หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 813 ไม่ลึกซึ้งหรือ ข้าเต็มใจ (1)
ตอนที่ 813 ไม่ลึกซึ้งหรือ ข้าเต็มใจ (1)
แน่นอนว่าหันอิงอานไม่อาจชักกระบี่ได้ แต่เขาสามารถสั่งให้คนอื่นชักกระบี่ได้
“ลงมือ เว่ยจวินมั่วและหนานกงมั่วคิดการกบฏ ไม่อาจอภัยให้ได้”
ราชองครักษ์ตอบรับโดยพร้อมเพรียง ล้อมทั้งสองเข้าไป หนานกงมั่วยิ้มหยัน ปรบมือสองครั้ง ชายชุดดำหลายคนมาปรากฏรอบข้าง ก็คืออดีตมือสังหารวังจื่อเซียวองครักษ์ของเว่ยจวินมั่วในปัจจุบัน เมื่อเห็นว่าทั้งสองกำลังถูกรุมล้อม ทุกคนจึงคว้าเอาอาวุธออกมาพุ่งเข้าหาราชองครักษ์
เพราะตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันตรงหน้า หันอิงอานจึงก้าวถอยหลังไปหลายก้าว ได้ยินเพียงเสียงหัวเราะของหนานกงมั่ว “ใต้เท้าหัน ต่อไปหากคิดจะทำสิ่งใด อย่าได้พูดมาก ยิ่งพูดมากอายุก็ยิ่งสั้น ถ้าหากต่อไปเจ้ายังมีโอกาสอยู่ล่ะก็นะ”
ราชองครักษ์หลายคนเข้ามาคุ้มกันหันอิงอานถอยออกไป เว่ยจวินมั่วหรี่ตา กำลังจะพุ่งตัวไปด้านหน้าพลันถูกหนานกงมั่วคว้าเอาไว้
“ผู้ใดมาก่อเรื่องกัน” เสียงดังมาจากที่ไกลออกไป มีคนกำลังถือคบเพลิงเดินมาทางฝั่งนี้ คนที่เป็นผู้นำอยู่ในชุดของหยาเหมิน เห็นชัดว่าเป็นหยาอี่ของหยาเหมินเมืองอานเซี่ย
หนานกงมั่วส่งสัญญาณมือ องครักษ์ในชุดสีดำที่กำลังต่อสู้กับศัตรูหายออกไปจากซอยเล็กๆ อย่างรวดเร็ว หันอิงอานที่ได้รับการอารักขา มองหนานกงมั่วทั้งสองคนด้วยความไม่พอใจ เอ่ยเสียงแข็ง “พวกเราก็แยกย้าย” คนของทั้งสองฝั่งหายไปอย่างรวดเร็ว รอจนหยาอี่ของหยาเหมินมาถึง ซอยเล็กๆ ก็กลับมาเงียบสงบดังเดิมแล้ว หยาอี่ที่เป็นผู้นำยกมือเกาศีรษะ “เมื่อครู่คุณชายผู้นั้นบอกว่าที่นี่กำลังมีการต่อสู้กันมิใช่หรือ คนเล่า”
ทั้งสองจูงมือกันกลับมาถึงหอเย่ว์ปินในเวลาต่อมาไม่นาน ซิงเวยและหลิ่วหันก็กลับมาแล้ว เพียงแต่ ทั้งสองออกไปอย่างสะอาดสะอ้าน ทว่ากลับมาอย่างสะบักสะบอมเล็กน้อย มองดูทั้งสองคนแล้ว หนานกงมั่วก็เลิกคิ้ว เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ดูเหมือนว่า กำลังของราชองครักษ์จะไม่ธรรมดาเลยจริงๆ” สามารถทำให้คนทั้งสองเป็นเช่นนี้ได้ แม้อีกฝ่ายจะได้เปรียบเรื่องจำนวนคนก็เห็นได้ว่าฝีมือมิใช่คนทั่วไปจะเทียบเคียงได้
หลิ่วหันกุมขมับ “จวิ้นจู่ ท่านรู้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าจะมีคนมาหาเรื่องก็เลยแยกพวกเราออกไปใช่หรือไม่เจ้าคะ”
หนานกงมั่วเองก็ไม่ปฏิเสธ “ถ้าพวกเจ้าไม่ไป พวกเขาจะกล้ามาหาเรื่องข้าได้เยี่ยงไร”
