หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 870 ข้านี่แหละคือกฎของที่นี่ (2)
ตอนที่ 870 ข้านี่แหละคือกฎของที่นี่ (2)
“…” ที่แท้อู๋สยาก็ไม่ชอบ ไม่ดีใจ
หนานกงมั่วรู้สึกว่าความขุ่นเคืองใจของคุณชายเว่ยดูเหมือนจะล้นออกมาจากใบหน้านิ่งอันหล่อเหลานั้นเลยทีเดียว นางจึงยืดตัวขึ้นแล้วจูบลงไปกลางหน้าผากของเขา “คืนนี้ข้ามีความสุขมาก” ที่จริงบางครั้งสิ่งที่ทำให้นางมีความสุขไม่ได้เป็น ‘สิ่งใด’ ที่เขาทำให้นาง แต่เป็นเพียงเพราะเขาลงมือทำอันใดให้นางต่างหาก ตัวอย่างเช่นการที่เขากลับมาเพื่ออยู่กับนางในวันไหว้พระจันทร์เช่นนี้ หนานกงมั่วไม่คิดว่าเว่ยจวินมั่วจะผละจากสนามรบได้ง่ายๆ ในเมื่อยามนี้สงครามกำลังเร่งรีบแข่งกับเวลา เขาในฐานะแม่ทัพใหญ่ย่อมไม่ควรออกห่างจากค่ายทหาร ทว่าการกลับมาครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการสู้รบในอีกด้านหนึ่งเลย น่าจะเป็นผลมาจากการวางแผนและการเตรียมการอย่างดีของเว่ยจวินมั่วในหลายวันก่อน
คุณชายเว่ยโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขนเงียบๆ และไม่เอ่ยอันใดอีก ดอกไม้ไฟอีกด้านหนึ่งยังคงดำเนินต่อไป แล้วดอกไม้ไฟหลากสีสันก็พลันสว่างขึ้นบนท้องฟ้าก่อนรุ่งสาง
เมื่อหนานกงมั่วตื่นขึ้นมาอีกครั้งฟ้าก็สว่างแล้ว นางนอนอยู่บนเตียงในห้องของนางที่จวนว่าการเมืองเฉินโจว ทั่วทั้งเมืองเฉินโจว นอกจากองครักษ์ไม่กี่คนที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเมื่อคืนนี้ก็ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเว่ยจวินมั่วกลับมาแล้ว
“ดูเหมือนจวิ้นจู่จะอารมณ์ดีหรือไม่” ภายในห้องหนังสือฉินจื่อซวี่มองหนานกงมั่วพลางเลิกคิ้ว หนานกงมั่วเอ่ยตอบเรียบๆ โดยมีรอยยิ้มประดับบนริมฝีปาก “พวกจวินมั่วสามารถยึดเสียนหนิงได้แล้ว ข้าไม่ควรจะอารมณ์ดีหรือ”
“เช่นนั้นหรือ” ฉินจื่อซวี่เลิกคิ้ว “ดูเหมือนว่าข้ายังไม่เห็นรายงานชัยชนะส่งมาแจ้งเลยนะขอรับ หรือว่าจวิ้นจู่มีช่องทางรับข่าวทางอื่น”
นางย่อมไม่มีแหล่งข่าวอื่น นางเพียงแค่เห็นกองกำลังไท่หนิงยึดเอาเมืองเสียนหนิงได้ด้วยตาตนเองเท่านั้น
เมื่อฉินจื่อซวี่เห็นว่าหนานกงมั่วไม่เอ่ยอันใด ฉินจื่อซวี่ก็ไม่ซักไซ้ไล่เรียงอีก เพียงปรบมือแล้วยิ้ม “ในเมื่อจวิ้นจู่เอ่ยเช่นนั้น ข่าวนี้ก็ต้องเป็นความจริงแน่แล้ว จะว่าไปแล้ว…การสู้รบของคุณชายเว่ยครั้งนี้ช่างราบรื่นอย่างเหนือความคาดหมายจริงๆ ข้าขอแสดงความยินดีกับจวิ้นจู่ด้วย”
