หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 872 ถ่ายโอนอำนาจทางการทหาร (1)
ตอนที่ 872 ถ่ายโอนอำนาจทางการทหาร (1)
“มิกล้า” ฉินจื่อซวี่รีบเอ่ยทันที “เป็นหน้าที่ของข้าน้อยอยู่แล้ว… สถานการณ์ของเสียนหนิงนั้นดีกว่าเฉินโจวมาก เมื่อมีประสบการณ์แล้วก็น่าจะราบรื่นขึ้นไม่น้อย คุณชายวางใจได้ ข้าจะไม่ให้เสียนหนิงถ่วงทัพใหญ่อย่างแน่นอน” เว่ยจวินมั่วหันไปมองลิ่นฉังเฟิง “เรื่องขุนนางเจ้าหน้าที่ของเสียนหนิงจัดการเช่นไร”
ลิ่นฉังเฟิงลูบจมูกเล็กน้อย “นอกจากพวกที่ยอมพลีชีพพวกนั้นแล้ว ขุนนางบู๊ทั้งหมดถูกกักขังในค่ายเชลย ส่วนขุนนางบุ๋นทั้งหมดก็อยู่ในคุกแล้ว ขุนนางบุ๋นพวกนั้นอ่อนแออย่างกับลูกไก่แต่ก็ยังพ่นพล่ามอันใดออกมาไม่หยุด ข้ากลัวเหลือเกินว่าลูกน้องข้าจะฆ่าพวกเขาโดยไม่ตั้งใจ” เสียนหนิงไม่เหมือนสถานที่ก่อนหน้านี้เหล่านั้น ชาวบ้านที่นี่ไม่ได้อยู่อย่างลำบากยากแค้น ถึงแม้จะมีเรื่องทุจริตโกงกินอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ไม่ได้เกลียดชังพวกขุนนางเท่าใดนัก หากฆ่าฟันขุนนางแบบเดียวกับก่อนหน้านี้ ไม่เพียงแต่จะไม่เป็นผลดีต่อพวกเขาต่อไปเท่านั้น ยังจะกลายเป็นอุปสรรคอีกด้วย ดังนั้นก่อนจะโจมตีเสียนหนิง เว่ยจวินมั่วได้สั่งเอาไว้แล้วว่า ยกเว้นพวกที่รนหาที่ตายเองแล้ว พวกที่เหลือให้ขังไว้ก่อนค่อยว่ากันอีกที
ในเมื่อพวกเขาไม่ได้ปลิดชีพแสดงความจงรักภักดีทันทีที่เมืองถูกยึด ก็น่าจะ…ไม่ได้อยากตายกระมัง
เว่ยจวินมั่วมองฉินจื่อซวี่ ฉินจื่อซวี่พลันประสานมือขึ้นอย่างคาดเดาได้ “ข้าน้อยเข้าใจ คุณชายโปรดวางใจ” ฉินจื่อซวี่รู้สึกขอบคุณในความไว้วางใจที่คุณชายเว่ยและซิงเฉิงจวิ้นจู่มีต่อเขา เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนตระกูลฉินแห่งจินหลิง แต่คุณชายเว่ยก็ยังมอบอำนาจให้เขาดูแลจัดการเสียนหนิง ฉินจื่อซวี่จะไม่ทำให้พวกเขาต้องผิดหวังอย่างแน่นอน
คุณชายเว่ยพยักหน้าอย่างพอใจ “เช่นนั้นคงต้องมอบให้คุณชายฉินจัดการแล้ว ทัพใหญ่ยังจะอยู่ที่เสียนหนิงไปอีกสักระยะ หากคุณชายฉินต้องการสิ่งใดก็สามารถเอ่ยปากได้เลย”
“ขอรับ” ฉินจื่อซวี่พยักหน้า มีคุณชายเว่ยอยู่เป็นหลักอย่างนี้ก็ยิ่งดีเลย ฉินจื่อซวี่รู้ว่าตนเองจัดการกับพวกขุนนางได้ดีกว่าเว่ยจวินมั่ว แต่หากพูดถึงการสร้างความหวาดหวั่นเพื่อสยบคนแล้วนั้น แน่นอนว่าย่อมสู้อีกฝ่ายไม่ได้
