หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1095 โห่ร้องหน้าประตูวัง (2)
ตอนที่ 1095 โห่ร้องหน้าประตูวัง (2)
เหอเหวินลี่เคาะจมูก ก็ได้
โบกมือ “เด็กๆ เอาตัวไป”
“พวกเจ้ากล้าหรือ” ทุกคนรีบตะโกนเสียงดังขึ้น เก้ามิ่งขั้นหนึ่งสองคนถือราชโองการแต่งตั้งจากอดีตฮ่องเต้ ของเช่นนี้เดิมทีต้องวางไว้ที่ศาลบรรพชนในบ้านของตน ยามนี้ยังเอามาด้วยแล้ว ราชโองการอยู่ตรงหน้า นอกเสียจากจะมีราชโองการของฮ่องเต้อีกราชโองการ ดังนั้นต่อหน้าผู้คนแล้ว พวกเขาคงไม่อาจลงมือได้
เหอเหวินลี่ยักไหล่ มองไปยังเฉินอวี้ ตอนนี้จะทำเช่นไรดี
สีหน้าของเฉินอวี้ทะมึนลง ครุ่นคิดอยู่ในใจว่าควรใช้วิธีพิเศษอันใดหรือไม่ ไม่ว่าอย่างไรต้องควบคุมสถานการณ์เอาไว้ก่อนจึงจะได้ ยามนี้เมืองจินหลิงอยู่ในการควบคุมของพวกเขา แต่ความเป็นจริงกลับไม่ได้นิ่งสงบ ดูสิ ท่านอ๋องเพิ่งมีธุระ คนพวกนี้ก็รีบเตรียมการสร้างความวุ่นวายขึ้นมาแล้ว
“นี่กำลังทำอันใดอยู่หรือ” ในตอนที่เฉินอวี้กำลังลำบาก เสียงหนานกงมั่วพลันดังขึ้นด้านหลังกลุ่มคน ผู้คนต่างพากันชะงัก รีบหลีกทางให้หนานกงมั่วเดินผ่านไป คนที่อยู่ตรงนั้นส่วนใหญ่รู้จักหนานกงมั่ว “ซิงเฉิงจวิ้นจู่หรือ”
เซียวเชียนจย่งเดินตามหลังหนานกงมั่วมา ปรายตามองคนเหล่านี้พร้อมควงกริชสั้นในมือที่เหน็บอยู่ที่เอว
“จวิ้นจู่” เฉินอวี้รีบก้าวขึ้นไปด้านหน้า เอ่ยเล่าเรื่องราวทั้งหมดเสียงเบาอย่างรวดเร็ว เขาไม่รู้ว่าท่านอ๋องและคุณชายเว่ยไปทำอันใดอยู่จึงไม่สามารถปรากฏตัวได้ แต่ซิงเฉิงจวิ้นจู่ก็เป็นลูกสะใภ้ของเยี่ยนอ๋อง อย่างน้อยก็สามารถตัดสินใจได้มากกว่าพวกเขา เพียงแต่เช่นนี้เกรงว่า…คงจะไม่ดีต่อชื่อเสียงของจวิ้นจู่
หนานกงมั่วมองสายตาของเฉินอวี้ ยิ้มบางแล้วจึงเอ่ย “แม่ทัพเฉินไม่ต้องเป็นกังวล”
หนานกงมั่วหันกลับมา กวาดตามองทุกคนด้วยสายตาเรียบนิ่ง เอ่ย “ทุกท่านมีเรื่องอันใดไม่อาจพูดคุยดีๆ ได้ ถึงได้บุกมาขวางประตูวังเช่นนี้”
“พวกเราจะเข้าเฝ้าไทเฮา”
“นายท่านของพวกข้าเข้าวังไม่ได้กลับออกมา ไม่รู้จะเป็นหรือตาย”
“ขอซิงเฉิงจวิ้นจู่เมตตา ปล่อยนายท่านของพวกเราด้วยเถิด”
เกิดความโกลาหลขึ้น เหอเหวินลี่ที่อยู่ด้านข้างกระตุกมุมปาก คนพวกนี้สมองมีปัญหาหรือว่าตั้งใจ ปล่อยคนพวกนั้น เรื่องเช่นนี้ซิงเฉิงจวิ้นจู่ตัดสินใจได้หรือ ดูเหมือนที่เอ่ยว่าเป็นห่วงคนในครอบครัวจะเป็นเรื่องโกหก หาเรื่องใส่ตัวถึงจะเป็นเรื่องจริง
