หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 847 เด็กซน (1)
ตอนที่ 847 เด็กซน (1)
ฉินจื่อซวี่เองก็เข้าใจหลักการนี้ พยักหน้าลงแล้วจึงเอ่ย “หากคุณชายเว่ยสามารถตีซิ่นหลิงและเอ้อโจวได้ภายในสามเดือน พวกเรายืนหยัดไปจนถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลิก็คงไม่มีปัญหาแล้ว” สองแห่งนี้ห่างจากเฉินโจวไม่ไกล แต่หลายปีมานี้กลับมีลมฝนไม่ขาด แน่นอนต้องให้สวรรค์ไว้หน้าจึงจะถูก หากปีนี้ที่นี่ยังคงแห้งแล้ง เช่นนั้นคงช่วยอันใดไม่ได้แล้ว คิดว่าสวรรค์คงไม่ใจร้ายเพียงนั้นกระมัง
เพราะขุนนางที่ถูกสังหารก็ถูกสังการ ถูกขังคุกก็ถูกขังคุก แม้หนานกงมั่วจะมีความยากลำบากในเรื่องคนไม่เพียงพอ แต่ก็ยังมีข้อดีมากๆ อยู่หนึ่งเรื่องคือการน้อมรับคำสั่งอย่างเคร่งครัด ขอเพียงนางออกคำสั่ง ไม่ต้องกังวลว่าเจ้าหน้าที่คนเก่าๆ จะหาข้ออ้างเมินเฉยต่อคำสั่งหรือคิดลอบกัดอันใด ประกาศหลายฉบับถูกส่งออกไป แม้ไม่อาจแก้ไขสภาพพื้นฐานของเย่ว์โจวได้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้คนในเย่ว์โจวจำนวนมากเริ่มมองเห็นความหวัง เวลาเพียงไม่นานเมืองเย่ว์โจวฝั่งในก็สงบสุขขึ้นมาก ไม่มีความหวั่นเกรงหรือเกรงกลัวต่อทหารกบฏ ทว่ากลับดีขึ้นกว่าตอนที่พวกยังไม่มามากเสียด้วยซ้ำ
ชาวเมืองเย่ว์โจวเองก็รู้สึกซาบซึ้งต่อซิงเฉิงจวิ้นจู่ที่ให้อาหารต่อชีวิตแก่พวกเขา ส่งคนมารักษาพวกเขาโดยไม่คิดเงิน กระทั่งสังหารเหล่าขุนนางกังฉินไปเป็นจำนวนมาก
ชายหนุ่มหลายคนที่ไม่มีภาระในครอบครัวต่างเรียงรายกันมาเข้าแถวสมัครเข้าร่วมกองทัพ คนที่มีภาระทางครอบครัวไม่อาจทิ้งครอบครัวไปที่ใดได้ก็สมัครไปใช้แรงงาน ชาวบ้านเห็นว่าหนานกงมั่วรับสมัครทหารแล้วก็ไม่ได้ส่งพวกเขาไปร่วมรบทำสงครามในทันที ทว่ากลับส่งทุกคนไปขุดทางน้ำในพื้นที่แห้งแล้งรกร้างบริเวณรอบแม่น้ำหลีเจียงเพื่อการชลประทาน กระทั่งยังมีเจ้าหน้าที่ที่พาผู้เชี่ยวชาญไปค้นหาตาน้ำเพื่อขุดเจาะให้แก่ประชาชนโดยไม่คิดเงิน ความรู้สึกต่อต้านที่มีต่อพวกเขาจึงลดน้อยถอยลงอีก อดไม่ได้ที่จะดีใจ หากไม่ใช่เพราะคุณชายเว่ยพาคนเข้ามาที่เย่ว์โจว ไม่แน่พวกเขาก็คงต้องหิวตายเท่านั้นแล้ว
รุ่งเช้า หนานกงมั่วพาหลิ่วหันคนเดียวมุ่งหน้าออกจากประตูหยาเหมินตั้งแต่เช้า มาอยู่ในเมืองเย่ว์โจวตั้งหลายวันเพียงนี้ ถึงเวลาที่ต้องออกไปดูค่ายเชลยที่นอกเมืองแล้ว ปล่อยให้เหล่าเชลยวิตกกังวลนั้นไม่ผิด แต่ฉินจื่อซวี่เองก็กล่าวไม่ผิด หากปล่อยให้วิตกนานไปอาจเป็นเรื่องได้