คล้ายว่าจะมีเหตุผล แต่ว่า…มองเห็นคราบเลือดบนร่างกายของตนหลิ่วหันจึงยู่ปาก โชคดีที่เป็นตอนกลางคืนและคนอื่นๆ ต่างพากันไปดูเทศกาลโคมไฟ มิเช่นนั้นเลือดเปรอะเปื้อนไปทั้งตัวแม้จะเป็นชุดสีดำก็ไม่รู้ว่าจะตอบโรงเตี๊ยมว่าอย่างไรดี
“ไม่เท่าไร” ซิงเวยกอดกระบี่ เอ่ยเสียงเรียบ
“หืม” หนานกงมั่วเลิกคิ้ว
ซิงเวยเอ่ย “ตายหมดแล้ว ราชองครักษ์ก็ไม่เท่าไร”
ได้ยินเช่นนั้น หนานกงมั่วพลันหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว “พวกเจ้ามิได้บาดเจ็บใช่หรือไม่ ควรให้คนติดตามพวกเจ้าสักคนสองคนจึงจะถูก” หลิ่วหันรีบส่ายศีรษะ “ไม่เจ้าค่ะ ไม่ จวิ้นจู่หากท่านมีเรื่องใดรีบสั่งการมา อย่าได้สั่งใครมาติดตามพวกเราเลย เดี๋ยวจะเข้าใจผิดกันได้เจ้าค่ะ” พวกนางต่างก็ไม่ชอบให้มีใครติดตาม หากรู้อยู่ในใจก็ดี หากไม่รู้ไม่แน่อาจเกิดการปะทะจนได้เลือดขึ้นมาก็เป็นได้
ติดตามหนานกงมั่วมากว่าสองปี นักฆ่าสาวใบหน้าเรียบนิ่งก็พูดจามากขึ้นไม่น้อย อย่างไรทุกคนก็ไม่ได้เย็นชามาตั้งแต่เกิดดังเช่นซิงเวย
“จวิ้นจู่รู้ได้เช่นไรว่าวันนี้จะมีคนมาหาเรื่อง”
หนานกงมั่วส่ายศีรษะ “ข้าไม่รู้ เพียงแต่…ข่าวที่พวกเรามาสีโจวคงปิดไม่มิด หากคนในราชสำนักไม่ต้องการให้เราเข้าใกล้หนิงอ๋องก็คงต้องส่งคนมาขัดขวางก่อน อานเซี่ยก็เป็นสถานที่ที่ไม่เลว”
ที่สำคัญคือ จวิ้นจู่กับคุณชายไม่คิดจะปิดบังเสียมากกว่ากระมัง
หนานกงมั่วหันกลับไปมองเว่ยจวินมั่วที่นั่งอยู่ด้านข้าง เอ่ย “หันอิงอานผู้นี้ เป็นบุคคลที่เซียวเชียนเยี่ยส่งมายังสีโจวเพื่อเจรจาหรือไม่”
เว่ยจวินมั่วเงียบอยู่ชั่วครู่ ส่ายหน้าเบาๆ “คงจะมิใช่ คิดจะโน้มน้าวหนิงอ๋อง หันอิงอานคุณสมบัติไม่เพียงพอ” แม้ระดับขั้นของหันอิงอานจะไม่ถือว่าต่ำ อีกทั้งยังเป็นบุตรชายของหันหมิ่น แต่สำหรับผู้ปกครองเมืองแล้วยังไม่เพียงพอ หนานกงมั่วเลิกคิ้ว “เช่นนั้นจะเป็นผู้ใด”
เว่ยจวินมั่วเอ่ย “หันอิงอานเป็นรองเจ้ากรมฝ่ายการทหาร อาจจะถูกส่งมาสอดส่องกองทัพของอี๋ชุนโหว” อานเซี่ยนับว่าอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ปะทะระหว่างกองกำลังราชสำนักและกองกำลังโยวโจว หากหันอิงอานได้ข่าวว่าพวกเขาจะมายังสีโจว ก็คงจะมาขัดขวางเอาไว้ก่อน
“เช่นนั้นข้าก็อยากรู้ขึ้นมาแล้ว ว่าเซียวเชียนเยี่ยจะส่งผู้ใดมาเจรจากับหนิงอ๋อง” หนานกงมั่ว
เว่ยจวินมั่วครุ่นคิด “อย่างไรก็คงหนีไม่พ้นไม่กี่คนนั่น” นับตั้งแต่เซียวฉุนตายไป อดีตฮ่องเต้ก็ไม่เหลือพี่น้องที่ใดอีก พี่น้องของอดีตรัชทายาทต่างก็เป็นผู้ปกครองเมือง ไม่ว่าภายนอกจะเป็นอย่างไรก็ตามทว่าอย่างน้อยในใจก็ไม่ถูกชะตากับเซียวเชียนเยี่ย แน่นอนว่าไม่มีทางมาช่วยเขาเจรจากับหนิงอ๋อง ดังนั้น บุคคลที่เซียวเชียนเยี่ยจะใช้งานได้ก็มีเพียงขุนนางเก่าแก่ที่อดีตฮ่องเต้ทิ้งเอาไว้ไม่กี่คนเพียงเท่านั้น