หนานกงมั่วไม่รีบร้อน รอคนเหล่านี้เอ่ยจบก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเนิบ “สิ่งที่พวกท่านเอ่ยเหล่านี้ จวิ้นจู่เช่นข้าไม่อาจตัดสินใจได้ เพียงแต่…ฮูหยินทั้งสองอยากเข้าเฝ้าไทเฮานั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทหาร เชิญท่านผู้เฒ่าทั้งสองเข้าวังเถิด”
“ขอรับ จวิ้นจู่”
องครักษ์ก้าวขึ้นมา เดินไปหยุดอยู่หน้าฮูหยินทั้งสอง “ทั้งสองท่าน เชิญ”
หนานกงมั่วตอบรับง่ายเพียงนี้ หญิงชราที่เรียกร้องอยากเข้าเฝ้าไทเฮากลับลังเล เพราะพวกนางสามารถนำผู้ติดตามเข้าวังได้เพียงสองคน ยามนี้วังหลวงมีเยี่ยนอ๋องควบคุม ใครจะรู้เล่าว่าเข้าไปแล้วจะได้ออกมาหรือไม่
เห็นท่าทางลังเลของพวกนาง หนานกงมั่วเลิกคิ้วพลางเอ่ย “ท่านทั้งสองอยากเข้าเฝ้าไทเฮามิใช่หรือ ไยจึงไม่เข้าไปเล่า”
ทุกคนไม่อาจเอ่ยสิ่งใดออกมา คงไม่ใช่ว่าเอาพวกเขาเข้าไปแล้วสังหารเลยกระมัง
หนานกงมั่วพลันเข้าใจ ยิ้มบาง เอ่ย “ฮูหยินทั้งสองวางใจเป็นพอ จวิ้นจู่เช่นข้าเป็นคนมีเหตุผล ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่กล้าทำอันใดต่อเก้ามิ่งขั้นหนึ่งที่อดีตฮ่องเต้แต่งตั้ง ทั้งสองท่านบอกว่าอยากเข้าเฝ้าไทเฮา ตอนนี้กลับไม่เข้าแล้ว หรือว่า…ไม่เห็นไทเฮาอยู่ในสายตาแล้วหรือ” เมื่อเอ่ยประโยคนี้ หญิงชราพลันแข้งขาอ่อนขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ อย่างไรประตูวังหลวงแห่งนี้พวกนางก็ต้องเข้า ไม่อยากเข้าก็ต้องเข้าแล้ว
คนอื่นๆ ลอบยกสองมือประกบแสดงความเคารพอยู่เงียบๆ ซิงเฉิงจวิ้นจู่ผู้นี้ร้ายกาจจริงๆ เอ่ยอย่างไรให้พวกเขาเข้าหรือไม่เข้าไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด อีกทั้งยังต้องเสียเครื่องรางป้องกันตัวไปถึงสองชิ้น ซิงเฉิงจวิ้นจู่บางทีอาจทำอันใดหญิงชราสองคนนี้ไม่ได้ ให้พวกนางอยู่ในวังเป็นเพื่อนไทเฮาสักสองสามก็เพียงพอแล้ว
หนานกงมั่วโบกมืออย่างพึงพอใจ “ฮูหยินทั้งสองเชิญเข้าเถิด ทั้งสองท่านอายุมากแล้ว ระวังอย่าได้ละเลยเล่า”
“ขอรับ จวิ้นจู่” มองหญิงชราทั้งสองที่ถูกประคองเดินสั่นระริกเข้าประตูวังไป มีคนเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ “ซิงเฉิงจวิ้นจู่ เจ้า…”
