หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 830 โยนความผิดหรือ การเจรจาครั้งที่สอง (1)
ตอนที่ 830 โยนความผิดหรือ การเจรจาครั้งที่สอง (1)
หนานกงมั่วยกมือขึ้นมา เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ตามสบายเถิด ไม่ต้องเกรงใจ”
หนิงอ๋องตบมือ เอ่ยชื่นชม “ต้องอย่างนี้สิ ซิงเฉิงจวิ้นจู่น่าสนุกกว่าเจ้าเด็กเว่ยจวินมั่วนั่นมากทีเดียว นั่งลงคุยกันเถิด”
หนานกงมั่วเองไม่เกรงใจ นั่งลงตรงเก้าอี้ที่หญิงสาวสองคนยกมาวางไว้ตรงหน้า เงยหน้ามองออกไปไกล สนามรบโบราณภายใต้เงาของยอดเขาแม้ในวันที่แสงแดดเจิดจ้าก็ยังคงมีกลิ่นอายของการฆ่าฟัน
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว “ท่านอ๋องมาอยู่ที่นี่ มาดูสนามรบหรือมาชมหญิงงามหรือเพคะ”
“ดูหญิงงามในสนามรบและสนามรบของหญิงงาม” หนิงอ๋องยิ้มจนตาหยี ยกมือขึ้นไปจับปลายคางของหญิงสาวคนหนึ่งเชิดขึ้นเบาๆ แกล้งจนหญิงสาวหัวเราะตัวสั่นไหว หนานกงมั่วรู้จักนิสัยของหนิงอ๋องแล้วจึงไม่ได้ถือสา เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อารมณ์ของท่านอ๋อง คนทั่วไปไม่อาจชื่นชมได้”
หนิงอ๋องพยักหน้า “อย่างเช่นเจ้าเด็กท่อนไม้ภูเขาน้ำแข็งของเจ้า”
หนานกงมั่วเอ่ยด้วยความสนอกสนใจ “แต่ว่า…หากเลือกได้ บนโลกใบนี้คงมีคนมากมายที่ยอมเลือกท่อนไม้ภูเขาน้ำแข็งของหม่อมฉันนะเพคะ”
“เอ๋” หนิงอ๋องเลิกคิ้ว “เพราะเขาหน้าตาหล่อเหลาหรือ ข้าเองก็ไม่เลว” ลูบปลายคางตนเอง โอบหญิงงามข้างกาย เอ่ยถาม “ใช่หรือไม่”
หญิงงามเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “ท่านอ๋องแน่นอนว่าองอาจเปล่งประกาย”
หนิงอ๋องมองไปยังหนานกงมั่วอย่างท้าทาย ได้ยินหรือไม่
หนานกงมั่วยิ้มบางไม่เอ่ยสิ่งใด รูปลักษณ์ของหนิงอ๋องหากเทียบกับคนทั่วไปนับว่าไม่เลว แต่เมื่อเทียบกับเว่ยจวินมั่วแล้วยังไม่เพียงพอ อย่างไรเสียการสืบทอดจากบรรพบุรุษก็เป็นเช่นนั้น ต่อให้มารดาของหนิงอ๋องจะเป็นหญิงงาม ทว่าอดีตฮ่องเต้กลับไม่เท่าไรนัก เช่นเยี่ยนอ๋องและองค์หญิงฉังผิงที่เติบโตมาคล้ายกับมารดาของตนตั้งแต่รุ่นที่สองแบบนี้นั้นหาได้ยาก สิ่งที่น่าสนใจของหนิงอ๋องคือความสง่างามที่เขาสร้างมากว่ายี่สิบปีและอำนาจในการปกครองเมืองมาสิบกว่าปี
เพียงแต่สิ่งที่หนานกงมั่วเอ่ยก่อนหน้านี้นั้นไม่เกี่ยวกับรูปลักษณ์หน้าตา
ฮุ่ยเหนียงที่อยู่ด้านข้างยกมือปิดปากยิ้มพลางเอ่ย “หม่อมฉันกลับคิดว่าจวิ้นจู่เอ่ยได้ไม่เลวเลยเจ้าค่ะ”
