หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 881 ยุแยงตะแคงรั่ว ตีรันฟันแทง (1)
ตอนที่ 881 ยุแยงตะแคงรั่ว ตีรันฟันแทง (1)
เห็นได้ว่าเซียวเชียนเยี่ยเองก็เข้าใจหลักการนี้ เพียงแต่เขาเริ่มเอนเอียงไปทิศทาง ไม่เชื่อมั่นต่อซังหรงแล้ว กระทั่งเขาอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่านี่เป็นบทละครที่ซังหรงกำกับและแสดงเอง เช่นนั้นซังหรงจึงไม่ยอมให้บุตรีและบุตรเขยของตนเข้ามาร่วมด้วย กระทั่งเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นมาก็เอ่ยได้อย่างชัดเจนว่าเขามีใจทรยศตั้งแต่แรกแล้วหรือไม่
เซียวเชียนเยี่ยรู้ว่าความคิดของตนแบบนี้นั้นอันตราย เสด็จปู่ของเขานั้นเป็นฮ่องเต้ที่ขี้สงสัยและเลือดเย็น แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นเสด็จปู่ก็ยังบอกกับเขาว่าการเคลือบแคลงสงสัยระหว่างฮ่องเต้และขุนนางเป็นสิ่งที่อันตราย แต่ว่าเขากลับไม่อาจควบคุมตนเองให้ไม่สงสัยซังหรงได้ ต่อให้ซังหรงจะเป็นขุนนางที่เสด็จปู่ชื่นชมว่ามีความซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์ต่อเสด็จปู่ อาจไม่ได้ซื่อสัตย์กับเขาก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้นคนแปรแปลี่ยนได้ อีกทั้งเสด็จปู่ไม่แน่ว่าจะมองคนถูก
เซียวเชียนเยี่ยผลักฎีกาไปด้านข้างอย่างหงุดหงิด เอ่ยถาม “เว่ยจวินมั่วถูกขัดขวางอยู่ที่หุบผาอี๋เซี่ยน ทหารในมือเขาเองก็มีไม่มาก พวกเราสามารถยกทัพจากอีกด้านเพื่อโจมตีเสียนหนิงไปพร้อมกับกองกำลังรักษาการณ์เอ้อโจวได้หรือไม่”
โจวเซียงส่ายศีรษะ “ฝ่าบาทอย่าลืมว่ายามนี้สงครามที่โยวโจวเองก็ไม่ดีนัก ตอนนี้เว่ยจวินมั่วยังมีเย่ว์โจวเหล่านั้นคอยถ่วงอยู่ เส้นทางที่เขาจะเดินทัพได้ย่อมไม่ไกลนัก หากเทียบกับเว่ยจวินมั่วแล้ว…เยี่ยนอ๋องต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่”
เซียวเชียนเยี่ยนิ่งเงียบ ตามหลักแล้วเขารู้ดีว่าเยี่ยนอ๋องต่างหากที่เป็นศัตรูของเขา แต่เขาหวาดระแวงเว่ยจวินมั่วเสียยิ่งกว่าเยี่ยนอ๋อง บางที…อาจเพราะคำทำนายเมื่อครั้งที่เขาเกิดมา
เซียวเชียนเยี่ยนวดหัวคิ้วด้วยความเหนื่อยล้า เอ่ย “ระเบียบการเกณฑ์ทหารของปีนี้ออกมาแล้วหรือ”
