หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 829 สมบัติล้ำค่านั้นหาง่าย แต่คนรักนั้นหายาก (3)
- Home
- All Mangas
- หมอหญิงยอดมือสังหาร
- ตอนที่ 829 สมบัติล้ำค่านั้นหาง่าย แต่คนรักนั้นหายาก (3)
ตอนที่ 829 สมบัติล้ำค่านั้นหาง่าย แต่คนรักนั้นหายาก (3)
หนานกงมั่วพยักหน้า “นั่งลงคุยกันก่อนเถิด จวนหนิงอ๋องมีความเคลื่อนไหวอันใดหรือ”
หลิ่วหันส่ายศีรษะ เอ่ย “ดูเหมือนว่า หนิงอ๋องคงตั้งใจไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องระหว่างโยวโจวและราชสำนักแล้วเจ้าค่ะ หลายวันมานี้ กองกำลังไท่หนิงแห่งสีโจวเองก็ไม่มีความเคลื่อนไหว เพียงแต่…”
“เพียงแต่อันใด”
หลิ่วหันเอ่ย “เพราะการต่อสู้กันของทั้งสองฝ่าย ตอนนี้มีชาวเมืองทยอยหนีมายังสีโจวแล้วเจ้าค่ะ”
ไม่ว่าเวลายุคใด เพียงต่อสู้กันขึ้นมาคนที่ได้รับความเดือดร้อนที่สุดก็คือประชาชนคนธรรมดา พวกเขาไม่มีอันใดปกป้องตนเอง สิ่งที่พึ่งพาได้มีเพียงที่นาไม่กี่หมู่หรือการทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ ไปวันๆ เท่านั้น หวังว่าตนเองจะได้พบกับความความสุขสงบและเจริญรุ่งเรืองเท่านั้น หากโลกเกิดความวุ่นวายขึ้นมา พวกเขาต้องเผชิญกับความเลวร้ายโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ต้องดิ้นรนเหมือนวัชพืชที่ไร้รากอย่างทุกข์ระทม
“หนิงอ๋องมีท่าทีเช่นไร” หนานกงมั่วเอ่ยถาม
หลิ่วหันย่นคิ้ว “หนิงอ๋องไม่เอ่ยสิ่งใด ทำราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ยามนี้มีประชาชนมากมายที่หนีเข้ามาถึงเมืองชั้นในของสีโจวแล้วเจาค่ะ”
ได้ยินเช่นนั้น เว่ยจวินมั่วจึงย่นคิ้ว หนานกงมั่วเอ่ยถาม “อย่างไรหรือ”
เว่ยจวินมั่วเงียบไปชั่วครู่จึงเอ่ย “ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือที่ดิน สีโจวก็ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงดูผู้ลี้ภัยจำนวนมากได้” สภาพลักษณะพื้นที่ของสีโจวนั้นธรรมดา ดังนั้นต่อให้บ้านเมืองสงบสุขประชากรก็ไม่ได้มีมากมายเหมือนจงหยวนหรือเจียงหนาน เพราะเขตพื้นที่ที่สามารถเพาะปลูกได้ของที่นี่นั้นมีจำกัด ต่อให้สงบเพียงใดทว่าชาวบ้านไม่มีพื้นที่ทำมาหากินก็คงได้อดตาย
“สีโจวสามารถรับผู้ลี้ภัยได้มากเพียงใดหรือ” หนานกงมั่วเอ่ยถาม ก่อนหน้านี้นางไม่เคยใส่ใจเรื่องนี้มาก่อน อย่างไรสีโจวก็เป็นพื้นที่ของหนิงอ๋อง ต่อให้ยามนี้ต้องการให้หนิงอ๋องช่วยเหลือโยวโจว สิ่งที่พวกเขาต้องใส่ใจก็คงมีเพียงท่าทีของหนิงอ๋องเองและสถานการณ์ของกองกำลังไท่หนิงแห่งสีโจวเท่านั้น
เว่ยจวินมั่วเอ่ย “อย่างมากสองแสน”
“เช่นนั้นตอนนี้ก็คงยังไม่มีปัญหาอันใด” หนานกงมั่วเอ่ย เดิมทีคนในพื้นที่ทางเหนือก็มีไม่มาก เมื่อเกิดสงครามขึ้นผู้คนก็จะหนีตายไปยังทางใต้หรือพื้นที่ทางเหนือที่อยู่ใกล้โยวโจว แต่ไม่ใช่สีโจวที่ไม่เจริญรุ่งเรืองในความคิดของพวกเขา เพราะเหตุนี้ คนที่หนีมายังสีโจวในยามนี้ไม่มีทางเกินขอบเขตที่สีโจวจะรองรับได้อย่างแน่นอน
