หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 843 จุดจบของข้าราชการที่ทุจริต เด็กดื้อ (2)
ตอนที่ 843 จุดจบของข้าราชการที่ทุจริต เด็กดื้อ (2)
หนานกงมั่วกวาดสายตามองเขาเชื่องช้า ไม่เอ่ยสิ่งใด
“ซิงเฉิงจวิ้นจู่…” ผู้ว่าการเย่ว์โจวชะงักไปชั่วครู่ ไม่นานสติก็กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว “ซิงเฉิงจวิ้นจู่มิได้ไปโยวโจวแล้วหรือ โยวโจว…พวกท่านเป็นโจรกบฏ”
“คิก” ด้านข้าง ชวีเหลียนซิงยกมือปิดปากหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ “เพิ่งมารู้เอายามนี้”
ผู้ว่าการเย่ว์โจวมองไปรอบๆ ไม่เห็นคุณชายเว่ยผู้สังหารคนเป็นผักเป็นปลาดั่งที่ว่ากันเลย ยามนี้คนที่อยู่ตรงนี้นอกจากหนานกงมั่วก็มีเพียงชายหญิงสองคนที่ดูอายุยังน้อย พลันมีความรู้สึกมั่นใจขึ้นมาในใจ “ซิงเฉิงจวิ้นจู่ท่านช่างกล้านัก! กล้านำพวกมาลอบโจมตีเย่ว์โจว พวกท่านคิดจะก่อกบฏอย่างนั้นหรือ”
หนานกงมั่วเอ่ยขึ้นช้าๆ “ท่านรู้มาตั้งนานแล้วมิใช่หรือว่าเยี่ยนอ๋องเป็นกบฏ”
ฉินจื่อซวี่อมยิ้มเอ่ยเตือน “จวิ้นจู่ นี่คือการสยบความวุ่นวาย ”
หนานกงมั่วพยักหน้า เอ่ย “ไม่เลว เป็นการสยบความวุ่นวายจริงๆ ก่อนหน้านี้ไม่อาจรู้สึกได้ แต่หลังจากมาถึงเย่ว์โจว ข้ารู้สึกว่าสยบความวุ่นวายคำนี้ช่าง…เยี่ยมไปเลย” เมื่อสบเข้ากับสายตาเยือกเย็นของหนานกงมั่ว ผู้ว่าการเย่ว์โจวสั่นสะท้านขึ้นมาโดยไม่อาจควบคุมได้ แต่ยังตอบอย่างหนักแน่น “ซิงเฉิงจวิ้นจู่ ยามนี้ท่านยอมจำนน ข้าสามารถ…ร้องขอต่อฝ่าบาท ให้ไว้ชีวิตท่านได้”
หลิ่วหันลอบกลอกตา “เวลานี้ไม่ใช่ว่าเป็นท่านหรือที่ควรขอร้องให้จวิ้นจู่ไว้ชีวิต”
“ข้า…ข้าเป็นขุนนางในราชสำนัก ท่านไม่กล้าฆ่าข้าหรอก” ผู้ว่าการเย่ว์โจวเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าซีดเซียว
หนานกงมั่วยิ้มหยัน ยกมือขึ้นนำเอกสารราชการปึกหนึ่งโยนลงบนพื้นตรงหน้าเขา “ขุนนางในราชสำนัก เจ้าจงรักภักดีต่อเซียวเชียนเยี่ยถึงเพียงนี้เชียวหรือ เจ้าว่าหากข้าส่งเจ้าและของเหล่านี้ไปยังจินหลิง ดูสิว่าเซียวเชียนเยี่ยจะเห็นแก่หน้าท่านที่เป็นขุนนางแล้วไว้ชีวิตหรือไม่”
ผู้ว่าการเย่ว์โจวราวกับเป็นใบ้ในทันใด ทั้งหมดนี้เป็นหลักฐานการทุจริตต่อหน้าที่ของเขาตลอดสองปีมานี้ หากถูกส่งไปยังจินหลิงอย่าว่าแต่ฝ่าบาทจะทำเช่นไร อาจารย์คงไม่ปล่อยเขาเอาไว้เป็นแน่
“จวิ้นจู่ต้องการอย่างไร เอ่ยมาตามตรงเถิด!” สุดท้ายในฐานะนายทหารผู้บัญชาการกองกำลังรักษาการณ์เย่ว์โจวจึงเอ่ยขึ้นมาอย่างสบายใจ การทุจริตของผู้ว่าการเย่ว์โจว เขาเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ตอนนี้ยังมาเสียเมืองเย่ว์โจวไปแล้ว แม้หนานกงมั่วจะปล่อยพวกเขาไปแต่ราชสำนักย่อมไม่มีทางปล่อยพวกเขาแน่ หนานกงมั่วเลิกคิ้วขึ้น “เล่าสถานการณ์ทุกเรื่องภายในเย่ว์โจวที่พวกเจ้ารู้มาให้ละเอียด”