หันหมิ่นที่อยู่ด้านข้างถวายฎีการายงาน “ทูลฝ่าบาท เสร็จแล้วพ่ะย่ะค่ะ เพียงฝ่าบาทเห็นว่าเหมาะสมก็สามารถดำเนินการป่าวประกาศออกไปทั่วแผ่นดินได้แล้ว” เซียวเชียนเยี่ยรับฎีกามาจากขันทีแล้วพลิกเปิดดู ขมวดคิ้ว เอ่ยว่า “เกณฑ์ทหารสองล้านหรือ นี่มากเกินไปหรือไม่”
การเกณฑ์ทหารนี้ไม่ได้ดึงมาจากตระกูลทหาร แต่เป็นการเกณฑ์มาจากครอบครัวชาวบ้านทั่วไป ทหารสองล้านแทบจะดึงแรงงานหนึ่งในห้าส่วนของราชสำนักมาแล้วด้วยซ้ำ เกรงว่าคงส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกในปีหน้าอยู่ไม่น้อย
หันหมิ่นเอ่ย “ฝ่าบาท ยามนี้สงครามตึงเครียด อย่างที่ท่านโจวกล่าว สถานการณ์สงครามของทั้งสองฝั่งต่างก็ไม่ดี ผู้ปกครองเมืองคนอื่นๆ เกรงว่าอาจเคลื่อนกำลังพลตามมาด้วย สถานการณ์ไม่ปกติจำต้องใช้วิธีการไม่ปกติ หากปล่อยให้เยี่ยนอ๋องและเว่ยจวินมั่วเข้ายึดพื้นที่ได้มากขึ้น เกรงว่าถึงตอนนั้นพวกเราอยากเกณฑ์ทหารก็คงสายไปแล้ว”
เซียวเชียนเยี่ยมองไปยังโจวเซียง โจวเซียงเพียงถอนหายใจ เอ่ย “ใต้เท้าหันเอ่ยถูกต้องแล้ว เพียงแต่…จำนวนคนลดลงอีกสักนิดได้หรือไม่ ในครอบครัวทหารเราคงจะเรียกตัวทหารมาได้กว่าหลายหมื่น” เพียงแต่คนเหล่านี้อาจอายุน้อยไปบ้าง หากอายุเหมาะสมก็คงเข้าร่วมกองทัพไปนานแล้ว
หันหมิ่นปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “มิได้ ฝ่าบาท เยี่ยนอ๋องและเว่ยจวินมั่วเองก็กำลังเกณฑ์ทหาร ยามนี้ทหารของเยี่ยนอ๋องยังไม่อาจเทียบราชสำนักได้ แต่ผ่านไปอีกไม่นานเกรงว่าคงจะไม่ต่างกัน”
โจวเซียงขมวดคิ้ว ไม่เห็นด้วยกับมุมมองของหันหมิ่น ต่อให้ร้อนใจเพียงใดก็ไม่อาจปล่อยให้ราชสำนักต้องสูญเสีย สงครามครั้งนี้เพียงมองก็รู้ว่าต้องยืดเยื้อ ตอนนี้เพิ่งเริ่มต้นก็ดึงกำลังแรงงานไปจนหมด วันข้างหน้าจะอยู่อย่างไร
ทั้งสองโต้เถียงกันไปมาต่อหน้าเซียวเชียนเยี่ย เมื่อครั้งที่เซียวเชียนเยี่ยยังไม่ขึ้นครองราชย์ทั้งสองคนต่างก็ได้รับการกดข่มจากอดีตฮ่องเต้ ความสัมพันธ์นับว่าไม่เลวนัก ราวกับตกทุกข์ได้ยากไปด้วยกัน แต่เมื่อเซียวเชียนเยี่ยขึ้นครองราชย์ทั้งสองกลับมีอำนาจจึงค่อยๆ แตกแยกกัน เวลานานเข้ายิ่งเกิดความไม่ลงรอยกันเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต่างก็โต้เถียงกันหน้าดำหน้าแดงต่อหน้าเซียวเชียนเยี่ย