เว่ยจวินมั่วส่ายศีรษะ “แต่ว่า หนิงอ๋องก็ยังไม่จัดการกับชาวบ้านเหล่านี้” หากชาวเมืองที่หลบหนีมาไม่ได้ถูกจัดสรรให้ดีพวกเขาจะกลายเป็นผู้ลี้ภัย ถึงตอนนั้นก็ไม่เพียงปัญหาเรื่องอาหารแล้ว แม้แต่ความสงบเรียบร้อยในสีโจวก็จะเป็นปัญหา
“หนิงอ๋องต้องการขยายกำลังรบ” เนิ่นนาน เว่ยจวินมั่วจึงเอ่ยเสียงเรียบ
“ขยายกำลังรบหรือ” หนานกงมั่วตกใจ เว่ยจวินมั่วเอ่ย “เพียงหนิงอ๋องขยายกำลังรบ สีโจวก็สามารถแก้ปัญหาประชากรมากเกินไปได้แล้ว”
“แต่ว่า การขยายกำลังรบก็ต้องใช้เงินเดือนและเสบียงอาหารนะเจ้าคะ” หลิ่วหันเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้
เว่ยจวินมัวเอ่ยเสียงเรียบ “ยามนี้จวนโยวโจวและราชสำนักต่างก็อ้อนวอนต่อเขา แน่นอนว่าเขาไม่ต้องกังวลกับเรื่องเสบียงอาหาร”
หนานกงมั่วนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “เอ่ยเช่นนี้…แสดงว่าหนิงอ๋องพร้อมที่จะเจรจากับเราแล้วอย่างนั้นหรือ”
เว่ยจวินมั่วพยักหน้าเบาๆ “คงจะเป็นเช่นนั้น”
หนานกงมั่วเข้าใจแผนการของหนิงอ๋องแล้ว ใครให้ประโยชน์มากเขาก็ช่วยเหลือคนนั้น บางทีอาจไม่ต้องช่วยทั้งสองฝ่ายทว่าได้ประโยชน์จากตรงกลาง จับเสือมือเปล่า[1]อย่างไรเสีย ขอเพียงเขาไม่แสดงออกว่าอยู่ฝ่ายใด ก็ไม่เป็นผลต่อฝ่ายตรงข้ามถึงที่สุด
“หากเป็นเช่นนี้ ท่านมีแผนเยี่ยงไร” หนานกงมั่วเอ่ยถาม
เว่ยจวินมั่วเลิกคิ้ว เอ่ยเสียงเรียบ “ไม่รีบร้อน”
หนานกงมั่วยักไหล่ “เอาเถิด ข้าจะรอดู”
…
กลับมามือเปล่าอีกครั้ง ใบหน้าของเว่ยหงเฟยทะมึนจนเหงื่อแทบไหลออกมา กลับมายังโรงเตี๊ยมด้วยความโกรธ เจอกับหนานกงมั่วและหลิ่วหันกำลังจะออกไปข้างนอก ทั้งสองฝ่ายเจอหน้ากันในห้องโถงด้านล่างของโรงเตี๊ยม เห็นชัดว่าต่างฝ่ายต่างไม่ต้องการสนใจอีกฝ่าย เว่ยหงเฟยกวาดตามองทั้งสองคนเล็กน้อย สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินหนีไป
ทว่าเป็นเว่ยจวินปั๋วที่พยักหน้าให้กับทั้งสอง เว่ยจวินเจ๋อปรายตามองทั้งสองคนและเดินตามบิดาและพี่ชายไป
หนานกงมั่วมองตามทั้งสามคนไปพลางหัวเราะ ยิ้มพลางเอ่ย “ดูเหมือนว่า จะล้มเหลวอีกแล้ว”
หลิ่วหันเองก็ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ไม่น่าแปลกใจเท่าใดเจ้าค่ะ คนอย่างหนิงอ๋องจะอาศัยเพียงความเพียรพยายามอย่างเดียวจะไปสำเร็จได้เยี่ยงไร” หลายวันมานี้พวกเขาเองก็พอรู้จักหนิงอ๋องบ้างแล้ว ท่านอ๋องผู้นี้ ไม่ยอมรับไม่ได้เลยว่าเขาเป็นหนึ่งในเชื้อพระวงศ์ที่แปลกประหลาด หากเจ้าคิดว่าเขาไร้ความสามารถ รู้จักเพียงความสำราญเช่นนั้นคนที่ซวยที่สุดก็คงเป็นเจ้าอย่างแน่นอน
“ข้ากลับแปลกใจ ต่อไปเว่ยหงเฟยจะทำเช่นไร”
หลิ่วหันเอ่ย “บ่าวจะให้คนจับตาดูพวกเขาเอาไว้เจ้าค่ะ”
ยามนี้ในเมืองสีโจวแปลกประหลาดเพียงนี้ คนของเว่ยหงเฟยจับตามองพวกเขาและจวนหนิงอ๋อง คนของจวนหนิงอ๋องก็จับตามองเว่ยหงเฟยและพวกเขา และพวกเขาเองก็ไม่มีทางปล่อยเว่ยหงเฟยและหนิงอ๋องไปแน่ เบื้องหน้าทุกคนสงบนิ่ง ความจริงแล้วต่างระแวดระวังซึ่งกันและกัน พร้อมที่จะทำลายอีกฝ่ายเสมอ
