หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 814 ไม่ลึกซึ้งหรือ ข้าเต็มใจ (2)
ตอนที่ 814 ไม่ลึกซึ้งหรือ ข้าเต็มใจ (2)
หนานกงมั่วยิ้มพลางเอ่ย “หากคุณชายเว่ยอยากไปแสดงความสามารถ จวิ้นจู่อย่างข้าจะยอมไปเป็นเพื่อนก็ได้”
“ข้าจำได้ อู๋สยาบอกว่าไม่ชอบท่องบทกวี”
“…” เช่นนั้น ข้าไม่ชอบ ท่านก็จะไม่ไปหรือ ช่างเชื่อฟังดีเหลือเกิน ความจริงแล้วดวงตาสีม่วงของคุณชายเว่ยเป็นที่สนใจของผู้คน ชาวบ้านทั่วไปอาจไม่ได้สังเกต ต่อให้สังเกตเห็นก็ไม่คิดเชื่อมโยงถึงสิ่งใด แต่คนร่ำเรียนหนังสือรู้จักอันใดมากมักจะคิดมากกว่าคนทั่วไป บนโลกใบนี้คนที่จะตั้งใจสนใจแต่เรื่องของตนไม่ใส่ใจโลกภายนอกนั้นมีไม่มากนัก
ระหว่างที่เอ่ยกันอยู่นั้น แม่นางคนหนึ่งถือดอกไม้เดินตรงมาทางนี้อย่างเขินอาย หนานกงมั่วไม่ได้ใส่ใจ ดึงเว่ยจวินมั่วให้หลบมาอยู่ข้างทาง มองแม่นางถือดอกไม้ด้วยท่าทีระมัดระวัง บนถนนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมายหากชนเข้าคงไม่ดี
ไม่คิดว่าแม่นางผู้นั้นกลับตรงมาหยุดอยู่ตรงหน้าทั้งสอง หนานกงมั่วใจกระตุก มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างระมัดระวัง
“คุณชาย มอบให้ท่าน” สตรีทางเหนือออกจากเรือนไม่ได้สนใจคลุมผ้าบางปิดบังใบหน้านัก สตรีผู้นั้นดูงดงามไม่น้อย มองไปยังเว่ยจวินมั่ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความเขินอายและมีใจ
“…” คุณชายเว่ยมองสตรีตรงหน้าด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
สายตาของคุณชายเว่ยไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะรับความกดดันเอาไว้ได้ โดยเฉพาะสายตาที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกใดๆ ราวกับมองของตาย รอยยิ้มบนใบหน้าสตรีผู้นั้นแข็งค้างขึ้นมา สีหน้าค่อยๆ ซีดขาวลงไปมาก
“แม่นางผู้นี้ เขาคือสามีของข้า” เดิมทียังรู้สึกไม่พอใจ แต่ภายใต้สายตาเช่นนี้ของคุณชายเว่ย หนานกงมั่วก็รู้สึกเห็นใจสตรีผู้นี้อย่างอดไม่ได้
“ข้า…ข้าเพียงอยากมอบดอกไม้ให้กับคุณชายท่านนี้…” หญิงสาวราวกับจะร้องไห้ออกมา
หนานกงมั่วจึงสังเกตเห็น ในมือของหนุ่มสาวที่เดินไปมาต่างก็มีพวงดอกไม้หรือช่อดอกไม้ กระทั่งห่างออกไปไม่ไกลยังมีสตรีหลายคนที่มีท่าทีละล้าละลัง คงเป็นเพราะสีหน้าเย็นชาของคุณชายเว่ยจึงไม่กล้าก้าวเดินเข้ามา
“แม่นาง นี่ให้เจ้า” มีใครคนหนึ่งถือช่อดอกไม้มาปรากฏตัวขึ้น ครั้งนี้เป็นเด็กหนุ่มท่าทางอ่อนโยน ทว่าเมื่อช่อดอกไม้ถูกยื่นมาตรงหน้าหนานกงมั่ว สายตาของคุณชายเว่ยไม่ได้จับจ้องไปที่สตรีน่าสงสารผู้นั้นอีกแล้ว ทว่าเคลื่อนช้าๆ มาหยุดอยู่บนใบหน้าของเด็กหนุ่มท่าทางอ่อนโยนแทน เพียงแต่…รอบกายสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่กระจายออกมา