เซียวเชียนเยี่ยฟังทั้งสองโต้เถียงกันก็ยิ่งปวดศีรษะ อดไม่ได้ขึ้นเสียงดัง “พอแล้ว”
ทั้งสองชะงัก ไม่นานจึงได้สติและเอ่ยขอประทานอภัย
เซียวเชียนเยี่ยโบกมือ เอ่ยอย่างเหนื่อยล้า “เรื่องนี้เอาตามที่ท่านหันบอกเถิด”
“แต่ว่า ฝ่าบาท…” โจวเซียงอยากเอ่ยบางอย่าง หันหมิ่นกลับเอ่ยตอบเสียงดัง “น้อมรับพระบัญชา ขอบพระทัยฝ่าบาท”
เซียวเชียนเยี่ยพยักหน้า เอ่ย “ข้ารู้ว่าท่านโจวเป็นห่วง เพียงแต่…ท่านหันเองก็มีขอบเขต อีกทั้งตอนนี้พวกเรายังขาดทหารอยู่” เห็นชัดว่าเซียวเชียนเยี่ยตัดสินใจแล้ว โจวเซียงก็ได้แต่ถอนหายใจ ยกมือประสานเอ่ย “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวเชียนเยี่ยเอ่ย “ไม่มีเรื่องอื่นแล้ว ท่านทั้งสองกลับไปก่อนเถิด”
รู้ว่าเซียวเชียนเยี่ยเหนื่อย ทั้งสองจึงลุกขึ้นโดยรู้กันและขอตัวลากลับออกไป โจวเซียงเดินมาถึงประตูอดหันกลับไปมองฮ่องเต้ยังหนุ่มที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรไม่ได้ แสดงสีหน้าแปลกประหลาดออกมา แม้จะเห็นเซียวเชียนเยี่ยมาตั้งแต่เด็ก แม้จะถูกอดีตฮ่องเต้กดขี่จนชีวิตต้องลำบากมาครึ่งชีวิต แต่ว่าโจวเซียงไม่ยอมรับไม่ได้เลยว่าหากเทียบกับเสด็จปู่ของพระองค์แล้ว ความสามารถของเซียวเชียนเยี่ยยังห่างไกลอยู่มาก ใช่ว่าเซียวเชียนเยี่ยจะไม่มุ่งมั่นตั้งใจในการปกครอง ใช่ว่าจะไม่อยากเป็นฮ่องเต้ที่ทำให้ราษฎรสงบสุข นอกจากฮ่องเต้ที่เป็นทรราชมาตั้งแต่กำเนิดก็คงไม่มีฮ่องเต้คนใดที่คิดสนใจเพียงความสุขของตนเอง แน่นอนว่าความห่างชั้นของความสามารถบางครั้งเพียงความขยันอย่างเดียวก็ไม่อาจเติมเต็มได้
เซียวเชียนเยี่ยขึ้นครองบัลลังก์มาสามปี นั่งตรวจฎีกาจนดึกดื่นทุกวัน เมื่อก่อนยังมีข่าวลือเรื่องสตรีมาเรื่อยๆ หลังจากขึ้นครองบัลลังก์แล้วกลับเบื่อหน่าย นอกจากไปถวายพระพรไทเฮาไปดูเยี่ยมฮองเฮาและองค์ชาย น้อยครั้งที่จะก้าวเท้าไปวังหลัง เพียงแต่ยิ่งเขาพยายามมากเพียงนี้ โจวเซียงก็ยิ่งอยากถอนหายใจอย่างอดไม่ได้ หากเขาเป็นทรราชที่ไม่ก้าวหน้า ดุด่าสักครั้งก็ช่างเถิด แต่ว่าเซียวเชียนเยี่ยทั้งไม่เป็นทรราชและไม่เกียจคร้าน เขาเพียงไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้เท่านั้น
“พี่โจวกำลังคิดอันใดอยู่หรือ” หันหมิ่นเห็นว่าสีหน้าเขาแปลกประหลาด จึงเอ่ยถาม
