หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 869 ข้านี่แหละกฎของที่นี่ (1)
ตอนที่ 869 ข้านี่แหละกฎของที่นี่ (1)
เว่ยจวินมั่วยืนอยู่บนขอบหน้าผา โอบเอวนางไว้แล้วชี้ไปยังด้านล่าง เอ่ยว่า “ดูนั่นสิ”
หนานกงมั่วมองตามสายตาของเขา เห็นสายน้ำสีเงินยวงไหลลงมาจากภูเขาอย่างเงียบเชียบข้ามดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลและคดเคี้ยวยาวไกล นั่นคือแม่น้ำหลีเจียง อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำหลีเจียงคือเมืองที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวซึ่งสามารถมองเห็นได้ไกลๆ ในยามค่ำคืน
“นั่นคือ…”
“เสียนหนิง…” เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเบา
หนานกงมั่วมองเขาด้วยความสับสน เว่ยจวินมั่วยื่นมือออกไปลูบไล้ใบหน้างดงามของนางพลางยิ้มน้อยๆ ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งของเขาก็โยนบางอย่างขึ้นไปบนท้องฟ้า
เมื่อเสียงดังปุ้งดังขึ้น พลุดอกไม้งามก็ผลิบานกลางท้องฟ้า ดอกไม้ไฟสีม่วงงดงามปกคลุมท้องฟ้าครึ่งหนึ่งในทันที แม้แต่ดวงจันทร์ที่สว่างไสวบนท้องฟ้าก็ไม่อาจบดบังความงดงามได้
ปุ้ง! วินาทีต่อมาดอกไม้ไฟสีม่วงก็ถูกจุดขึ้นที่ไหนสักแห่ง ณ ฝั่งตรงข้าม หนานกงมั่วเลิกคิ้วขึ้น ทันใดนั้นนางก็เข้าใจเจตนาของเว่ยจวินมั่ว
“ท่าน…ไม่อยู่ จะไม่มีปัญหาจริงๆ หรือ”
คุณชายเว่ยเอ่ยอย่างใจเย็น “หากจะต้องให้ข้าอยู่ถึงจะไร้ปัญหา เช่นนั้นข้าก็ควรขอเงินคืนจากหนิงอ๋องสักครึ่งหนึ่งแล้ว”
ดังนั้นเขาเพียงพยายามหาทางใช้ประโยชน์จากกองกำลังไท่หนิงให้ดีที่สุดก็พอแล้ว
เว่ยจวินมั่วดึงให้นางนั่งลงบนพื้น โอบนางไว้ในอ้อมแขน เอ่ยกระซิบ “อู๋สยารออยู่ที่นี่เป็นเพื่อนข้าเถิด”
หนานกงมั่วอิงแอบอยู่ในอ้อมอกของเขาอย่างเกียจคร้าน พยักหน้าพลางเอ่ยยิ้มๆ “ท่านกลับมาเพื่อพาข้ามาชมทิวทัศน์อันงดงามนี้โดยเฉพาะ ข้าจะไม่ให้เกียรติท่านได้เช่นไรกัน”
อีกฝั่งของแม่น้ำการต่อสู้ได้เริ่มขึ้นแล้ว เนื่องจากเฉินโจวและเสียนหนิงถูกคั่นกลางด้วยภูเขาสองลูกและแม่น้ำหนึ่งสาย แม้จะดูเหมือนว่าเฉินโจวและเสียนหนิงจะอยู่ห่างไกลกันมาก ทว่าความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้น แม้พวกเขาจะไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นอีกฝั่งได้อย่างชัดเจนจากยอดเขา แต่ก็ยังพอมองเห็นแสงไฟและการตอบโต้ของทหารบนกำแพงเมืองได้รางๆ
ดังนั้นทั้งสองจึงนั่งโอบกอดกันอยู่บนขอบหน้าผาบนยอดเขา มองดูท้องฟ้าที่กระจ่างไปด้วยแสงจันทร์และดวงดาวกระจัดกระจาย มองดูแม่น้ำหลีเจียงที่ส่องประกายระยิบระยับ และมองดูสนามรบที่กำลังดำเนินไปท่ามกลางความมืดในยามค่ำคืน
แม้ว่าโลกนี้จะกลายเป็นดินแดนชั่วร้าย แต่ที่ใดก็ตามที่มีท่านอยู่ด้วยก็จะเป็นที่ที่สงบและมั่นคงที่สุดในใจข้า
ต่อให้ท่านจะเป็นชนวนเหตุแห่งปัญหา สำหรับข้าแล้ว ท่านก็ยังเป็นคนเดียวที่ข้าสามารถไว้วางใจและพึ่งพาได้