เด็กหนุ่มก้าวถอยไปหนึ่งก้าวอย่างอดไม่ได้ ทว่าสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่หนานกงมั่ว “แม่นาง ได้โปรดรับดอกไม้ของข้าเอาไว้ด้วยเถิด”
“เอ่อ…” หนานกงมั่วกุมขมับ “ข้าแต่งงานแล้ว อีกทั้ง มีลูกแล้วด้วย” สายตาของเด็กหนุ่มคนนั้นฉายแววผิดหวัง ทว่ายังคงยืนยัน “เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร ข้าให้เจ้า”
ที่แท้ การให้ดอกไม้ในเมืองอานเซี่ยไม่ใช่การขอแต่งงานหรือขอความรักหรอกหรือ
ถูกคนมากมายจับจ้องจึงทำตัวไม่ถูก หนานกงมั่วตัดสินใจรีบจบสถานการณ์ตรงหน้าจะดีกว่า จึงยื่นมือออกไปรับช่อดอกไม้ ทว่ากำลังจะยื่นมือออกไปกลับถูกคนจับเอาไว้ มือข้างหนึ่งของเว่ยจวินมั่วจับข้อมือนางเอาไว้ มืออีกข้างยื่นออกไปรับช่อดอกไม้จากเด็กหนุ่มอ่อนโยนผู้นั้น
เด็กหนุ่มเบิกตากว้าง ทว่าภายใต้ดวงตาสีม่วงแหลมคมของคุณชายเว่ยอย่างไรก็ไม่กล้าปฏิเสธ จำต้องมองชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้ารับดอกไม้ของตนเองไปด้วยสีหน้าขมขื่น ฮือๆ การมอบดอกไม้ให้สตรีครั้งแรกในชีวิต ไยจึงโดนบุรุษรับไปเล่า ชาตินี้ทั้งชาติเขาจะสามารถหาสตรีที่ตรงใจได้หรือไม่
หนานกงมั่วหัวใจกระตุก ยื่นมือไปรับพวงดอกไม้จากมือของเด็กสาวที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเช่นกัน
ดังนั้น ชาวเมืองอานเซี่ยที่เดินผ่านไปผ่านมาจึงได้นิ่งอึ้งด้วยความตกใจ เทศกาลเทพบุปผาหนุ่มสาวสามารถมอบดอกไม้ให้กันและกัน ประเพณีที่ได้พบเจอหน้ากันได้ชื่นชอบจนกระทั่งแต่งงานกันเช่นนี้มีมานานหลายร้อยปีแล้ว หากไม่มีคนที่ถูกตาก็สามารถมอบให้กับคนที่ตนชื่นชมได้ นี่ก็เหมือนกับในสมัยโบราณยามสตรีต้องตาบุรุษรูปงามแล้วใช้ผลไม้เพื่อแสดงความรู้สึกออกไป ทว่าไม่ได้หมายความว่าจะต้องรับความรักจากอีกฝ่ายเสมอไป แต่ว่า…ใครก็ไม่เคยเห็นบุรุษรับดอกไม้ของบุรุษ สตรีรับดอกไม้ของสตรีนี่นา
“ฮ่าๆ” ทันใดนั้นเสียงหัวเราะดังลั่นอย่างไร้มารยาทพลันดังขึ้น ทุกคนหันกลับไป มองเห็นเรือลำเล็กอยู่กลางทะเลสาบไม่ไกลออกไป ชายในอาภรณ์สีม่วงคนหนึ่งเกาะอยู่ที่กาบเรือเงยหน้าหัวเราะแทบหงายหลัง ความจริงข้าเองก็อยากรู้ว่าเทศกาลเทพบุปผานี้จะเคยมีการมอบดอกไม้ระหว่างบุรุษหรือสตรีด้วยกันหรือไม่ ที่แท้ก็มีจริงๆ น่าเสียดาย…ที่เป็นสถานการณ์เช่นนี้”
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว แม้ว่าชายหนุ่มจะเปลี่ยนชุดแต่ก็ยังจำได้ ก็คือชายหนุ่มที่เห็นเมื่อคืนนั่นเอง
ชายหนุ่มผู้นั้นราวกับยังมองความสนุกไม่เพียงพอ ยิ้มตาหยี “ไม่ว่าชายชายหญิงหญิง อย่างไรก็เป็นคนงามโดดเด่นสองคน มอบให้ผู้ใดก็ไม่เสียดาย ใช่หรือไม่”