เย่ว์โจวไม่ได้รับผลกระทบทางการทหารแม้เพียงนิด ชาวบ้านเดินไปมาบนถนนได้อย่างปกติ แม้ผู้คนส่วนใหญ่ดูผอมแห้ง แต่ก็ไม่มีความสิ้นหวังไร้ความรู้สึกตลอดทางเช่นครั้งแรกที่มา แน่นอนว่าที่นี่เป็นเมืองหลักของเย่ว์โจว ชาวเมืองมีความเป็นอยู่ดีกว่าที่อื่นเสมอ ส่วนใหญ่เป็นเพราะการเข้ามาปลอบโยนของเหล่าหนานกงมั่ว ทำให้ประชาชนเริ่มมองเห็นความหวัง
ยามเช้าตรู่ผู้คนบนท้องถนนยังมีไม่มาก นับตั้งแต่มาถึงเย่ว์โจวหนานกงมั่วก็ยุ่งจนไม่ได้หยุดพัก ไม่เคยมองสำรวจเมืองแห่งนี้นัก สตรีสองคนเดินอยู่บนถนน แน่นอนว่าดึงดูดสายตาประหลาดใจของชาวเมือง หลิ่วหันแสดงความคิดเห็น เอ่ย “จวิ้นจู่มาที่เย่ว์โจวหลายวันแล้ว ยังไม่เคยเห็นภายในเมืองเลย มิสู้เรากินข้าวจากในเมืองก่อนแล้วค่อยออกไปนอกเมืองดีหรือไม่เจ้าคะ”
ยามนี้ที่หยาเหมินมีหนานกงมั่วอยู่เพียงผู้เดียว แม้แต่ฉินจื่อซวี่ ชวีเหลียนซิงก็ยุ่งจนเท้าไม่ติดพื้น เวลาส่วนใหญ่จึงไม่อยู่ในจวน หนานกงมั่วเองก็ไม่เหมือนเจ้าเมืองเย่ว์โจวที่มีบ่าวรับใช้คอยห้อมล้อมดูแลปรนนิบัติ ภายในจวนนอกจากองครักษ์แล้วก็มีเพียงบ่าวรับใช้ทั่วไปไม่กี่คนและคนครัวเท่านั้น แม้แต่กิจวัตรประจำวันหนานกงมั่วก็ต้องดูแลตนเอง เรื่องอาหารการกินยิ่งไม่ใส่ใจ หลายครั้งหากไม่ใช่เพราะหลิ่วหันเอ่ยเตือนก็คงลืมกินข้าว วันนี้พวกเขาออกมาแต่เช้า หนานกงมั่วเองก็ไม่ได้กินข้าวเช้า กองทัพกินอาหารเช้าช้า เดิมทีวางแผนจะไปกินด้วยกันที่ค่ายเชลย แน่นอนว่าหลิ่วหันรู้ดีว่าในค่ายเชลยนั้นอาหารเป็นอย่างไร ไหนเลยจะยอมให้หนานกงมั่วไปกินอาหารหยาบกระด้างเหล่านั้นได้ จึงพยายามเต็มที่เพื่อหาเหตุผลโน้มน้าวหนานกงมั่ว
หนานกงมั่วครุ่นคิดเองก็ถูก มาเย่ว์โจวตั้งหลายวันนอกจากวันที่มาส่งเว่ยจวินมั่วแล้วนี่เป็นครั้งแรกที่ออกจากเรือน
นางพยักหน้า ทั้งสองจึงเดินไปยังตลาดเช้าทางทิศตะวันตกของเมือง แม้ในตอนนี้สภาพแวดล้อมในเย่ว์โจวไม่ดีนัก ประชาชนอยู่อย่างยากลำบาก เพียงแต่สิ่งที่ควรมีในตลาดเช้าก็ยังมีอยู่ ผู้คนเดินขวักไขว่เลือกซื้อของกันอยู่ในตลาดเช้า หลิ่วหันก็ไม่เรื่องมาก เลือกร้านเกี๊ยวน้ำที่ดูสะอาดสะอ้านร้านหนึ่ง เชิญหนานกงมั่วเดินเข้าไป
“เถ้าแก่ ขอเกี๊ยวน้ำสองถ้วย”
เถ้าแก่ที่เดิมนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ได้ยิน จึงรีบเอ่ยด้วยรอยยิ้มสดใสขึ้นมาทันที “แม่นางทั้งสองรอชั่วครู่ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว” ยามนี้ไม่ว่าใครก็ไม่ได้มีชีวิตที่ดี คนที่ตั้งใจออกมากินเกี๊ยวน้ำแน่นอนว่าน้อยลงแล้ว เมืองใหญ่อย่างเย่ว์โจวยังดีอยู่บ้าง หากเป็นเมืองเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่รอบนอก ร้านเล็กๆ เยี่ยงนี้คงไม่อาจอยู่ต่อได้