“ไม่เสียชื่อกองกำลังไท่หนิงจริงๆ” หนานกงมั่วที่อยู่ในอ้อมอกเว่ยจวินมั่วมองไปยังอีกฝั่งหนึ่งพลางยิ้มออกมาบางๆ ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนก็ยึดเมืองได้ถึงสามเมือง ระยะเวลาสั้นเพียงสิบวันก็ข้ามแม่น้ำหลีเจียงและกำลังจะได้เสียนหนิงมาอีก แม้แต่กองกำลังรักษาการณ์โยวโจวที่ว่ากันว่ามีชื่อเสียงพอๆ กับกองกำลังไท่หนิงก็คงจะประหลาดใจกับความเร็วนี้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะทหารของทั้งสองกองทัพแตกต่างกันมาก หรือเป็นเพราะผู้นำที่แตกต่างกันกันแน่
เว่ยจวินมั่วโอบกอดนางจากด้านหลัง ทั้งสองมือเขาเกาะกุมมือนางไว้วางลงตรงหน้าท้อง “โชคชะตาของกองกำลังไท่หนิงก็คงมาได้เพียงนี้ เมื่อครู่ข้าได้ข่าวมาว่าเซียวเชียนเยี่ยส่งเว่ยหงเฟยนำกำลังทหารหนึ่งแสนนายเดินทัพมาที่เอ้อโจวแล้ว คาดว่าน่าจะมาถึงในอีกสองวัน”
“ทัพทหารหนึ่งแสนนายหรือ” หนานกงมั่วเลิกคิ้ว แม้ว่าราชสำนักจะมีกำลังพลมากกว่าพวกเขามาก แต่ด้วยกำลังต่อสู้ของกองกำลังไท่หนิงและแม่ทัพที่เก่งกาจก็ใช่ว่าพวกเขาจะเอาชนะกองทหารหนึ่งแสนนายไม่ได้
เว่ยจวินมั่วถอนหายใจ “เอ้อโจวเป็นเมืองทางการทหารที่สำคัญ แต่เดิมก็มีทหารหนึ่งแสนนายประจำการที่นั่นอยู่แล้ว นอกจากนี้ขุนพลรักษาการณ์คือแม่ทัพกุยฮว่า ซังหรง…เก่งกาจในการสู้รบไม่เลว”
คนที่สามารถทำให้คุณชายเว่ยเอ่ยปากชมได้ว่าไม่เลวก็คงไม่เลวจริงๆ นอกจากนี้…แม่ทัพกุยฮว่ายังเป็นพ่อตาของหนานกงฮุย พี่รองของนางไม่ใช่หรือ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองเว่ยจวินมั่วก็พบกับดวงตาแฝงด้วยความนัยของเขา เว่ยจวินมั่วพยักหน้าเบาๆ “ถูกต้อง หนานกงฮุยก็อยู่ที่เอ้อโจวด้วย”
หนานกงมั่วถอนหายใจ แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับพี่ชายตระกูลหนานกงทั้งสองจะไม่ได้ลึกซึ้งเท่ากับศิษย์พี่ แต่หนานกงฮุยก็ปฏิบัติต่อนางอย่างดี
เว่ยจวินมั่วจูบแก้มของนางเบาๆ “ไม่ต้องกังวล ข้าจะจัดการเอง”
หนานกงมั่วเอ่ย “เซียวเชียนเยี่ยใช่ว่าไม่รู้เรื่องนี้ ข้าเกรงว่าจะไม่ง่ายเช่นนั้น”
“ก็ไม่ได้ยากเพียงนั้น” เว่ยจวินมั่วเอ่ย “ข้ารับรองว่าซังหรงและลูกสาวรวมถึงหนานกงฮุยจะปลอดภัยดี อู๋สยาจะขอบคุณข้าเช่นไรดี”
คุณหนูใหญ่หนานกงกลอกตา “ข้าไม่ได้ไหว้วานท่านเสียหน่อย” นางแสดงออกว่านางกับหนานกงฮุยเป็นพี่น้องที่รักกันมากเช่นนั้นหรือ
คุณชายเว่ยไม่ได้ใส่ใจนัก “หากข้าช่วยอู๋สยารับรองชีวิตของหนานกงฮุย อู๋สยาจะให้รางวัลข้าเช่นไร” หนานกงมั่วอดจ้องมองคนตรงหน้าด้วยความแตกตื่นไม่ได้ “ท่านคือเว่ยจวินมั่วหรือไม่ ไม่ใช่เว่ยชิงสิงหรือ”
คุณชายเว่ยยิ้มและไม่เอ่ยอันใดอีก ซิงเฉิงจวิ้นจู่ท่าทีโกรธจัด ลุกขึ้นอยากจะฉีกทึ้งใบหน้าหล่อเหลาของชายที่อยู่ด้านหลังนาง “ปีศาจร้ายที่ไหนบังอาจมาแอบอ้างเป็นสามีของข้า อ๊ะ…” หน้าผากของนางกระแทกเข้ากับคางของเขาโดยไม่ทันระวัง คุณชายเว่ยพลันกอดนางไว้ในอ้อมแขน “บางครั้งข้าก็ได้ยินสหายในกองทัพเอ่ยขึ้นมา เจ้าไม่ชอบหรืออู๋สยา” ก็น่าจะไม่ชอบจริงๆ กระแทกจนเขาเจ็บคางไม่น้อย การเลียนแบบความอบอุ่นและความเสน่หาของคนอื่นช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี คุณชายเว่ยตัดสินใจเงียบๆ ว่าจะโบยคนที่หลอกเขาสักยกหลังจากที่กลับไปแล้ว โดยไม่ใส่ใจความจริงที่ว่าตนเองนั้นเป็นคนแอบฟังคนอื่นพูดจาไร้สาระกัน