ในค่ายทหาร ณ หุบผาอี๋เซี่ยนที่อยู่ห่างจากเมืองเสียนหนิงไปหลายสิบลี้ แม่ทัพกุยฮว่าผู้มีสีหน้าสงบนิ่งปล่อยให้คนที่มานำราชโองการมาถ่ายทอดกลับไปพักผ่อน ข้างกายเขามีหนานกงฮุยและซังเนี่ยนเอ๋อร์กำลังยืนกุมมืออยู่ด้วยกัน สีหน้าของพวกเขาหนักอึ้งเล็กน้อย
หุบผาอี๋เซี่ยนตั้งอยู่ห่างจากเมืองเสียนหนิงไปทางทิศเหนือเจ็ดสิบลี้ เป็นเส้นทางที่ยาวและแคบระหว่างเทือกเขาขนาดใหญ่สองลูก ในสมัยโบราณสถานที่นี้เคยเป็นเส้นทางที่พ่อค้าจากแถบตะวันตกจะต้องผ่านเพื่อลงไปทางใต้ เพียงแต่พื้นที่ตรงนั้นขรุขระอันตราย ส่วนที่อันตรายที่สุดบนถนนที่ยาวนับสิบลี้นั้นแคบมากจนแม้แต่คนสองคนก็เดินเคียงข้างกันไม่ได้ เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปจะเห็นเพียงท้องฟ้าเป็นเส้นแคบๆ เท่านั้น จึงได้ชื่อว่าหุบผาอี๋เซี่ยน[1]ในสมัยโบราณ เมื่อพันปีก่อนทางตอนใต้ได้รับการพัฒนาอย่างกว้างขวาง มีการสร้างเส้นทางการค้าหลักขึ้นมาหลายสาย ถนนการค้าเส้นนี้จึงค่อยๆ ถูกทิ้งร้างไปในที่สุด ถึงแม้ว่าจะต้องอ้อมไกลกว่าหน่อย ก็ยังดีกว่าต้องเอาชีวิตมาทิ้งกลางทางอยู่แล้วไม่ใช่หรือ อย่างไรก็ตามแท้จริงแล้วสิ่งที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวไม่ใช่แค่สภาพพื้นที่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสัตว์ป่าและโจรภูเขาอีกด้วย
ค่ายทหารของแม่ทัพกุยฮว่าตั้งอยู่ในช่องเขาแห่งหนึ่งทางด้านหลังส่วนที่แคบที่สุดของหุบผาอี๋เซี่ยน ที่นี่เป็นพื้นที่สูง หากยืนอยู่บนขอบหน้าผาจะสามารถมองเห็นหุบเขาอี๋เซี่ยนได้เกือบทั้งหมด อีกด้านหนึ่งของช่องเขาเป็นป่าดงดิบดั้งเดิมที่แทบจะไม่มีคนเหยียบย่างเข้าไปและหน้าผาสูงชัน ความเป็นไปได้ที่กองทัพศัตรูจะมาจากป่าฝั่งตรงข้ามนั้นมีน้อยมาก ทางเดียวที่พวกเขาสามารถผ่านไปได้คือเส้นทางหุบผาที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าพวกเขา ขอเพียงคนที่ยืนอยู่ด้านบนโยนก้อนหินขนาดใหญ่และท่อนซุงลงไปจากด้านบน ต่อให้ไม่สามารถกวาดล้างกองทัพได้ทั้งหมดก็ย่อมต้องมีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากอย่างแน่นอน