จบประโยคนั้น เหล่าหญิงงามพลันหันไปมองฮุ่ยเหนียง ดวงตาปรากฏสายตายินดีที่เห็นคนอื่นต้องเป็นทุกข์ พวกนางต่างก็เป็นคนข้างกายของหนิงอ๋อง ต่อให้ฮุ่ยเหนียงเป็นคนนอกไม่ได้อยู่ในจวนหนิงอ๋องแต่ยังคงเป็นศัตรูในสายตาของสตรีเหล่านี้ ยามนี้ได้ยินนางขัดต่อความต้องการของท่านอ๋องเพราะวาจาของหนานกงมั่ว แน่นอนว่าจึงยินดีที่จะเห็นนางต้องซวย
หนิงอ๋องเลิกคิ้ว “เอ๋ อย่างไรหรือ”
ฮุ่ยเหนียงเอ่ยเสียงเบา “สตรีบนโลก ต้องการเพียงคนที่รักเดียวใจเดียว ว่ากันว่าสมบัติมีค่านั้นหาง่าย คนรักนั้นหายาก คุณชายเว่ยรักเดียวใจเดียวต่อซิงเฉิงจวิ้นจู่ ความรู้สึกลึกซึ้งเพียงนี้ไหนเลยอำนาจเงินทองมากมายจะแลกมาได้”
ได้ยินสิ่งที่นางเอ่ย ทุกคนชะงักนิ่ง สายตาที่มองไปยังหนานกงมั่วเริ่มสับสนขึ้นมา เพียงแต่แยกไม่ออกว่าเป็นความอิจฉา ริษยาหรือว่าอย่างอื่นกันแน่
“เอ๋ ฮุ่ยเหนียงเอ่ยเช่นนี้ หรือว่าข้าเป็นคนไร้หัวใจหรือ”
ฮุ่ยเหนียงเองก็ไม่กลัว หัวเราะเสียงใส “ไม่เพคะ ท่านอ๋องนั้นมีคนรักมากมายเพคะ”
ได้ยินเช่นนั้น หนิงอ๋องจึงหัวเราะออกมาเสียงดัง “ฮ่าๆ ฮุ่ยเหนียงเอ่ยได้ดี ข้านั้นมีคนรักมากมายจริงๆ เอ่ยเช่นนี้ ฮุ่ยเหนียงชอบเว่ยจวินมั่วมากกว่าหรือ”
ฮุ่ยเหนียงส่ายศีรษะด้วยรอยยิ้ม “หม่อมฉันไหนเลยจะคู่ควรกับใครเพคะ หม่อมฉันเพียงชื่นชมคุณชายเว่ย อิจฉาจวิ้นจู่เท่านั้น”
หนิงอ๋องหัวเราะพลางมองสำรวจนาง เนิ่นนานจึงเอ่ย “เจ้าช่างเจรจาเสียจริง ปี้เยียน เจ้าว่าอย่างไรเล่า”
ปี้เยียนที่นั่งอยู่ด้านข้างยิ้มหวานจนถึงกระดูก ยังมีความอ่อนหวานในแบบหญิงสาว “แน่นอนว่าหม่อมฉันชอบท่านอ๋องเท่านั้นเพคะ”
“เยี่ยม ข้าเองก็ชอบเจ้ามากเหลือเกิน” หนิงอ๋องดีใจ ยกมือขึ้นดึงปี้เยียนเข้าสู่อ้อมแขน บรรยากาศเฮฮาครึกครื้นขึ้นมาอีกครั้ง โชคดีที่เยี่ยนอ๋องยังมีขอบเขตไม่ได้แสดงในสิ่งที่เสียดตาออกมาแต่อย่างใด หนานกงมั่วถอนหายใจ ถามฟ้าอยู่เงียบๆ นางขึ้นมาเพียงมาดูว่าหนิงอ๋องกกกอดสตรีเช่นไรอย่างนั้นหรือ
แม้จะมีคนอยู่ในอ้อมแขน หนิงอ๋องที่เป็นเจ้าบ้านก็ไม่ได้ละเลยผู้ที่เป็นแขก เอ่ยถามท่าทีสบายๆ “หลายวันมานี้พวกเจ้าสองคนทำอันใดหรือ” การรับหน้าที่มาเจรจาของทั้งสองคนนับว่าร้ายกาจ หนิงอ๋องไม่เคยเห็นตัวแทนมาเจรจาคนใดจะว่างเท่าสองคนนี้มาก่อน สองคนนี้ยังจำสงครามที่กำลังร้อนระอุของโยวโจวกับราชสำนักได้อยู่หรือไม่
หนานกงมั่วเอ่ย “เดินเล่นไปทั่ว บางทีก็พักผ่อนอยู่ในโรงเตี๊ยมเพคะ”
“พวกเจ้าไม่คิดจะทำอันใดเลยหรือ” หนิงอ๋องเลิกคิ้ว
หนานกงมั่วไม่ใส่ใจ “หากพวกเราไปหาพระองค์ทุกวันเหมือนเว่ยหงเฟย พระองค์จะรับปากหรือไม่เพคะ”