เมืองสีโจวไม่ได้แตกต่างไปจากโยวโจวนัก ยกเว้นที่โยวโจวเคยเป็นเมืองหลวงของเป่ยหยวนจึงยังพอมีสิ่งก่อสร้างในสมัยก่อนหลงเหลืออยู่บ้าง ลักษณะส่วนใหญ่นั้นดูหยาบกระด้าง เมื่อมาใหม่ๆ ยังพอดูได้ เมื่อเวลานานไปก็ไม่มีสิ่งใดให้ดูแล้ว เมื่อเทียบกันแล้ว หนานกงมั่วชอบขึ้นไปยืนมองบนหอสูงมากกว่า ที่นี่มีหอสูงโบราณหลายร้อยปีมาแล้ว ขึ้นไปบนหอสูงมองไปทางทิศตะวันตก ก็มองเห็นพื้นที่ที่เคยเป็นสนามรบเมื่อครั้งโบราณเก่าก่อนห่างจากเมืองออกไปไม่ไกล นับตั้งแต่อดีตมีชนเผ่ามากมายเคยมาอาศัยอยู่ที่นี่ เหล่าทหารประจำการเขตชายแดนรุ่นแล้วรุ่นเล่าเคยต่อสู้นองเลือดนับครั้งไม่ถ้วนในสถานที่แห่งนี้ จนกระทั่งก่อตั้งต้าเซี่ยและเริ่มขยายอาณาเขตออกไปทางทิศตะวันตก หลายสิบปีมานี้ที่นี่จึงสงบลงอย่างแท้จริง
ยามนี้หอสูงของเมืองสีโจวไม่ได้มีไว้เพื่อเฝ้าระวังทางทหาร แต่เป็นการลาดตระเวนเป็นครั้งคราวเท่านั้น เดิมทีหอสูงก็มิใช่สถานที่ที่คนทั่วไปจะขึ้นไปได้ เพียงแต่ครั้งแรกที่หนานกงมั่วมาเพราะหนิงอ๋องพามา หลังจากนั้นไม่รู้ว่านายทหารเฝ้าหอสูงได้รับคำสั่งหรือไม่จึงไม่เคยขัดขวางนางอีกเลย หากเบื่อหน่าย หนานกงมั่วก็จะมาเดินเล่นที่หอสูงกับเว่ยจวินมั่วเป็นบางครั้ง
“ซิงเฉิงจวิ้นจู่” หน้าประตูหอสูง นายทหารคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีนอบน้อม
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว “ข้างบนมีคนหรือ”
นายทหารพยักหน้า เอ่ย “ท่านอ๋องอยู่ด้านบนขอรับ ท่านอ๋องเชิญจวิ้นจู่ขึ้นไปด้วยขอรับ”
หนานกงมั่วพยักหน้า “ลำบากเจ้านำทางแล้ว”
ยังไม่ทันได้เดินขึ้นไป พลันได้ยินเสียงการร้องรำทำเพลงจากบนหอสูง หนานกงมั่วหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ หนิงอ๋องผู้นี้ช่างเข้าใจเล่นสนุก ดูเหมือนเขาจะมีพลังเหลือเฟือเพื่อที่จะทำให้ผู้อื่นเชื่อว่าเขาเป็นคนเจ้าสำราญไม่เอาไหน ไม่รู้ว่าเขาต้องการปกปิดตัวตนหรือเพราะอิสระเกินไป บางทีอาจจะทั้งคู่ก็ได้
มองเห็นหนานกงมั่วขึ้นมา หนิงอ๋องจึงหันมา ก่อนจะยกจอกเหล้าขึ้นสูงมาทางนาง เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ซิงเฉิงจวิ้นจู่ มาดื่มเหล้าด้วยกันสักจอกหรือไม่”
หนานกงมั่วสีหน้าเอือมระอา “ท่านอ๋องช่างอิสระ”
หนิงอ๋องหัวเราะเสียงดัง “ชีวิตคนเราก็ต้องมีความสุขให้เต็มที่ จวิ้นจู่เองก็มิใช่คนหยาบคาย ไยต้องมาใส่ใจพิธีรีตอง”
“คารวะจวิ้นจู่” ปี้เยียนที่นั่งอยู่ข้างหนิงอ๋องลุกขึ้นแสดงความเคารพ
“จวิ้นจู่ พวกเราเจอกันอีกแล้ว” น้ำเสียงมีเสน่ห์เอ่ยขึ้น หนานกงมั่วเลิกคิ้ว ยังเป็นคนรู้จักอีกด้วย ก็คือเถ้าแก่หญิงร้านเครื่องหอมในวันนั้นนั่นเอง หันไปมองเหล่าสาวงามข้างกายหนิงอ๋องอีกครั้ง ใครบ้างจะไม่ใช่หญิงสาวที่งามหยดย้อย เหล่าสาวงามยิ้มหวานแสดงความนอบน้อมต่อนาง
[1] จับเสือมือเปล่า หมายถึงการแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ต้องลงทุน