หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 882 ยุแยงตะแคงรั่ว ตีรันฟันแทง (2)
ตอนที่ 882 ยุแยงตะแคงรั่ว ตีรันฟันแทง (2)
อีกด้าน ซังหรงเองก็รู้สึกไม่ดีต่อความเงียบของทางเสียนหนิง เขาพอรู้จักพฤติกรรมของคุณชายเว่ยอยู่บ้าง ความเงียบเช่นนี้ไม่สมเหตุสมผล ทว่าซังหรงที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพื่อไม่ให้รับรู้ข่าวย่อมไม่อาจคาดเดาได้ว่าเว่ยจวินมั่วมีแผนอย่างไรกันแน่
ในกระโจมใหญ่ เกิดเสียงเท้าดังพร้อมเพรียง ซังหรงยังไม่ทันลุกขึ้นยืนพลันมองเห็นหน้ากระโจมถูกคนเปิดออก เว่ยหงเฟยส่งคนเข้ามา
สีหน้าของซังหรงทะมึนขึ้น “จิ้งเจียงจวิ้นอ๋อง” แม้ว่าเว่ยหงเฟยจะเป็นจวิ้นอ๋อง อีกทั้งยังเป็นผู้บัญชาการหลัก แต่หากเอ่ยถึงขั้นตำแหน่งเขาก็ไม่ได้ต่ำกว่าเว่ยหงเฟยนัก การบุกเข้ามาโดยไม่แม้แต่จะรายงานเลยสักนิด จะรังแกคนอื่นเกินไปแล้ว
เว่ยหงเฟยเองก็ไม่ยอมแพ้ เอ่ยเสียงดัง “ซังหรง เจ้าช่างกล้านัก”
หัวใจของซังหรงหนักอึ้ง ทว่าสีหน้ากลับยังคงเดิม เอ่ยเสียงเข้ม “โอ้ ไม่รู้ข้าไปทำอันใดจึงทำให้จิ้งเจียงจวิ้นอ๋องต้องบุกเข้ามาในกระโจมของข้าอย่างเสียมารยาทเพียงนี้”
เว่ยหงเฟยยิ้มหยัน เอ่ย “เจ้าไม่ต้องมาเสแสร้ง ข้าจะถามเจ้า หนานกงฮุยและซังเนี่ยนเอ๋อร์ไปอยู่ที่ใดแล้วหรือ”
“ท่านหมายความเช่นไร” ซังหรงกัดฟันเอ่ย
เว่ยหงเฟยเอ่ย “ข้าสงสัยว่าเจ้ากับหนานกงฮุยแอบเข้าร่วมกับเว่ยจวินมั่วและเยี่ยนอ๋อง เจ้ามีอันใดอยากเอ่ยหรือไม่ ข้าจำได้ว่า…บุตรเขยของเจ้าหนานกงฮุยคือพี่ชายรองของหนานกงมั่วมิใช่หรือ” ซังหรงเองก็ไม่ยอมแพ้ เอ่ยอย่างโอหัง “ข้าเองก็จำได้ว่าจิ้งเจียงจวิ้นอ๋องและคุณชายเว่ยเป็นพ่อลูกกันนี่”
“บังอาจนัก” เว่ยหงเฟยโมโหขึ้นมา สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือการมีคนเอ่ยถึงองค์หญิงฉังผิงและเว่ยจวินมั่วต่อหน้าเขา ราวกับว่าไม่ว่าเขาจะทำอันใด ขอเพียงมีคนเอ่ยถึงสองคนนี้ก็เท่ากับแสดงถึงความพ่ายแพ้ในชีวิตของเขา
ซังหรงผู้เอาชนะในสนามรบมาหลายสิบปีมีหรือจะถูกเขาข่มขู่เอาได้ เอ่ยเสียงเย็น “แม่ทัพเช่นข้าภักดีต่อราชสำนัก คิดว่าวาจาเหลวไหลของเจ้าเพียงไม่กี่ประโยคก็เปลี่ยนได้หรือ ก่อนหน้านี้ไว้หน้าเจ้าเพียงเพราะเจ้าเป็นคนที่ฝ่าบาทส่งมา เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใครกัน”
เว่ยหงเฟยโกรธจนหน้าเปลี่ยนเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวคล้ำ แต่ไม่เผชิญหน้ากับความจริงนั้นไม่ได้ ไม่มีหลักฐานที่แน่นอนเขาไม่อาจแตะต้องซังหรง แม้ซังหรงจะมาอยู่เอ้อโจวเพียงสองปี แต่บารมีของซังหรงในกองทัพต้าเซี่ยก็ไม่เลว อย่างน้อยก็แข็งเกร่งกว่าเขาที่ไม่เคยลงสนามรบมาตลอดยี่สิบปีมาก