ตั้งแต่ที่ซังหรงได้ข่าวว่าเฉินโจวถูกตีแตก เขาก็แทบจะเดาเป้าหมายต่อไปของอีกฝ่ายได้แล้ว ดังนั้นในขณะที่ส่งคนไปรายงานราชสำนัก เขาก็ส่งคนมาเตรียมการที่หุบผาอี๋เซี่ยนไปพร้อมกันด้วย จากการคาดการณ์ของซังหรง เป็นไปไม่ได้เลยที่อีกฝ่ายจะผ่านหุบผาอี๋เซี่ยนและบุกเอ้อโจวได้ เว้นเสียแต่ว่าทหารของเว่ยจวินมั่วจะมีจำนวนมากกว่าของเขาหลายเท่า กระทั่งว่าหากได้รับอนุญาตจากฮ่องเต้ เขายังสามารถรับช่วงต่อจากกองกำลังเสียนหนิงเพื่อปกป้องเมืองได้ด้วย ต่อให้เขาจะไม่สามารถรักษาเมืองเสียนหนิงไว้ได้ แต่การจะถ่วงเวลาไว้สักเดือนสองเดือนก็ไม่ใช่ปัญหา เว่ยจวินมั่วจะมีกำลังทหารมากกว่าเขาหลายเท่าตัวได้หรือ แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้
น่าเสียดายที่สิ่งต่างๆ ไม่ได้ง่ายอย่างที่ซังหรงคิด ผู้บัญชาการทหารของเสียนหนิงไม่ยอมให้เขาก้าวก่ายอำนาจทางทหารของเสียนหนิงเลย ซังหรงเองก็เข้าใจว่า แม้แต่ตัวเขาเองก็คงไม่ชอบใจหากมีใครมาชี้นิ้วสั่งการเอ้อโจวที่เขาประจำการอยู่ แต่…จะมีใครสามารถบอกเขาได้หรือไม่ว่าไยคนงี่เง่าที่ประจำการในเสียนหนิงต้องรอจนกว่าศัตรูจะล้อมเสียนหนิงเสียก่อนจึงจะเริ่มเคลื่อนไหว กองทัพเสียนหนิงไม่สามารถสู้รบทางน้ำได้หรือ ต่อให้ต่อสู้ไม่เป็น แต่พวกเขาก็น่าจะแข็งแกร่งกว่าลูกน้องของคุณชายเว่ยที่เป็นคนทางเหนือที่ไม่รู้จักน้ำพวกนั้นกระมัง
จากนั้น ฮ่องเต้ก็มีราชโองการให้เขามอบอำนาจทางการทหารของเอ้อโจวให้กับจิ้งเจียงจวิ้นอ๋อง เว่ยหงเฟยที่นำทหารมา และให้บุตรเขยของเขาพาบุตรสาวกลับไปยังเมืองหลวงเพื่อรายงานหน้าที่ทันที ตำแหน่งผู้บัญชาการกองพันเล็กๆ อย่างนี้จะให้ไปรายงานอันใดกัน
“ท่านพ่อตา…” หนานกงฮุยขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ยปาก “ครั้งนี้ข้าคงทำให้ท่านพ่อตาพลอยเดือดร้อนไปด้วยแล้ว” หลังจากอยู่ในกองทัพมาหลายปีหนานกงฮุยก็ไม่มีความหุนหันพลันแล่นและไร้เดียงสาเหมือนในอดีตอีกต่อไป ตอนที่เกิดเรื่องกับจวนฉู่กั๋วกง เขายังพยายามจะกลับไปเมืองหลวงให้ได้ แต่กลับถูกพ่อตาของเขาบังคับให้อยู่แต่ในค่ายทหาร เนิ่นนานกว่าครึ่งปีเขาจึงได้รับจดหมายจากพี่ชายและเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้ ตั้งแต่นั้นมาหนานกงฮุยก็สงบนิ่งลงมาก เขารู้ว่าพี่ชายคนโตของเขาวางแผนทำสิ่งใดหลายอย่างอย่างลับๆ มาหลายปีแล้วและปิดบังตนเองมาตลอด แต่กลับไม่ปิดบังต่อน้องสาว ทั้งหมดเป็นเพราะตนไร้ความสามารถ พี่ใหญ่จึงต้องรีบร้อนให้เขาแต่งงานเช่นนั้น ขณะที่น้องสาวก็เกลี้ยกล่อมให้เขาออกจากจินหลิงมากับพ่อตาเพื่อให้เขาหลุดพ้นจากเรื่องยุ่งเหยิงของตระกูลหนานกง เขาได้รับการปกป้องจากทั้งพี่ชายและน้องสาวมาตลอด ซึ่งทำให้หนานกงฮุยรู้สึกละอายใจอย่างมาก
