หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 862 ถ้าโง่ก็อย่าเดินเพ่นพ่าน (1)
ตอนที่ 862 ถ้าโง่ก็อย่าเดินเพ่นพ่าน (1)
หนานกงมั่วชะงักไปเล็กน้อย “แน่นอนอยู่แล้ว ต่อให้เชียนเหว่ยอยากได้อำนาจทหารก็ไม่น่าเป็นคนก่อกวนอย่างไร้เหตุผลเพื่อกดข่มแม่ทัพผู้นำตามอำเภอใจ”
ฉินจื่อซวี่ส่ายศีรษะ “คุณชายหนานกงและคุณชายสามเซียวเข้ากันได้ดีเพราะสองคนนี้คนหนึ่งเก่งเรื่องวางแผนและอีกคนเก่งเรื่องการต่อสู้ จึงเหมาะสมลงตัวพอดี แต่คุณชายรองเซียวก็ไม่ได้ขาดไหวพริบและความกล้าหาญ การวางกำลังของเขาก็ไม่เพียงพอที่จะกดข่มคุณชายหนานกงได้ การบุกโจมตีข้าศึกก็ไม่เพียงพอจะปรามคุณชายสามเซียวได้ เช่นนั้นแล้วถ้าความเห็นของทั้งสองฝ่ายเกิดขัดแย้งกัน ข้าเกรงว่า…จะไม่มีใครโน้มน้าวใจใครได้ ในกองทัพหากผู้บังคับบัญชาทั้งสามมีสิทธิเท่าเทียมกันแล้วก็ไม่ต่างกับกลุ่มมังกรที่ไม่มีผู้นำ”
หลังจากหนานกงมั่วได้ยินที่ฉินจื่อซวี่เอ่ยก็เข้าใจมากขึ้น นางลูบหว่างคิ้วอย่างช่วยไม่ได้ “หากเสด็จลุงเยี่ยนอ๋องรับปากตามที่เชียนเหว่ยร้องขอก็คงจะคิดอันใดไว้บ้างแล้ว ยามนี้ข้ากลับไม่ได้กังวลเรื่องนี้เท่าไรนัก อย่างไรแล้ว…หากเป็นอย่างที่คุณชายฉินเอ่ยจริงๆ ทางฝั่งเราก็จะมีแม่ทัพเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่งใช่หรือไม่”
ฉินจื่อซวี่ได้ยินเช่นนั้นก็อดยิ้มไม่ได้ “จวิ้นจู่ยังคิดถึงเรื่องนี้ได้”
หนานกงมั่วเอ่ย “ก่อนหน้านี้ข้าคิดมากไปจนทำให้ปวดหัว พอได้ฟังที่คุณชายฉินเอ่ยแล้วข้ากลับคิดว่าในเมื่อเรื่องถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน รู้ไว้ก็ดีกว่าไม่รู้ ยิ่งไปกว่านั้น หากคิดมากเกินไปก็ไร้ประโยชน์ อยู่กับตอนนี้กว่า”
“จวิ้นจู่ปราดเปรื่องนัก” ฉินจื่อซวี่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
หนานกงมั่วเหลือบมองเขาเล็กน้อย “ข้าไม่รู้ว่าคุณชายฉินเริ่มประจบประแจงคนอื่นเป็นตั้งแต่เมื่อใด หากท่านอยากจะประจบข้าจริงๆ การบ้านของอาเจี้ยวหลายวันนี้คงต้องรบกวนคุณชายฉินแล้ว”
ฉินจื่อซวี่ยิ้ม “ข้าน้อยรับคำสั่ง”
“อาจารย์” พวกเขาเพิ่งจะเอ่ยถึงซังเจี้ยว ซังเจี้ยวก็กำลังเดินมาจากทางเดินอีกด้านหนึ่งอย่างรวดเร็วทันที หลายวันนี้เขาอยู่ดีกินดี ซังเจี้ยวจึงมีพลังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะเขาเริ่มฝึกฝนวรยุทธ์กับทหารองครักษ์ ใบหน้าของหนุ่มน้อยที่เดิมทีผอมแห้งจึงค่อยๆ ดูองอาจมากขึ้น ซังเจี้ยวเดินเข้าไปหาคนทั้งสองแล้วคารวะด้วยความเคารพ “อาจารย์ อาจารย์ฉิน” เพราะฉินจื่อซวี่มักจะสอนให้เขาอ่านหนังสืออยู่บ่อยๆ ซังเจี้ยวจึงเรียกเขาว่าอาจารย์เช่นกัน
หนานกงมั่วเผยรอยยิ้ม “อาเจี้ยว มีเรื่องใดหรือไม่”
ซังเจี้ยวมองหนานกงมั่วด้วยท่าทางลังเลเล็กน้อย เอ่ยว่า “เรียนอาจารย์ น้าชวีบอกข้าว่าพรุ่งนี้เป็นวันไหว้พระจันทร์แล้ว ในเมืองจะมีงานเทศกาลโคมไฟตอนกลางคืน ข้าอยากจะ…”
หนานกงมั่วเข้าใจทันทีและอดยิ้มออกมาไม่ได้ “เจ้าอยากจะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกใช่หรือไม่”