หนานกงมั่วไตร่ตรองแล้วก็คิดว่าถูก “ข้าเองก็อยากรู้ว่าคนที่เซียวเชียนเยี่ยส่งไปจะมีความสามารถอันใดเกลี้ยกล่อมหนิงอ๋องได้”
เช้าวันต่อมา เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จหนานกงมั่วก็จูงมือเว่ยจวินมั่วออกนอกเมืองไป ทะเลสาบมรกตอยู่ห่างจากเมืองอานเซี่ยเพียงสองสามลี้ เพียงเดินออกจากประตูเมืองก็มองเห็นระลอกคลื่นของทะเลสาบมรกตที่ใสสะอาด ทะเลสาบมรกตงดงามแต่ไม่สูญเสียความเงียบสงบไป ทว่าวันนี้กลับแตกต่างอยู่บ้าง แม้พวกเขาจะไปแต่เช้า ริมฝั่งทะเลสาบก็คึกคักแต่เช้า สองฝั่งถนนริมทะเลสาบเต็มไปด้วยร้านรวงมากมาย ดูคึกคักยิ่งกว่าเทศกาลโคมไฟเมื่อคืนหลายเท่านัก ตลอดทางหนานกงมั่วยังเห็นคน ‘คุ้นเคย’ หลายคน เพียงแต่คนคุ้นเคยเหล่านั้นเมื่อมองเห็นพวกเขาก็แทบจะปิดหน้าหนีไป เห็นชัดว่าคนเหล่านี้คือเจ้าของร้านที่เกือบถูกทั้งสองปล้นเมื่อคืน
หลิ่วหันเองก็ได้ยินถึงวีรกรรมของคุณชายและจวิ้นจู่ของตนมาบ้าง เห็นเช่นนั้นก็อดที่จะยกมือปิดริมฝีปากลอบขำไม่ได้
หนานกงมั่วจนปัญญา วันนี้นางก็ไม่คิดจะเล่นแล้วนี่นา เรื่องบางเรื่องเล่นซ้ำๆ ก็ไม่สนุกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องเช่นนี้แล้วสำหรับพวกเขาแล้วไม่ต่างอันใดกับการโกง ครั้งแรกน่าสนุกน่าสนใจ หากเล่นอีกก็เป็นการรังแกคนแล้ว
เป็นดั่งคำของผู้จัดการหอเย่ว์ปินบอก พื้นที่ของทะเลสาบมรกตมีน้อย น้ำในทะเลสาบกลับใสสะอาดไม่อาจเทียบได้ พื้นที่ในทะเลสาบที่เห็นได้กว่าครึ่งนั้นเต็มไปด้วยดอกบัว ยามนี้อยู่ในช่วงต้นเดือนหกแล้ว แม้ยังไม่ถึงฤดูที่ดอกบัวทางเหนือบานอย่างเต็มที่ทว่าท่ามกลางใบบัวสีเขียวเริ่มมีดอกบัวสีชมพูและสีขาวเกิดขึ้นมาแล้ว ท่ามกลางสีเขียว ดอกบัวหลากสีดูงามสง่า ดึงดูดคนให้หยุดยืนมอง มีเหล่าผู้คนที่มีความสามารถนั่งแต่งบทกวี เดินหมาก บรรเลงเพลงฉินอยู่ในศาลาข้างทะเลสาบจำนวนไม่น้อย สุนทรีย์เป็นที่สุด
“ใครว่าปัญญาชนทางเหนือไม่สุนทรีย์เท่าเจียงหนานกัน ยามนี้ดูเหมือนว่าดินแดนทางเหนือเองก็มีคนมีความสามารถมีชื่อเสียงไม่ธรรมดาเลยทีเดียว” หนานกงมั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม อย่างน้อยนางได้ยินบทกวีของคนเหล่านั้นหลายบทก็รู้สึกว่าไม่เลวนัก แม้นางแต่งกลอนไม่เป็น ทว่าถูกอาจารย์อาและศิษย์พี่เคี่ยวเข็ญมาหลายปี อย่างน้อยก็สามารถแยกแยะได้
เว่ยจวินมั่วเอ่ยถาม “ไปดูหรือไม่”
หนานกงมั่วรีบส่ายศีรษะ “ช่างเถิด ข้าไร้วาสนากับบทกวี”
ดวงตาสีม่วงของคุณชายเว่ยมีรอยยิ้มวาดผ่าน “งั้นช่างเถิด”