ผู้ว่าการเย่ว์โจวเงยหน้ามองไปยังหนานกงมั่วชั่วครู่ รีบก้มหน้ากลับลงไปอีกครั้ง “เย่ว์โจว…เย่ว์โจวอยู่ในมือของพวกท่านแล้ว จวิ้นจู่ยังต้องการรู้อันใดอีกหรือ”
หนานกงมั่วเอ่ยขึ้นอย่างไม่ทุกข์ร้อน “มีหลายอย่างที่ข้าอยากรู้ ดูว่าพวกเจ้าจะยอมให้ความร่วมมือหรือไม่ อย่างเช่น…สถานการณ์ของเหล่าตระกูลชนชั้นสูงทั้งหลายในเย่ว์โจว สถานการณ์ข้าราชการทุกหน่วย และอย่างเช่นเรื่องทหารเฝ้าประจำการ…โดยละเอียดอย่าได้ผิดพลาด ทางที่ดีหลังจากนี้อย่าให้ข้าจับได้ว่าพวกเจ้าลืมบอกอันใดกับข้า”
ในวาจาของหนานกงมั่วนั้นแฝงไปด้วยถ้อยคำกล่าวตักเตือน การควบคุมสถานที่สักแห่งเอาไว้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เช่นกองกำลังรักษาการณ์เมืองเย่ว์โจวที่พ่ายแพ้ถูกควบคุมตัวและพวกที่แยกย้ายหนีกันไปทั่วทุกหนทุกแห่ง เช่นข้าราชการท้องถิ่นแต่ละแห่ง คนเหล่าจะสังหารทั้งหมดคงไม่ได้ ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าตอนนี้พวกเขายังไม่อาจหาใครมาแทนที่ได้ทั้งหมด ต่อให้มีก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ตอนนี้จิตใจของคนเย่ว์โจวยังคงว้าวุ่น ชาวเมืองยังไม่สงบ หากมีการสังหารหมู่เกิดขึ้นอีกครั้ง ถึงตอนนั้นเกรงว่าเย่ว์โจวจะเกิดความวุ่นวายก่อนที่กองทัพของราชสำนักจะมาถึงเสียอีก
“พวกเราจะได้ประโยชน์อันใด” ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาการณ์เมืองเย่ว์โจวเอ่ยขึ้น
ริมฝีปากหนานกงมั่วยกยิ้ม เอ่ยขึ้นเสียงเย็น “ข้าจะเหลือซากศพของพวกเจ้า!”
“จวิ้นจู่เอ่ยเช่นนี้ ดูขาดความจริงใจไปสักหน่อย” ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาการณ์เย่ว์โจวยิ้มเยาะพลางเอ่ยขึ้น คนตายไปแล้วใครกันเล่าจะยังสนใจกับเรื่องซากศพ หนานกงมั่วส่ายศีรษะ “หากเจ้าทั้งสองคิดว่า พวกเจ้าจะรอดจากเงื้อมมือของข้าไปได้แล้วล่ะก็ เกรงว่าคงต้องผิดหวังแล้ว”
ในเวลานี้ผู้ว่าการเย่ว์โจวเองก็เข้าใจได้ถึงเจตนาของหนานกงมั่วที่คิดจะฆ่าพวกเขาแล้ว จึงรีบเอ่ยขึ้น “จวิ้นจู่ไม่กลัวว่าท่านเองจะไม่ได้อันใดเลยหรือ”
หนานกงมั่วไม่รีบร้อน “ในจวนนี้ใต้เท้าหวังมีอนุภรรยาสี่คน และยังมีบุตรชายสองคนบุตรีสามคน แม่ทัพเฝิงถึงแม้จะมีหนึ่งภรรยาหนึ่งอนุภรรยาอยู่ในจวน ทว่ามีบุตรชายถึงสามคนบุตรีอีกหนึ่งคน อ่า…ข้างบนยังมีบิดาและมารดา จะว่าไปแม้สองปีมานี้เมืองเย่ว์โจวจะประสบกับปัญหาภัยแล้งติดต่อกัน แต่สมาชิกครอบครัวแต่ละคนของพวกเจ้าทั้งสองล้วนแล้วแต่ถูกเลี้ยงดูเป็นอย่างดี คุณชายน้อยของใต้เท้าหวังยิ่งขาวๆ นุ่มนิ่ม แม้แต่จวิ้นจู่เช่นข้าเองเห็นแล้วยังรู้สึกชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง เจ้าทั้งสองคนว่าถ้าหากจวิ้นจู่เช่นข้าจับพวกเขาทั้งหมดโยนออกไปจะเกิดอันใดขึ้นอย่างนั้นหรือ”
ฉินจื่อซวี่เล่นพัดในมือพลางยิ้ม เอ่ย “ตอนนี้ชาวเมืองเย่ว์โจวต่างรู้กันหมดแล้วว่าสาเหตุที่พวกเขาต้องลำบากยากแค้นนั้นเป็นเพราะเหล่าข้าราชการยักยอกเงินบรรเทาทุกข์จากทางราชสำนัก พวกเจ้าที่มีชีวิตที่สุขสบายทำตัวสูงส่งเพียงออกไป เกรงว่าคงถูกฉีกทึ้งเป็นชิ้นๆ แน่”