ซังเจี้ยวรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะอายุเพียงสิบเอ็ดปีก็ตาม แต่ก็คิดว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งแล้ว การที่อาจารย์คิดว่าเขาอยากจะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกอันใดนั้น…
หนานกงมั่วเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “เจ้าไม่ใช่เด็กน้อยแล้ว ข้าย่อมไม่กักขังเจ้าไว้เช่นกัน แต่ตอนนี้เจ้าเพิ่งจะเริ่มฝึกวรยุทธ์ได้ไม่นาน สถานการณ์ในเฉินโจวก็ยังไม่แน่นอน ตอนที่เจ้าออกไปข้างนอกจึงควรมีองครักษ์ไปด้วย ตั้งแต่ที่เจ้ากราบข้าเป็นอาจารย์ ข้าก็ยังไม่เคยเห็นเจ้าออกไปไหนเลย ข้านึกว่าเจ้าไม่ชอบออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกเสียอีก” หนานกงมั่วไม่ได้มีในวัยเด็กอย่างปกติ นางไม่รู้ว่าเด็กทั่วไปในวัยนี้ชอบทำสิ่งใด บวกกันระยะนี้นางยุ่งไม่น้อย พอซังเจี้ยวไม่ออกไปไหน นางจึงคิดว่าเขาไม่ชอบออกไปข้างนอก ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่าตราบใดที่เป็นเด็กไม่ว่าจะโตเพียงใดก็น่าจะชอบการเล่นสนุกอย่างเลี่ยงไม่ได้
ใบหน้าซังเจี้ยวแดงเล็กน้อย “อาจารย์ ข้าออกไปกับน้าชวีได้หรือไม่ขอรับ”
“ย่อมได้อยู่แล้ว” หนานกงมั่วเอ่ยยิ้มๆ “ต่อไปหากเจ้าอยากออกไปข้างนอกก็แค่บอกเหลียนซิงหรือหลิ่วหันก่อนก็พอ”
“ขอรับ ขอบคุณท่านอาจารย์!” ซังเจี้ยวเอ่ยด้วยความดีใจ
หนานกงมั่วตบไหล่เขาพร้อมด้วยรอยยิ้ม “ถึงอย่างไรเจ้าก็ยังเป็นเด็กจริงๆ ไปเถิด”
ซังเจี้ยวไม่ได้หลบมือของหนานกงมั่วที่ตบไหล่เขา เพียงมองหนานกงมั่วพลางเอ่ยตอบ “อาจารย์ ท่านไม่ไปหรือ”
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว ซังเจี้ยวจึงเอ่ย “หน้าชวีบอกว่าท่านอยู่แต่ในห้องหนังสือทำงานทั้งวัน ควรจะออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้างจะได้ดีต่อร่างกาย”
หนานกงมั่วยิ้มพลางเอ่ย “ข้าเกือบลืมเลยว่าพริบตาเดียวก็จะถึงวันไหว้พระจันทร์แล้ว เรื่องนั้น…” เว่ยจวินมั่วไม่อยู่ หนานกงมั่วจึงไม่ได้รู้สึกสนใจจะซื้อของอันใดทั้งนั้น
“อาจารย์…” หนานกงมั่วมองหนุ่มน้อยตรงหน้าที่มองนางตาปริบๆ แล้วก็ไม่อาจปฏิเสธ จำต้องพยักหน้า “ตกลง วันไหว้พระจันทร์ปีนี้ให้อาเจี้ยวอยู่เป็นเพื่อนอาจารย์ก็แล้วกัน”
ซังเจี้ยวได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งยิ้มอย่างพอใจ นับตั้งแต่มารดาและน้องสาวของเขาจากไป ในใจของซังเจี้ยวอาจารย์ก็คือญาติเพียงคนเดียวของเขาแล้ว แน่นอนว่าสามีของอาจารย์ที่หล่อเหลาและเย็นชาไม่เหมือนมนุษย์ก็ด้วยเหมือนกัน แต่ในใจของซังเจี้ยวคนที่ใกล้ชิดที่สุดก็คืออาจารย์ที่ช่วยชีวิตเขาและล้างแค้นให้มารดาและน้องสาวของเขาคนเดียวเท่านั้น
หนานกงมั่วเห็นท่าทางของเขาเช่นนั้นก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ขณะเดียวกันนางก็หันไปหาฉินจื่อซวี่และเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ทหารในกองทัพควรจะมีการเฉลิมฉลองสักครั้งด้วย” หลายวันมานี้กองทัพไท่หนิงสามารถโจมตีเมืองได้อย่างต่อเนื่องไม่มีอันใดมาหยุดยั้งได้ แม้ว่ากำลังทหารเหล่านี้จะเป็นทหารที่พวกนางใช้เงินยืมมา แต่ก็มีผลงานที่ควรค่าแก่การได้รับรางวัล