“ขอแสดงความยินดีเช่นกัน” หนานกงมั่วเอ่ย “เพียงแต่…เซียวเชียนเยี่ยส่งเว่ยหงเฟยนำทัพใหญ่กว่าแสนนายเดินทัพมาที่เอ้อโจวแล้ว และคงจะมาถึงในอีกสองวันข้างหน้า เกรงว่าการสู้รบต่อจากนี้คงจะไม่ง่ายแล้ว”
ฉิยจื่อซวี่ไม่เห็นเป็นสำคัญ “ข้าน้อยมั่นใจในกองกำลังไท่หนิงและคุณชายเว่ยเต็มที่”
หนานกงมั่วอดยิ้มออกมาไม่ได้ “ในเมื่อเป็นเช่นนั้นข้าก็ต้องขอบคุณสำหรับความเชื่อมั่นของคุณชายฉินแล้ว ถ้าเช่นนั้นที่เสียนหนิง…”
ฉินจื่อซวี่ลูบจมูกอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะเอ่ยอย่างยอมรับชะตากรรม “ข้าไปเอง” แม้ว่าเขาจะทำท่าทางเหมือนคนหมดหนทาง แต่สีหน้าฉินจื่อซวี่ดูไม่มีความลังเลใจเลยสักนิด ตรงกันข้ามกลับมีนัยแห่งความยินดีและความกระตือรือร้นที่จะลอง หากเทียบกับก่อนนี้ที่เขาต้องใช้เวลาทั้งหมดไปกับการคิดวางแผนสำหรับตระกูลตนเองในจินหลิงแล้ว หลังจากติดตามซิงเฉิงจวิ้นจู่และคุณชายเว่ยมายังเฉินโจว จู่ๆ ฉินจื่อซวี่ก็พบวิถีชีวิตและเป้าหมายใหม่ เทียบกับการต่อสู้กับเหล่าผู้มีอำนาจแก่ๆ ที่เจ้าเล่ห์เหล่านั้นเพื่อวงศ์ตระกูลแล้ว การปกครองที่แห่งใดแห่งหนึ่งหรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับคุณชายฉินอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าเขาจะยังไม่ลืมความรับผิดชอบในฐานะบุตรชายคนโตของตระกูลฉินและหัวหน้าตระกูลในอนาคต แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้เขาสนุกสนานกับการใช้ชีวิตและการต่อสู้เพื่อเป้าหมายที่นอกเหนือไปจากความรับผิดชอบเหล่านั้นกระมัง
หนานกงมั่วเองก็ยินดีมากเช่นกัน แน่นอนว่านางเชื่อมั่นในความสามารถของฉินจื่อซวี่ ขณะที่ลิ่นฉังเฟิงและเจี่ยนชิวหยางได้ติดตามเว่ยจวินมั่วไปอยู่ในกองทัพแล้ว จึงเรียกได้ว่าฉินจื่อซวี่เป็นกำลังสนับสนุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนาง และคุณชายฉินก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง ไม่ว่าจะมอบความไว้วางใจให้เขาทำเรื่องอันใด คุณชายจากตระกูลใหญ่ผู้นี้ก็สามารถจัดการได้อย่างเหมาะสมเสมอ
“เช่นนั้นคงต้องรบกวนคุณชายฉินแล้ว แม้ว่าเสียนหนิงจะมิใช่พื้นที่เจริญและอุดมสมบูรณ์ แต่หากผ่านเสียนหนิงและเอ้อโจวไปแล้วก็จะเป็นซิ่นหลิงที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำตั้งอยู่ทางเหนือของแม่น้ำ ขอเพียงยึดพื้นที่เหล่านี้ได้ ความอดอยากขาดแคลนในเฉินโจวและพื้นที่อื่นๆ ก็จะสามารถบรรเทาลงได้ชั่วคราว”