ชวีเหลียนซิงเอ่ยเสียงเรียบ “ต่อให้ไม่โดนชาวบ้านฉีกทึ้ง คนพวกนี้ที่เดิมทำอันใดมีคนคอยปรนนิบัติถูกโยนไปในเมืองเย่ว์โจวตอนนี้ เกรงว่าชีวิตคงจะมีสีสันทีเดียว”
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของทั้งสองคนพลันเปลี่ยนไปทันใด
หนานกงมั่วเอ่ยเชื่องช้า “จวิ้นจู่เช่นข้าไม่สนใจว่าพวกเจ้าจะเลือกอย่างไร อย่างมากก็ใช้เวลาอีกสักนิด ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าไม่เอ่ยแน่นอนว่ายังมีคนอื่น ในคุกนั้นไม่ได้มีแค่พวกเจ้าสองคน”
ห้องโถงใหญ่พลันเงียบลงไปชั่วขณะ เนิ่นนานจึงได้ยินผู้บัญชาการกองกำลังรักษาการณ์เย่ว์โจวกัดฟันเอ่ย “จวิ้นจู่ต้องการรู้เรื่องอันใด”
หลังจากที่ให้คนมาลากทั้งสองคนลงไปแล้ว หนานกงมั่วถึงได้เอ่ยขึ้นกับฉินจื่อซวี่ “ดูว่าพวกเขาจะบอกอันใดออกมาได้มากน้อยเพียงใด หลังจากที่สารภาพเสร็จก็สังหารแล้วเสียบหัวประจานเสีย อีกทั้งพวกที่อยู่ในคุกนั่น พวกที่ชั่วร้ายมากๆ ก็ให้พวกเขาตามสองคนนั้นไป ที่เหลือพวกเจ้าจัดการไปตามเห็นสมควรเถิด”
ฉินจื่อซวี่ประหลาดใจเล็กน้อย “จวิ้นจู่ไม่ตรวจสอบด้วยตัวเองอีกหรือ”
หนานกงมั่วโบกมือแสดงออกว่านางไม่อยากพบคนพวกนั้นอีกแล้ว ฉินจื่อซวี่พยักหน้า “จริงสิ ตอนนี้ข้าราชการขุนนางน้อยใหญ่ในเมืองเย่ว์โจวก็ถูกจับไปหมดแล้ว หากต้องการคัดแยกคงต้องใช้เวลาหลายวัน ยามนี้มีหลายเรื่องที่ยังไม่มีคนจัดการ พวกเราเพียงไม่กี่คน เกรงว่าจะ…”
หนานกงมั่วยกมือนวดหว่างคิ้ว แน่นอนว่านางรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่จึงเอ่ย “เช่นนั้นก็ปล่อยคนที่ไม่มีโทษหนักออกมาก่อน นอกจากนั้น ติดประกาศรับสมัครและคัดเลือกคนที่มีความสามารถเถิด”
ชวีเหลียนซิงพยักหน้าตอบรับ หนานมั่วกงสั่งการอีกไม่กี่ประโยคทุกคนจึงถอยออกไป
จัดการเรื่องต่างๆ ตลอดช่วงเช้า ยุ่งจนรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย หนานกงมั่วเหยียดกายเดินไปทั่วหยาเหมิน เรือนหลังหยาเหมินคือที่อยู่อาศัยของครอบครัวผู้ว่าการ พื้นที่ค่อนข้างใหญ่ หลังจากที่ผู้ว่าการเมืองเย่ว์โจวถูกจับ ถึงแม้ว่าคนพวกนี้จะไม่ได้ถูกจับเข้าคุกตามไปด้วย ทว่าพวกเขาก็ถูกกักอยู่ในเรือนเล็กด้านหลังสองเรือน มีทหารคอยเฝ้าไม่ให้เดินเข้าออกได้ตามใจชอบ
ซิงเวยเดินตามหลังหนานกงมั่ว เดินตามกันเชื่องช้าหน้าหลังอยู่ในสวน รู้สึกว่าเรือนด้านในนั้นเงียบสงัดจนอ้างว้าง
“คนที่อยู่ในจวนไปที่ใดกันหรือ” หนานกงมั่วถามขึ้น
ซิงเวยเอ่ยขึ้นเสียงทุ้ม “ทั้งหมดถูกขังไว้ในมุมตะวันตกเฉียงเหนือของจวน สองวันก่อนหน้านี้ตะโกนโหวกเหวกโวยวาย สองวันมานี้ถึงได้เงียบลงมาบ้าง” สำหรับวิธีที่ทำให้พวกเขาเงียบลง แน่นอนว่าซิงเวยไม่คิดเอ่ยให้มากความ เพียงแค่ทหารเฝ้าซ้ายขวารำคาญจากเสียงโวยวายของพวกเขาจึงลดอาหารไปเพียงไม่กี่มื้อ เมื่อกินไม่อิ่มแน่นอนจึงไม่มีแรงส่งเสียงด่าทออีกแล้ว