หนานกงมั่วหันมา มองคนที่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม เอ่ย “เรื่องอื่น จวิ้นจู่เช่นข้าไม่อาจตัดสินใจได้ หากทุกท่านมีเรื่อง อีกสองวันค่อยมาใหม่ ถึงตอนนั้นเยี่ยนอ๋องคงมีเวลาว่างแล้ว ในเมื่อพวกท่านรอมาได้ตั้งหลายวัน ใช่ว่าจะรอไม่ได้อีกสักสองวันกระมัง หรือว่า…ทุกท่านได้ข่าวว่าเยี่ยนอ๋องมีธุระไม่อาจมาจัดการได้ จึงได้มารังแกคนอายุน้อยอย่างพวกข้าที่ไม่อาจทำอันใดได้”
คนอายุน้อยไม่อาจทำอันใดได้อย่างนั้นหรือ หากคนอายุน้อยเป็นเหมือนซิงเฉิงจวิ้นจู่ทุกคน คนอย่างพวกเขาก็สมควรตายไปตั้งนานแล้ว
มองคนผู้นั้นมีท่าทีไม่ยินยอม หนานกงมั่วจึงเอ่ยต่อ “สำหรับสองวันนี้ เพื่อไม่ให้ทุกท่านต้องเบื่อหน่ายจนเกินไป ก็เชิญไปยังเขตอิ้งเทียนกับใต้เท้าเหอสักครั้งเป็นอย่างไร อย่างไรเสียการบุกประตูวังไม่ลงโทษก็คงไม่ได้ ทุกท่านมีความกล้าบุกมาโห่ร้องที่นี่ คิดว่าคงเตรียมตัวรับโทษมาแล้วหรือไม่ ใต้เท้าเหอ นี่นับว่ามีโทษอย่างไร”
เหอเหวินลี่ยิ้มพลางเอ่ย “ประตูวังหลวงศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดก้าวล่วง บุกประตูวังหลวง โทษหนักถึงตาย โทษเบาเนรเทศ”
ในกลุ่มคน ผู้คนไม่น้อยต่างตื่นตกใจจนหน้าซีด
หนานกงมั่วเอียงคอครุ่นคิด เอ่ย “เรื่องนี้…หนักเกินไปหรือไม่”
เหอเหวินลี่เอ่ย “นี่เป็นกฎหมายที่ประกาศชัดเจนของต้าเซี่ย คนที่อยู่ที่นี่คงรู้ดีไม่น้อย จริงสิ ทั้งๆ ที่รู้ยังทำผิด เพิ่มโทษอีกขั้น”
หนานกงมั่วยักไหล่ “เช่นนั้นก็ทำอันใดไม่ได้แล้ว เอาตัวไปเถิด”
ฟังคำของหนานกงมั่ว ทุกคนพลันแตกตื่นขึ้นมา พวกเขามาที่นี่เพราะคิดว่ากฎหมายจะไม่อาจสู้คนหมู่มากได้ อีกทั้งคนที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นตระกูลใหญ่มีอำนาจ ตระกูลสองตระกูลไม่สนใจได้ แต่เมื่อมีหลายตระกูลเพิ่มเข้ามาไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีคนกล้าล่วงเกิน แต่ไม่คิดว่าซิงเฉิงจวิ้นจู่ผู้นี้จะไม่ไว้หน้าแม้เพียงนิด
“ซิงเฉิงจวิ้นจู่ ท่านจะทำเยี่ยงนี้มิได้ พวกข้า…”
“ข้าไม่อยากรู้ว่าพวกเจ้าเป็นใคร” หนานกงมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าเพียงรู้ว่ากษัตริย์ทำผิดมีโทษเดียวกันกับราษฎร ทั้งๆ ที่รู้ว่าผิด ยังกล้ามาก่อเรื่อง หรือว่าทุกท่านยังกล้าบอกกับข้าว่าไม่ได้ตั้งใจอย่างนั้นหรือ อย่าเสียเวลาเปล่า เอาตัวไป”