ฉินจื่อซวี่พยักหน้าเห็นด้วยพลางเอ่ย “จวิ้นจู่อย่าได้กังวลไป แม้ว่าธัญพืชที่เก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงและข้าวนาดอนที่จวิ้นจู่สั่งให้ปลูกริมแม่น้ำหลีเจียงก่อนหน้านี้จะเติบโตได้ไม่ดีนัก แต่ก็ยังมีการเก็บเกี่ยวอยู่เสมอ หลายวันก่อนมีฝนตกปรอยๆ ลงมาสองครั้ง แสดงว่าสวรรค์ยังอยู่ข้างเรา”
หนานกงมั่วพยักหน้าเล็กน้อย “หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
หลังจากจบการสู้รบครั้งใหญ่ในเมืองเสียนหนิงแล้วบรรยากาศพลันเงียบเหงาหดหู่ลงไปเล็กน้อย แม้ว่าสงครามจะไม่ส่งผลกระทบต่อราษฎร์ทั่วไปมากนัก ทว่าความกลัวสงครามของชาวบ้านทั่วไปย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นแม้ว่ากองกำลังไท่หนิงจะมีกฎระเบียบเข้มงวดและไม่ทำอันตรายต่อชาวบ้าน แต่ชาวบ้านที่กล้าเปิดประตูออกมาเดินข้างนอกในเวลานี้ก็มีน้อยนัก
ภายในโถงใหญ่ของจวนว่าการ ลิ่นฉังเฟิงที่กำลังนั่งดื่มชาอยู่เห็นเว่ยจวินมั่วเดินเข้ามา ก็เลิกคิ้วขึ้นพลางเอ่ย “โอ้ แม่ทัพเว่ยกลับมาเร็วเหลือเกิน ช่างทำให้ข้า…เอาเถอะ ไว้ก่อนก็ได้” เขาเอ่ยสองคำสุดท้ายด้วยอาการขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเล็กน้อย กองทัพใหญ่เพียงนั้นกำลังต่อสู้อยู่เบื้องหน้า แต่แม่ทัพใหญ่กลับเดินทางไปไหนตามลำพัง หลังจากสู้รบจบลงแล้วโชคยังดีที่พวกกองกำลังไท่หนิงพวกนั้นไม่เขมือบเขากับเจี่ยนชิวหยาง ยามนี้เจี่ยนชิวหยางยังคงรับมือกับแม่ทัพชราพวกนั้นอยู่เลย
เว่ยจวินมั่วไม่ใส่ใจวาจาแดกดันของเขาแล้วเดินไปนั่งลงด้านข้างก่อนจะจิบชาที่องครักษ์ยกมาให้ ฟ้าไม่ทันสว่างเขาก็รีบกลับจากเฉินโจวแล้ว การเดินทางติดต่อกันเกินกว่าสองชั่วยามบวกกับงานหนักในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานั้นไม่ง่ายเลย คุณชายเว่ยเงยหน้ามองลิ่นฉังเฟิงที่เห็นได้ชัดว่ากำลังสะกดกลั้นโทสะเอาไว้อยู่ เอ่ยเรียบๆ ว่า “มีเรื่องอันใดหรือ”
“การสงครามเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน แต่แม่ทัพใหญ่กลับออกจากค่ายตามอำเภอใจโดยไม่สนใจกฎของกองทัพ คิดว่าการรบเป็นเพียงเกมการละเล่นสำหรับคุณชายบ้านรวยหรือ มันใช้ได้เสียที่ไหน เหลวไหลไร้สาระสิ้นดี” คุณชายฉังเฟิงเลียนแบบน้ำเสียงหัวโบราณ เอ่ยอย่างมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น ในกองกำลังไท่หนิงยังมีแม่ทัพชราที่หัวโบราณคร่ำครึอยู่ไม่น้อย แม้ว่าพวกเขาจะมีผู้ปกครองที่ไม่น่าเชื่อถืออย่างหนิงอ๋องก็จริง แต่พวกเขาก็ยังไม่ชินกับการไปไหนมาไหนตามอารมณ์ของคุณชายเว่ยอยู่ดี ถึงอย่างไรต่อให้หนิงอ๋องที่ไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าใดก็ยังไม่เคยหายตัวไปไหนเวลาที่มีสงครามสู้รบเกิดขึ้น
เว่ยจวินมั่วเอ่ยนิ่งๆ “ข้านี่แหละคือกฎของที่นี่”
ลิ่นฉังเฟิงยักไหล่ “พูดตามตรง โชคดีที่ตาแก่พวกนั้นไม่รู้ว่าท่านกลับไปหาแม่นางมั่ว ไม่เช่นนั้นท่านคงจะได้เห็นดีแน่” ถึงอย่างไรพวกเขาก็ยืมกำลังทหารของคนอื่นมาใช้ ชื่อเสียงของกองกำลังไท่หนิงเลื่องลือไปไกล แม่ทัพในกองทัพพวกนั้นโดยเฉพาะแม่ทัพชราที่ผ่านศึกมามากย่อมมีท่าทีหยิ่งยโสดูถูกผู้น้อย ทว่าน่าเสียดายที่คุณชายเว่ยมีบุคลิกที่สามารถทำให้ใครก็ตามที่อยู่ต่อหน้าเขาต้องยอมก้มหัวให้ แม้เขาไม่ได้ใส่ใจความเย่อหยิ่งของคนเหล่านี้เลย แต่การที่เขายืนอยู่ที่นั่นด้วยสีหน้าเย็นชามีก็ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขาหยิ่งผยองกว่าอีกฝ่ายเป็นหมื่นเท่า
ดังนั้นคุณชายฉังเฟิงจึงรู้สึกว่าหน้านิ่งๆ ของคุณชายเว่ยนั้นไม่เหมาะที่จะซื้อใจคนจริงๆ ต่อให้จะมีความจริงใจและต้องการผูกมิตรกับอีกฝ่ายจริงๆ หากทำสิ่งใดผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้ผู้คนคิดว่าเขาหัวสูงดูถูกคนอื่นไปอีก ยิ่งไปกว่านั้นยามนี้เขาก็ไม่ได้มีความเกรงใจต่อพวกคนที่ถูกยืมตัวมานี้เท่าใดนัก
หากจะถามว่าเหตุใดคุณชายจึงไม่ให้ความเคารพแก่พวกแม่ทัพอาวุโสเหล่านี้ นั่นเป็นเพราะทหารเหล่านี้เป็นคนที่เขายืมตัวมาและจะต้องคืนกลับไปในไม่ช้าก็เร็ว แล้วจะต้องเปลืองแรงไปทำไม เขาเพียงต้องการให้อีกฝ่ายช่วยทำสงคราม ถือโอกาสฝึกฝนและชี้แนะทหารกลุ่มหนึ่งให้กลายเป็นแม่ทัพที่สมกับเงินที่เขาจ่ายไปแล้ว คนที่ถูกหนิงอ๋องส่งตัวมาย่อมเป็นพวกที่หนิงอ๋องไว้วางใจได้ว่าจะไม่ถูกเขาลากไปเป็นพวกเดียวกัน ถ้าหากคนพวกนี้ยอมคล้อยตามเขาง่ายๆ เพียงเพราะเขาให้ความเคารพยกย่องในความอาวุโส เขาก็ควรต้องสงสัยต่อความสามารถของหนิงอ๋องและจุดประสงค์ของคนเหล่านี้แล้ว แม้ว่าคุณชายเว่ยจะหยิ่งผยองเพียงใด ก็ยังไปไม่ถึงจุดที่คิดว่าจะแผ่รัศมีอำนาจทำให้คนอื่นยอมจำนน ทำให้วีรบุรุษใต้หล้าก้มหัวให้เขาได้เพียงนั้น