แม่ทัพกุยฮว่าโบกมือแล้วเอ่ย “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เอ่ยเรื่องเหล่านี้ไปก็ไร้ประโยชน์ เจ้าแต่งงานกับเนี่ยนเอ๋อร์แล้ว พวกเราถือเป็นครอบครัวเดียวกัน จะมาเอ่ยเรื่องทำให้เดือดร้อนไปทำไมกัน”
“แต่ว่า…” หนานกงฮุยเอ่ย “หากข้ากับเนี่ยนเอ๋อร์กลับไปเมืองหลวง ท่านพ่อตาอยู่ที่นี่เกรงว่าจะ…” ใครๆ ก็รู้ว่าเหตุใดเซียวเชียนเยี่ยจึงต้องการให้พวกเขากลับไป เพราะพระองค์ต้องการใช้ซังเนี่ยนเอ๋อร์และหนานกงฮุยควบคุมซังหรง ขณะเดียวกันก็เพื่อป้องกันไม่ให้ซังหรงเอาใจออกห่างเพราะหนานกงฮุย ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลข้อแรกหรือข้อหลัง ในใจซังหรงก็ล้วนรู้สึกเย็นเยียบด้วยความผิดหวังทั้งนั้น ด้วยใจที่เที่ยงธรรมแม้ว่าหนานกงฮุยจะเป็นบุตรเขยของเขา แต่เขาย่อมไม่เคยคิดใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์นี้เพื่อเข้าหาเยี่ยนอ๋องเลยนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น จริงอยู่ที่ซังหรงไม่ได้เรียนหนังสือมามากมายนัก แต่ก็เข้าใจหลักของความภักดี ความกตัญญู และความชอบธรรมเช่นกัน ผู้ปกครองไม่ทำให้ขุนนางผิดหวัง และขุนนางก็ไม่ทำให้ผู้ปกครองผิดหวังเหมือนกัน
ซังหรงหันไปมองหนานกงฮุย เอ่ยเสียงต่ำ “เจ้าไม่อยากกลับไปจินหลิงหรือ”
หนานกงฮุยรู้ว่าตนเองไม่อาจปิดบังพ่อตาได้จึงพยักหน้าลงพลางเอ่ยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ข้าไม่ขอปิดบังท่านพ่อตา ตอนนี้พี่ใหญ่และมั่วเอ๋อร์…ต่างก็อยู่โยวโจว ข้าไม่อาจเป็นศัตรูกับพวกเขาได้”
ซังหรงถอนหายใจเล็กน้อย “ช่างเถิด ข้ารู้ว่าเรื่องนี้ทำให้เจ้าลำบากใจ ยิ่งไปกว่านั้นด้วยนิสัยของฝ่าบาท…ต่อให้ต่อไปราชสำนักมีชัย ฝ่าบาทก็คงไม่ปล่อยเจ้าไว้หรอก” ความเกลียดชังที่เซียวเชียนเยี่ยมีต่อหนานกงมั่วคงไม่น้อยไปกว่าคุณชายเว่ย ยามนี้หนานกงชวี่ก็ไปเข้ากับเยี่ยนอ๋องแล้ว หลังจากที่เซียวเชียนเยี่ยรู้แล้วจะยอมปล่อยหนานกงฮุยไปได้เช่นไร ต่อให้พระองค์เห็นแก่ความจงรักภักดีของซังหรงก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยเขาไป
[1] อี๋เซี่ยน หนึ่งเส้น