ต่อให้เขาได้รับราชโองการจากฝ่าบาทให้มาสั่งการกองกำลังรักษาการณ์เอ้อโจว แต่หากไม่ใช่เพราะซังหรงยอมถอยเองเขาก็อย่าได้คิดว่าจะควบคุมกองกำลังรักษาการณ์เอ้อโจวได้ง่ายเพียงนี้ หากอาศัยเพียงข่าวลือไม่กี่ประโยคคิดลงมือกับซังหรง เหล่าทหารชั้นสูงผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีทางเห็นด้วยอย่างแน่นอน หากบีบบังคับซังหรงจนเกินไป ซังหรงคิดก่อกบฏขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าคงมีทหารในกองทัพทหารไม่น้อยที่จะติดตามซังหรง ถึงตอนนั้นเขาเองคงลำบากแล้ว
ครั้งนี้ก็เป็นโอกาศสุดท้ายของจิ้งเจียงจวิ้นอ๋องอย่างเขา จะผิดพลาดอีกไม่ได้ เว่ยหงเฟยกัดฟันเอ่ยอยู่ในใจ
แต่ถูกซังหรงเย้ยหยันต่อหน้าคนมากมายเพียงนี้ หากเว่ยหงเฟยไม่ทำอันใดราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเกรงว่าผู้ใต้บัญชาเองก็คงดูถูกเขาเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นเห็นได้ชัดว่าเว่ยหงเฟยเองก็ไม่ใช่คนใจกว้าง เว่ยหงเฟยจ้องมองซังหรงเนิ่นนาน ก่อนจะกัดฟันเอ่ย “ไม่เคารพต่อผู้บัญชาการ ลากตัวออกไปโบยหนักๆ สามสิบไม้”
ซังหรงยิ้มหยันไม่เอ่ยวาจา ไม่ได้ใส่ใจกับการถูกโบยสามสิบไม้มากนัก เขาไม่เชื่อว่าเว่ยหงเฟยจะกล้าโบยเขาจนตาย
“จวิ้นอ๋อง ไตร่ตรองด้วยเถิด” ซังหรงไม่เอ่ยสิ่งใด ทว่านายทหารชั้นสูงที่ตามเว่ยหงเฟยเข้ามากลับทนไม่ได้ เดิมที่เว่ยหงเฟยเข้ามาหาซังหรงด้วยความโกรธพวกเขาก็ไม่เห็นด้วย พวกเขาสนิทสนมกับซังหรงไม่น้อย บางคนติดตามซังหรงมานานหลายปี ซังหรงเป็นใครพวกเขารู้ดี เพียงอยากคุยกับแม่ทัพซังให้ชัดเจน เกรงว่าหากเป็นเรื่องใหญ่แล้วจะยุ่งยาก ใครจะรู้ว่าเว่ยหงเฟยที่ไร้ซึ่งหลักฐานใดๆ ไม่รู้ว่าเขาไปเอาข่าวลือจากที่ใดหรือเป็นสิ่งที่เขาคิดขึ้นมาเอง ดูเหมือนอยากมาหาเรื่องแม่ทัพซัง ยามนี้ยังคิดจะโบยแม่ทัพซังด้วยเหตุผลไม่เคารพผู้บังคับบัญชาอันใดอีก ยามนี้เป็นยามศึกสงคราม รองผู้บัญชาการถูกโบยต้องนอนป่วยอยู่บนเตียงมีผลกระทบเพียงใดเว่ยหงเฟยไม่รู้หรือ ยิ่งไปกว่านั้น…แม่ทัพซังไม่เคารพเขาอย่างไรหรือ อายุปูนนี้เเล้ว ท่านบุกเข้าไปในกะโจมของคนอื่นได้ ใส่ร้ายคนอื่นได้ ยังไม่ยอมให้เขาเอ่ยความจริงเลยหรือ
เอ่ยมาถึงตรงนี้ เซียวเชียนเยี่ยแต่งตั้งเว่ยหงเฟยมาบัญชาการกองกำลังรักษาการณ์เอ้อโจว ทหารผู้ใต้บังคับบัญชาเองก็ล้วนไม่พอใจ ต่อให้เลือกคนที่อยู่ในระดับเดียวกันกับแม่ทัพซังหรือเลือกคนที่ต่ำกว่าสักขั้นมาก็คงบัญชาการได้แข็งแกร่งกว่าคนที่ไม่เคยออกรบเลยตลอดยี่สิบกว่าปีกระมัง