“ขอรับ”
“ไม่ พวกเราไม่ได้มาเอง เป็นเขา…เป็นเขาที่ยุยงพวกเรามา”
“ใช่ ใช่ ใช่ เพราะเขาบอกว่าเยี่ยนอ๋องจะไม่ลงโทษพวกเรา พวกเราถึงได้มา”
ผู้คนต่างชี้ไปยังไม่กี่คนพร้อมเอ่ยขึ้น หนานกงมั่วโบกมือ องครักษ์พลันปรากฏตัวพร้อมนำตัวไม่กี่คนนั้นแยกออกมาจากกลุ่มคน คนเหล่านี้เห็นได้ชัดว่าไม่คิดว่าตนจะถูกขายโดยไม่มีความเกรงใจเช่นนี้ ไม่ทันได้ตั้งสติให้ดีด้วยซ้ำ
หนานกงมั่วกวาดตามองคนที่โดนควบคุมตัวออกมา เม้มปากพลางยิ้มบาง “เอาตัวไปก่อน ส่วนคนอื่นที่เหลือ…”
“ข้าขอพบซิงเฉิงจวิ้นจู่” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาทันใด ทุกคนหันกลับไปเห็นเซี่ยโหวและผู้นำตระกูลฉินเดินเข้ามา ที่เดินตามพวกเขาเข้ามายังมีองค์หญิงหลิงอี๋ที่ไม่ได้เจอมาหลายวัน
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เสด็จน้า เซี่ยโหว นายท่านฉิน”
ทั้งสามคนเดินมาถึงประตูวังหลวง องค์หญิงหลิงอี๋เลิกคิ้วพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “โอ้ คนมากมายมาล้อมอยู่หน้าประตูวัง จะทำอันใดกันหรือ”
ทุกคนไม่กล้าเอ่ยปาก หนานกงมั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “บอกว่าเป็นห่วงใต้เท้าของจวน อยากพบเยี่ยนอ๋อง เพียงแต่ไม่กี่วันนี้เสด็จลุงมีธุระ แต่ทุกคนกลับไม่อาจรอได้เพคะ ก็เลย…”
องค์หญิงหลิงอี๋ส่งเสียงหยัน เลิกคิ้วพลางเอ่ย “มีอันใดต้องกังวลกัน คนที่ถูกฝ่าบาทที่เรียกตัวเข้าวังมาจะไม่มีกินงั้นหรือ ในเมื่ออู๋สยาบอกว่าพี่สามมีธุระ พวกเจ้าหลายคนมากดดันกับเด็กไม่กี่คน ไม่อายหรือ วันนี้พี่สามมีธุระ พรุ่งนี้ก็มีธุระอยู่ เลยทำให้พวกเจ้าคิดว่าเขาจะมีธุระทุกวันอย่างนั้นหรือ”
ฟังวาจาขององค์หญิงหลิงอี๋ ทุกคนพลันรู้สึกเย็นยะเยือกอยู่ในใจ ใช่ ตอนนี้เยี่ยนอ๋องไม่ว่างมาสนใจพวกเขา แต่ไม่ได้หมายความว่าเยี่ยนอ๋องจะไม่ว่างตลอดเวลานี่นา ไยจึงถูกยุยงเพียงไม่กี่ประโยคก็มาก่อเรื่องตามเขาได้เล่า
คนที่ขี้ขลาดสักหน่อยรีบเอ่ยอย่างระมัดระวัง “องค์หญิงทรงปรีชาสามารถ พวกเราเพียงกังวล มิกล้าทำให้องค์หญิงและจวิ้นจู่ต้องลำบาก” ตั้งแต่ต้นจนจบ มีแต่ซิงเฉิงจวิ้นจู่ต่างหากที่ทำให้พวกเขาหวาดกลัว