เถ้าแก่เป็นลุงวัยกลางคนอายุห้าสิบต้นๆ กำลังต้มเกี๊ยวน้ำให้ทั้งสองพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แม่นางทั้งสองเพิ่งมาเย่ว์โจวหรือ เกี๊ยวน้ำร้านของข้าอร่อยมาก ต่อไปทั้งสองท่านต้องมาบ่อยๆ”
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เถ้าแก่รู้ได้เยี่ยงไรว่าเราเพิ่งมาโยวโจว”
เถ้าแก่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าน้อยเปิดกิจการอยู่ที่นี่มาตลอดชีวิต แม่นางทั้งสองไม่คุ้นตา สำเนียงการพูดจาก็ไม่เหมือนคนเย่ว์โจว เพียงแต่ตอนนี้คนมาที่นี่ก็มีไม่มาก” หนานกงมั่วยิ้ม เอ่ย “ได้ยินมาว่าสองปีที่ผ่านมาไม่ดีนัก ตลอดทางที่เดินมาก็เห็นอยู่ไม่น้อย กิจการของเถ้าแก่เป็นอย่างไรบ้าง”
เถ้าแก่ถอนหายใจ เอ่ย “ช่วงนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ลำบากกันทั้งนั้น ปีก่อนหน้ายังมีผู้คนไม่น้อยหนีความลำบากเข้ามาในเมือง ทว่าถูกผู้ว่าการดักรออยู่นอกเมือง หลังจากนั้น แม้แต่ชีวิตพวกเราที่อยู่ในเมืองเองก็ไม่ได้ดีมากโชคดีที่เยี่ยนอ๋องส่งแม่ทัพเว่ยมาไล่คนพวกนั้นไป อีกทั้งซิงเฉิงจวิ้นจู่ที่เปิดคลังเสบียงแจกจ่ายอาหาร ลดราคาอาหารลง มิเช่นนั้น…ไม่รู้จะอยู่กันอย่างไรเลย ตัวข้าน้อยเอง…ก็แทบไม่เพียงพอ หากไม่ใช่เพราะตอนนี้ราคาอาหารลดลง ข้าเองก็คงเลิกกิจการไปแล้ว ท้องยังกินไม่อิ่ม ใครยังจะใช้เงินมากมายไปกินซื้อเกี๊ยวน้ำสักถ้วยกันเล่า”
ระหว่างที่เอ่ย เถ้าแก่ก็นำเกี๊ยวน้ำสองถ้วยมาวางลงตรงหน้า เกี๊ยวในน้ำแกงใส บวกกับสีเขียวของต้นหอม ส่งกลิ่นหอมขึ้นมาเรียกความหิวได้เป็นอย่างดี
หนานกงมั่วหยิบตะเกียบขึ้นมาชิม เอ่ยชม “ไม่เลวจริงๆ รีบกินเถิด กินเสร็จแล้วเราต้องออกไปนอกเมือง”
หลิ่วหันพยักหน้า หยิบตะเกียบขึ้นมากินเกี๊ยวน้ำไปเงียบๆ
“เจ้าเด็กชั่ว หยุดเดี๋ยวนี้นะ” เสียงตะโกนดังขึ้นท่ามกลางผู้คน ผู้คนต่างหันไปมองบนถนนเห็นเด็กในชุดเสื้อผ้ารุงรังดูสกปรกกำลังวิ่งหนีไปตามถนนอย่างสุดชีวิต ด้านหลังเขาคือชายร่างสูงกำยำแต่งตัวเหมือนเสี่ยวเอ้อร์วิ่งตามมา เด็กน้อยใบหน้าเลอะเทอะมองไม่ออกถึงใบหน้าที่แท้จริง มือสีเข้มคู่นั้นถือซาลาเปาสีขาวสองลูกเอาไว้แน่น
ทั้งสองมีท่าทีเคยชิน ยามนี้หลายคนยังกินไม่อิ่มท้อง ยิ่งมีเด็กหลายคนที่กลายเป็นคนร่อนเร่ไร้บ้าน ไม่มีข้าวกินไม่มีคนสั่งสอนแน่นอนจึงต้องลักขโมย เด็กที่ถูกตีตายเพราะขโมยของกินนั้นมีไม่น้อย
เด็กคนนั้นอายุไม่มาก ทว่าคล่องแคล่วปราดเปรียว วิ่งแทรกตัวไปมาในกลุ่มคนทำให้คนด้านหลังจับเขาไม่ทัน กระทั่งเขาหันกลับไปมองคนที่วิ่งตามมา ไม่ทันระวังเท้าพลันสะดุดกับอันใดบางอย่างล้มลงไปบนพื้นจึงถูกคนผู้นั้นจับได้