เว่ยหงเฟยราวกับรู้ว่านายทหารชั้นสูงเหล่านี้กำลังคิดสิ่งใด และเพราะเหตุนี้เขาจึงโกรธมากยิ่งขึ้น “หุบปาก ข้าต่างหากที่เป็นแม่ทัพ”
นายทหารชั้นสูงอายุน้อยผู้หนึ่งเริ่มทนไม่ไหว เอ่ย “ต่อให้ท่านอ๋องเป็นแม่ทัพ ก็ไม่ควรใช้อำนาจส่วนรวมมาแก้แค้นกระมัง ยามนี้ที่เสียนหนิงมีกบฏคอยจ้องเขม็ง ท่านอ๋องโบยแม่ทัพซังจนทำอันใดไม่ได้แล้วถึงตอนนั้นท่านจะไปต่อสู้เองหรือไม่”
“บังอาจนัก”
“หุบปาก”
เสียงของเว่ยหงเฟยและซังหรงดังขึ้นพร้อมกัน ซังหรงมองเว่ยหงเฟยที่โกรธจนหน้าดำหน้าแดง เอ่ยกับทหารผู้ใต้บังคับบัญชา “อย่าเสียมารยาทกับจิ้งเจียงจวิ้นอ๋อง ครั้งนี้เป็นข้าเองที่ทำไม่ถูก พวกเจ้าไม่ต้องเอ่ยสิ่งใดอีก”
“แต่ว่า แม่ทัพซัง…”
“ออกไป” ซังหรงเอ่ยเสียงเข้ม นายทหารชั้นสูงอายุน้อยผู้นั้นทำอันใดไม่ได้ จำต้องถอยกลับเข้าไปในกลุ่มคน มองเห็นภาพนั้น เว่ยหงเฟยยิ่งโกรธซังหรงมากขึ้น เห็นอยู่ว่าเขาต่างห่างที่เป็นผู้บัญชาการ แต่ในสายตาของคนเหล่านี้ ตนเองคงไม่อาจเทียบได้แม้เพียงปลายเส้นขนกระมัง น่ารังเกียจ
ความจริงเมื่อได้ระบายความโกรธแล้ว หากเว่ยหงเฟยอาศัยจังหวะนั้นปล่อยผ่านไป คงได้ขึ้นชื่อว่ามีเมตตา อย่างไรซังหรงก็ยอมรับว่าตนเองผิดไปแล้ว ทว่าเว่ยหงเฟยยังคงยืนยันโบยซังหรงสามสิบไม้ในที่สุด มองซังหรงที่ถูกองครักษ์ประคองกลับไป เหล่าทหารในกองทัพก็ยิ่งซุบซิบนินทา แต่สิ่งที่ไม่น่าสงสัยเลยก็คือชื่อเสียงในกองทัพของเว่ยหงเฟยนั้นยิ่งย่ำแย่มากขึ้น
ซังหรงถูกลงโทษเห็นชัดว่าเพราะปกป้องนายทหาร ไม่ว่าจะเป็นในหมู่ นายทหารชั้นสูง หรือนายทหารชั้นผู้น้อย ชื่อเสียงต่างก็ไม่เลว แม่ทัพผู้หนึ่งถูกเว่ยหงเฟยกีดกันไม่ให้ทำอันใดไม่พอ ซ้ำยังถูกโบย เป็นถึงแม่ทัพแต่ถูกโบยต่อหน้ากองทัพ เรื่องเช่นนี้ฟังแล้วดูเหมือนเว่ยหงเฟยตั้งใจหยามซังหรง สำหรับผู้บัญชาการเช่นนี้ เหล่าทหารไหนเลยจะยอมรับได้
ยิ่งเป็นเช่นนี้ เว่ยหงเฟยก็ยิ่งโกรธเกลียดซังหรงขึ้นมา ห่างไกลจากสนามรบมายี่สิบกว่าปี เมื่อกลับมามีอำนาจทางทหารอีกครั้ง เรื่องราวกลับไม่ราบรื่นอย่างที่เขาจินตนาการเอาไว้ ยี่สิบกว่าปีก่อน เขาเป็นขุนนางผู้จงรักภักดี เป็นว่าที่ราชบุตรเขย เป็นแม่ทัพหนุ่มที่อดีตฮ่องเต้ให้ความสำคัญ ไม่เคยขาดคนหลีกทางเขายกย่องเขา แต่ตอนนี้เขาเป็นเพียงจวิ้นอ๋องแห่งจวนที่กำลังจะล่มสลาย แม่ทัพที่ไม่เคยออกศึกมาร่วมยี่สิบกว่าปี จะได้รับการสนับสนุนและความเชื่อใจจากเหล่าทหารได้อย่างไร