หนานกงมั่วกัดฟันอย่างเงียบๆ กองทัพเป็นถังสีขนาดใหญ่จริงๆ คุณชายเว่ยอยู่ในกองทัพมาเป็นเวลานานจนหัดจีบสาวเป็นแล้ว แม้ว่า…จริงๆ แล้วจะไม่ถือว่าดำเหมือนหมึกเสียทีเดียว เพราะคุณชายเว่ยเองค่อนข้างดำอยู่แล้ว หนานกงมั่วเงยหน้าขึ้นยิ้มงดงาม ยกแขนขึ้นคล้องคอเขาแล้วประทับริมฝีปาก “รางวัลเช่นนี้ดีหรือไม่”
ดวงตาสีม่วงของคุณชายเว่ยหรี่ลง “ดี เยี่ยมทีเดียว”
ริมฝีปากบางและเย็นเล็กน้อยแนบสนิทกับริมฝีปากสีชมพูหอมกรุ่น นางโอบรอบคอเขา เขาโอบเอวนางไว้ เบื้องหลังคือดวงจันทร์ที่สว่างไสวอยู่กลางท้องฟ้า เปลวไฟแห่งสงครามอยู่ไกลออกไป บนยอดเขาที่เงียบสงัดและมืดมิด ร่างสองร่างเกาะเกี่ยวอิงแอบซึ่งกันและกันราวกับเป็นหนึ่งเดียวอย่างเป็นธรรมชาติ
จูบนั้นกินเวลานานเท่าใดไม่รู้ก่อนที่พวกเขาจะผละออกอย่างไม่เต็มใจนัก ดวงตาสีม่วงของเว่ยจวินมั่วมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาร้อนแรง หน้าผากของพวกเขาแตะสัมผัสกัน มือทั้งสองเกาะเกี่ยวประสานเอาไว้ คุณชายเว่ยพึมพำเบาๆ “อู๋สยา วันนี้ข้าทำได้เพียงพาเจ้ามาดูการสู้รบและดอกไม้ไฟ แต่วันหนึ่งข้าจะมอบโลกอัยสงบสุขให้กับเจ้า และจะไม่มีใครในโลกนี้ทำให้เจ้าไม่มีความสุขได้อีก”
ปัง!
พระจันทร์กำลังคล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก เป็นเวลาที่ท้องฟ้าดูสลัว หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงก่อนรุ่งสาง
ดอกไม้ไฟถูกจุดขึ้นบนท้องฟ้าอีกด้านหนึ่ง บนท้องฟ้าอันมืดมิดสะท้อนภาพดอกไม้ไฟหลากสีสันคล้ายกับผ้าทอหลากสีเบ่งบานต่อเนื่องไม่หยุด ทั้งสีม่วง แดง เขียว ทำให้ค่ำคืนที่ควรจะมืดมิดกลับกลายเป็นสว่างไสวและงดงาม ภายใต้ดอกไม้ไฟนั้น เมืองเสียนหนิงที่อยู่ห่างไกลออกไปกลับค่อยๆ เงียบสงบลง
“คิกคิก” หนานกงมั่วที่ยังอยู่ในอ้อมกอดของเว่ยจวินมั่ว อดหัวเราะออกมาดังๆ ไม่ได้ “ในสมัยโบราณมีจูโหวจุดพลุเพื่อเอาใจให้สาวงามยิ้มออกมาสักครั้ง นี่คือสนามรบแสดงดอกไม้ไฟของคุณชายเว่ยหรือ”
คุณชายเว่ยเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ย “หากอู๋สยามีความสุข ไยจะไม่ทำเล่า”
หนานกงมั่วหัวเราะไม่หยุด เว่ยจวินมั่วก้มลงมองหญิงสาวในอ้อมแขนของเขาที่เอาแต่หัวเราะ แม้ว่าจะไม่ค่อยเข้าใจว่ามีสิ่งใดทำให้นางขบขันเพียงนี้ แต่…ถือว่าที่นางคิดต่อเขาถูกต้องก็ได้กระมัง หนานกงมั่วยืดตัวขึ้นแล้วยื่นมือออกไปเพื่อเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาจากการหัวเราะ “อืม…แม้ว่าข้าจะรู้สึกมีความสุขมาก แต่ต่อไปเราจะใช้วิธีปกติหน่อยดีหรือไม่” หากเล่นใหญ่เกินไปจะทำให้สวรรค์หมั่นไส้เอาได้ มนุษย์ธรรมดาอย่างพวกเขาอย่าไปท้าทายตำนานโบราณเหล่านั้นจะดีกว่า