มิใช่หรือ เหล่าชายหญิงที่ถือดอกไว้มองสบตากัน ไม่ใช่ว่าให้ดอกไม้แล้วจะขอความรักจากอีกฝ่ายได้เสียหน่อย เพียงได้มีส่วนร่วมก็เท่านั้น ใครที่มีคนในใจแล้วก็ช่างเถิด ชายหนุ่มหญิงสาวไม่มีคนในใจเดิมทีก็ทึ่งกับความงดงามของทั้งสองยามนี้จึงถือดอกไม้ทยอยเดินเข้ามาหา เมื่อจำนวนคนมากขึ้น แม้แต่รังสีโหดเหี้ยมของคุณชายเว่ยก็ไม่อาจห้ามผู้คนที่เข้ามาด้วยความกระตือรือร้นได้ ผ่านไปนานพวงดอกไม้และช่อดอกไม้มากมายถูกยัดมาอยู่ตรงหน้าหนานกงมั่ว ด้านหลังคือทะเลสาบ รอบข้างเป็นผู้คน อยากซ่อนตัวก็ไม่อาจซ่อนได้ ไม่ว่าหนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่ว แม้กระทั่งซิงเวยและหลิ่วหันที่หลบอยู่ทางด้านหลังของทั้งสองเองก็ยังได้รับช่อดอกไม้อยู่หลายช่อ
“คนหนุ่มสาวเมืองอานเซี่ยช่างเป็นมิตรอย่างน่าอิจฉา” ชายในอาภรณ์สีม่วงยกแก้วเหล้าเงยหน้าดื่มเข้าไปในอึกเดียว ถอนหายใจออกมา
‘ฟิ้ว!’ เสียงกระแสลมพุ่งออกจากฝั่งไป ตรงเข้าหาชายในอาภรณ์สีม่วงผู้นั้น ชายในอาภรณ์สีม่วงรีบพลิกตัวหลบ เพียงเขาขยับกระแสลมอีกหลายระลอกก็พุ่งเข้าหาเขาอีกครั้ง เรือลำเล็กไม่อาจพาร่างหลบไปที่ใดได้ นอกเสียจากว่าเขาต้องหมอบตัวหลบโดยไม่สนภาพลักษณ์อยู่บนพื้นเรือ มิเช่นนั้นก็ไม่อาจหลบหลีกได้ แน่นอนว่าชายในอาภรณ์สีม่วงไม่มีทางหมอบลงไปบนพื้นให้ขายหน้า พลันมองเห็นอาวุธลับพุ่งเข้ามาอีกครั้งทว่าไม่คิดเอาชีวิต ศีรษะรู้สึกชาขึ้นมา ชายหนุ่มยกมือขึ้นไปสัมผัส ดึงดอกไม้สีชมพูออกมาจากบนศีรษะ มองดอกไม้สีชมพูบอบบางในมือ ชายในอาภรณ์สีม่วงได้แต่ยิ้มขมขื่นอย่างจนปัญญา
เหล่าสตรีที่ริมฝั่งก็อดไม่ได้ยกมือป้องปากหัวเราะขึ้นมา ภาพของชายหนุ่มในอาภรณ์หรูหราสีม่วงทว่ามีดอกไม้หลากสีปักเต็มไปหมดทำให้ผู้คนหัวเราะคิกคัก หนานกงมั่วเลิกคิ้ว ส่งสัญญาณให้หลิ่วหัน หลิ่วหันสบตา โยนช่อดอกไม้ในมือออกไป ทิศทางแน่นอนว่าเป็นเรือบนทะเลสาบที่ไม่ไกลออกไป
เพราะชายหนุ่มต้องการมาหัวเราะเย้ยหยันพวกหนานกงมั่วทั้งสองคนจึงตั้งใจขยับเรือเข้าใกล้ฝั่ง ครานี้คิดจะหนีก็ไม่อาจหนีได้ทัน
หลังจากหลิ่วหัน ซิงเวยเองก็ปาดอกไม้ในมือออกไป มีทั้งสองเป็นตัวอย่าง ผู้คนต่างก็พากันปาดอกไม้ใส่เรือลำนั้น เดิมทีด้วยแรงของสตรีเหล่านี้ไม่อาจโยนไปถึงเรือได้ แต่ไม่รู้ทำไม หลังจากถูกโยนออกไปดอกไม้ก็เปลี่ยนทิศทางตรงดิ่งร่วงลงบนเรือในท้ายที่สุด เพียงไม่นานเรือเล็กที่ไม่สะดุดตาก็กลายเป็นเรือดอกไม้ บนเรือที่มีดอกไม้บานสะพรั่งหากเป็นหญิงสาวสักคนนั่งอยู่คงเป็นภาพที่งดงามไม่น้อย แต่ว่ายามนี้กลับเป็นชายในอาภรณ์สีม่วง…สีหน้าไร้ความรู้สึก มีดอกไม้ปักอยู่บนศีรษะ ที่กำลังนั่งอยู่บนเรือ