ฉินจื่อซวี่กล่าวด้วยรอยยิ้ม “จวิ้นจู่ไม่ต้องกังวลไป แม่นางชวีได้เตรียมการไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ว่าจวิ้นจู่งานรัดตัว แม่นางชวีจึงไม่ได้รบกวนท่านด้วยเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้”
หนานกงมั่วพยักหน้า “เหลียนซิงยิ่งทำงานเก่งขึ้นทุกวัน ข้าจึงวางใจนางได้”
แม้ว่าจะเป็นปีแห่งภัยพิบัติและสงครามที่เพิ่งสิ้นสุดลง แต่เมืองเฉินโจวทั้งเมืองก็ยังคงมีชีวิตชีวามากในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ทันทีที่ท้องฟ้ามืดลงชวีเหลียนซิงก็พาหนานกงมั่วและซังเจี้ยวออกไปข้างนอกอย่างกระตือรือร้น เนื่องจากเว่ยจวินมั่วไม่อยู่ หนานกงมั่วจึงไม่มีความตั้งใจจะอยู่ในจวน องครักษ์และบ่าวรับใช้ในจวนจัดการเตรียมข้าวของตนเองเพื่อเฉลิมฉลองด้วยกัน หนานกงมั่วพาซังเจี้ยว ชวีเหลียนซิง และคนอื่นๆ ออกไปชมงานเทศกาลโคมไฟอย่างผ่อนคลายสนุกสนาน
เห็นได้ชัดว่าเป็นครั้งแรกที่ซังเจี้ยวได้เห็นเทศกาลโคมไฟเช่นนี้ ใบหน้าอ่อนเยาว์มีความอยากรู้อยากเห็นและความกระตือรือร้นที่ไม่ค่อยได้เห็นในเวลาปกติ แม้ว่าเขาจะอายุสิบเอ็ดปีแล้ว แต่สถานะครอบครัวของเขาก็ตกต่ำลงตั้งแต่ท่านตาของเขาจากไป จึงไม่มีใครพาเขาเดินเข้าเมืองหลายสิบลี้เพื่อชมเทศกาลโคมไฟทุกปี ตอนที่เขาเด็กกว่านั้นก็อาจจะเคยมี แต่เขาไม่อยู่ในวัยที่จดจำมันได้แล้ว
หนาวกงมั่วเห็นท่าทางของเขาก็แตะศีรษะเขาอย่างขบขันเล็กน้อย “ชอบก็ไปเล่นเถิด”
ซังเจี้ยวมองพวกเขาแล้วส่ายศีรษะด้วยความลังเลเล็กน้อย “ไม่เอาขอรับ อาเจี้ยวอยากจะปกป้องอาจารย์กับน้าชวี” ฉินจื่อซวี่ที่เดินตามมาข้างหลังอดหัวเราะเสียงดังออกมาไม่ได้ เขาเลิกคิ้ว “หรือว่าข้าไม่สามารถปกป้องจวิ้นจู่กับแม่นางชวีได้แล้วหรือ” ซังเจี้ยวพยักหน้าโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “อาจารย์ฉินท่านไม่เป็นวรยุทธ์เสียหน่อย”
ฉินจื่อซวี่ใช้พัดเคาะกะโหลกเขาอย่างอารมณ์เสีย “ต่อให้ข้าไม่เป็นวรยุทธ์ เจ้าในตอนนี้ก็สู้ข้าไม่ได้หรอก” เด็กที่เพิ่งเรียนวรยุทธ์มาไม่ถึงเดือนจะเอาชนะผู้ชายที่โตแล้วคนหนึ่งได้ย่อมมิใช่เรื่องง่ายเลย ยิ่งไปกว่านั้น คุณชายใหญ่แห่งตระกูลฉินเป็นว่าที่ผู้สืบทอดตระกูลฉิน ต่อให้เขาไม่เคยเรียนวรยุทธ์ล้ำลึกสูงส่งมาก่อน อย่างน้อยๆ เขาก็รู้วิชาหมัดมวยไว้ป้องกันตัวเองหรือฝึกฝนร่างกายบ้างอยู่แล้ว คงจะไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นบัณฑิตอ่อนแอที่ไม่รู้อันใดเลยนอกจากหนังสือ เพียงแค่ว่าเวลาปกติเขาไม่มีความจำเป็นต้องใช้กำลังอันใดอยู่แล้ว และตัวฉินจื่อซวี่เองก็ปฏิบัติตามหลักการที่ว่า ‘วิญญูชนตกลงกันด้วยวาจามิใช่ด้วยกำลัง’ ดังนั้นในสายตาของคนส่วนใหญ่คุณชายฉินจึงเป็นบัณฑิตที่ไม่มีแรงแม้แต่จะฆ่าไก่คนหนึ่งเท่านั้น