“แน่นอนว่าไม่” หนิงอ๋องราวกับไม่รู้สึกผิดที่แกล้งสามพ่อลูกตระกูลเว่ย ยืดอกตอบตามตรง
หนานกงมั่วยักไหล่ “ดังนั้น ไยพวกเราต้องรีบด้วยเล่าเพคะ รอเสด็จลุงคิดดีแล้วแน่นอนว่าจะตัดสินใจด้วยพระองค์เอง การตัดสินใจนี้พวกเราก็ไม่อาจชักจูงอันใดได้มิใช่หรือ”
หนิงอ๋องกลอกตา “เช่นนั้นพี่สามส่งพวกเจ้ามาทำอันใดกันแน่ มากินข้าวของคนอื่นเฉยๆ หรือ”
หนานกงมั่วยิ้มร่า “เสด็จลุงวางใจ พวกเรากินไม่มาก ไม่ทำให้เสด็จลุงเสียเปรียบหรอกเพคะ”
ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของหนิงอ๋องจึงหรี่ลง มองสำรวจพิจารณาหญิงสาวตรงหน้า หนานกงมั่วนั่งอยู่บนเก้าอี้ จิบชาอย่างเชื่องช้า ปล่อยให้เขามองสำรวจไป เนิ่นนานจึงได้ยินเสียงเข้มของหนิงอ๋องเอ่ย “ดูเหมือนว่า…หลายวันมานี้ก็ใช่ว่าพวกเจ้าจะไม่ทำอันใดนี่”
หนานกงมั่วกะพริบตาปริบ “หม่อมฉันไม่เข้าใจความหมายของเสด็จลุงนัก”
หนิงอ๋องส่งเสียงหยัน “หลายวันมานี้สืบข่าวเมืองสีโจวจนรู้แจ้งแล้วกระมัง เว่ยจวินมั่วคิดจะทำอันใด”
หนานกงมั่วส่ายศีรษะ เอ่ยท่าทางใสซื่อ “หม่อมฉันไม่เข้าใจว่าเสด็จลุงเอ่ยอันใด”
“ดีมาก” หนิงอ๋องเลิกคิ้ว ยิ้มพลางเอ่ยขึ้นว่า “ข้าจะรอดูว่าพวกเจ้าจะทนไปถึงเมื่อใด”
“…” ไม่ต้องเมื่อใด เพียงเว่ยหงเฟยมีความอดทนก็พอแล้ว
ความอดทนของเว่ยหงเฟยนั้นมีไม่มาก ดังนั้นเขาจึงทำเรื่องโง่เขลาไปหนึ่งเรื่อง
เขาส่งคนปลอมตัวเป็นคนจวนเยี่ยนอ๋อง ไปลอบสังหารหนิงอ๋อง คิดจะสังหารหนิงอ๋องในพื้นที่สีโจว ก็ไม่เข้าท่าเหมือนกับคิดจะสังหารเยี่ยนอ๋องในจวนเยี่ยนอ๋อง ดังนั้นคนเหล่านี้จึงพ่ายแพ้ไปแล้วสิ้น กระทั่งมีมือสังหารบางคนถูกหนิงอ๋องจับเป็นเอาไว้ได้ หนิงอ๋องไต่สวนด้วยตนเอง มือสังหารเหล่านี้ก็กัดฟันยืนยันว่าตนเป็นคนจวนเยี่ยนอ๋อง ดังนั้น หนานกงมั่วทั้งสองจึงถูกหนิงอ๋อง ‘เชิญ’ มาที่จวนหนิงอ๋องอีกครั้ง
ครั้งนี้สีหน้าของหนิงอ๋องไม่ได้มีรอยยิ้มและท่าทีเกียจคร้านดังที่ผ่านมา ท่าทางเคร่งขรึมราวกับสิงโตดุร้าย
“พวกเจ้าสองคน มีอันใดอยากเอ่ยหรือไม่” หนิงอ๋องจ้องสองคนเขม็ง เอ่ยถามเสียงเย็น
เว่ยจวินมั่วยื่นมือไปหยุดหนานกงมั่ว เอ่ยถาม “เอ่ยอันใด”
ปัง!
หนิงอ๋องตบลงบนโต๊ะอย่างแรง ยิ้มเย็น เอ่ย “เอ่ยอันใดหรือ กล้าลอบสังหารข้าในพื้นที่ของข้า ความคิดของพวกเจ้าหรือความคิดของพี่สาม หรือพวกเจ้าคิดว่าหากข้าตายพวกเจ้าก็จะควบคุมกองกำลังไท่หนิงแห่งสีโจวได้อย่างนั้นหรือ” เว่ยจวินมั่วขมวดคิ้ว “คิดกล่าวหาผู้อื่น อันใดก็เป็นข้ออ้างได้ทั้งนั้น”