบน้อม “ไทเฮาโปรดวางใจพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทเพียงทรมานจากความกังวลมากเกินไปเท่านั้น จึงได้กระอักเลือดออกมา พักรักษาตัวเพียงไม่นานก็คงดีขึ้น เพียงแต่…ฝ่าบาททรงงานหนักเกินไป ขอพระองค์ช่วยเกลี้ยกล่อมฝ่าบาท ธุระมากมายก็ไม่อาจเทียบพระวรกายของฝ่าบาทได้พ่ะย่ะค่ะ”
ไทเฮารีบพยักหน้าทว่าในใจนั้นได้แต่ลอบถอนหายใจ ความพยายามตลอดสองปีที่ผ่านมาของบุตรชายใช่ว่านางจะมองไม่เห็น แม้จะโกรธบุตรชายเพราะบางเรื่องในช่วงแรก แต่เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วกลับเหลือเพียงความห่วงใย ไทเฮาอดคิดไม่ได้ว่าหากครั้งนั้นบุตรชายไม่ใช่หวงจั่งซุน ไม่ได้เป็นฮ่องเต้ ตอนนี้คงได้ใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลายบ้างหรือไม่
[1] สวมหมวกเขียว หมายถึงการนอกใจ คล้ายกับภาษาไทยคำว่า สวมเขา