โจวเซียงเหลือบมองหันหมิ่น ส่ายศีรษะ เอ่ย “ไม่มีอันใด พี่หัน…ฝ่าบาทอายุยังน้อยเจอกับสถานการณ์เยี่ยงนี้คงยากที่จะไม่ร้อนใจ พวกเราต้องมั่นคงถึงจะถูก”
หันหมิ่นเองก็รู้ว่าเขาหมายถึงเรี่องเกณฑ์ทหารเมื่อครู่ เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “พี่โจวกล่าวถูกแล้ว เพียงแต่บางครั้งก็ไม่ควรขี้ขลาดจนเกินไป เยี่ยนอ๋องและเว่ยจวินมั่วบุกยึดได้เพียงพื้นที่เล็กๆ เท่านั้น หรือว่าพี่โจวคิดว่าพวกเขาจะพลิกฟ้าได้จริงหรือ”
โจวเซียงเงยหน้ามองท้องฟ้าอันมืดครึ้ม เอ่ยเสียงเบา “เรื่องเช่นนี้…ใครจะบอกได้เล่า”
หันหมิ่นกลับไม่เข้าใจสิ่งที่เขาเอ่ย และไม่ใส่ใจนัก เพียงประสานมือเอ่ย “ข้ายังมีธุระ คงต้องขอตัวแล้ว”
โจวเซียงมองหันหมิ่นสะบัดแขนเสื้อเดินออกไป นิ่งเงียบอยู่เนิ่นนาน
“ใต้เท้าโจว” มีเสียงขันทีคนหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง โจวเซียงเอ่ยถาม “ฝ่าบาทมีรับสั่งอันใดอย่างนั้นหรือ”
ขันทีเอ่ย “ตอบใต้เท้า ฝ่าบาทบอกว่าเปลี่ยนผู้ช่วยของจิ้งเจียงจวิ้นอ๋องจะได้วางใจสักหน่อย ขอใต้เท้าหารือกับเหล่าขุนนาง เลือกแม่ทัพที่เหมาะสมมาแทนที่”
โจวเซียงนิ่งเงียบ
“ใต้เท้าโจว”
“ข้ารู้แล้ว เจ้าไปเถิด” โจวเซียงเอ่ย
“ขอรับ ข้าน้อยขอตัวลาแล้ว”
ในค่ายทหารเอ้อโจว ซังหรงกำลังนั่งพลิกเปิดตำรายุทธพิชัยสงครามอยู่ในกระโจมใหญ่ เพียงแต่สายตาที่เขามองไปยังตำรานั้นดูว่างเปล่า เห็นได้ชัดว่าความคิดคงไม่ได้อยู่กับตำราในมือ การป้องกันหุบผาอี๋เซี่ยนที่เขาเสนอไปถูกเว่ยหงเฟยปฏิเสธถึงสองครั้ง ไม่เพียงเท่านั้น เว่ยหงเฟยยังเปลี่ยนแผนป้องกันของเขาไปมาก อีกทั้งขัดขวางไม่ใช้ซังหรงตรงไปยังหุบผาอี๋เซี่ยนด้วยตนเอง กระทั่งตอนนี้ซังหรงทำได้เพียงรับรู้ถึงสถานการณ์ในหุบผาอี๋เซี่ยนผ่านผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น แม้ว่าหุบผาอี๋เซี่ยนจะเป็นชัยภูมิที่มีสิ่งกีดขวางทางธรรมชาติก็ไม่อาจต้านทานทหารที่รนหาที่ตายด้วยตนเอง แม้เว่ยหงเฟยจะไม่อาจนับได้ว่ารนหาที่ตาย แต่ในสายตาของซังหรงวิธีป้องกันไม่ได้ดีนัก เป็นเพราะอาศัยหุบผาอี๋เซี่ยนที่เป็นชัยภูมิที่มีอันตรายทางธรรมชาติ หากเปลี่ยนเป็นที่อื่นตอนนี้จะยังสงบสุขอยู่เช่นนี้ได้จริงหรือไม่ก็ไม่อาจบอกได้