เซี่ยโหวและนายท่านฉินมองสบตากัน เซี่ยโหวเอ่ยขึ้น “จวิ้นจู่ ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ทำไปเพราะความใจร้อนชั่ววูบ ขอจวิ้นจู่ได้โปรดเมตตา ขอจวิ้นจู่ลดโทษให้พวกเขาด้วยเถิด”
“เซี่ยโหวกล่าวมีเหตุผล ขอจวิ้นจู่ลดโทษด้วยเถิด”
องค์หญิงหลิงอี๋เอ่ยอย่างเกียจคร้าน “อู๋สยา ข้าดูแล้วคนพวกนี้นั้นไร้สมองถูกคนยุยงปลุกปั่น เจ้าเพียงสั่งสอนพวกเขาให้หลาบจำก็พอแล้ว”
มีสามคนช่วยร้องขอ ผู้คนจึงรีบพยักหย้า เอ่ย “จวิ้นจู่ได้โปรดอภัย พวกข้าโง่เขลาถึงได้ทำเรื่องเช่นนี้”
“พวกเราผิดไปแล้ว ขอจวิ้นจู่ได้โปรดอภัย”
หนานกงมั่วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ยอมรับผิดก็ดี ครุ่นคิดชั่วครู่ หนานกงมั่วเอ่ย “เห็นแก่คำขอร้องของต้าจั่งกงจู่ เซี่ยโหวและนายท่านฉิน ข้าจะสั่งการลงโทษใหม่ คนที่เป็นผู้นำ โบยยี่สิบไม้ ปรับเงินหนึ่งพันตำลึง คนติดตามขังห้าวัน ปรับเงินห้าร้อยตำลึง มีผู้ใดมีปัญหาหรือไม่” คนเหล่านี้ แน่นอนว่าไม่รวมกับคนที่ถูกแยกตัวออกมา
จากโทษหนักถึงตายหรือเนรเทศ กลายเป็นโบยยี่สิบไม้กักขังห้าวัน นี่ไม่ใช่โทษหนักเป็นเบา เห็นได้ชัดว่านี่คือสวรรค์เมตตา ไหนเลยยังจะไม่พอใจได้ ผู้คนรีบเอ่ยขอบคุณ คนที่ต้องถูกโบยแน่นอนว่ายังไม่พอใจอยู่บ้าง ส่วนใหญ่เป็นคนที่เสนอตัวมาก่อเรื่องเอง
หนานกงมั่วโบกมือสั่งคนเอาตัวคนเหล่านี้ไป ประตูวังหลวงพลันเงียบสงบลงไม่น้อย มองไปยังทั้งสาม หนานกงมั่วยกมือขึ้นประสาน เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อู๋สยาขอบคุณท่านทั้งสาม”
ความจริงต่อให้เหล่าเซี่ยโหวไม่มา แน่นอนว่าหนานกงมั่วไม่อาจสังหารหรือเนรเทศพวกเขาเหล่านี้ได้ คนเหล่านี้เป็นคนตระกูลใหญ่ในจินหลิงแล้วกว่าครึ่ง หากทำเช่นนั้นจริงๆ แตกต่างไปจากการทะเลาะกับคนครึ่งจินหลิงอย่างไรกัน ดังนั้น เซี่ยโหวทั้งสามคนมา เป็นการให้ทางลงที่เหมาะสมกับหนานกงมั่ว ทั้งสำเร็จตามเป้าหมาย ทั้งทำให้เห็นว่าหนานกงมั่วเห็นแก่หน้าของทั้งสามคนจึงลดโทษให้ เช่นเดียวกัน ทำให้เห็นหลักฐานว่าคนเหล่านี้บุกมาที่ประตูวังจริงๆ เห็นได้ชัดถึงความเอื้ออาทรของคนจวนเยี่ยนอ๋อง
เซี่ยโหวส่ายศีรษะ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จวิ้นจู่เกรงใจแล้ว เป็นเรื่องสมควรเท่านั้น”
หนานกงมั่วเอ่ย “เซี่ยโหวยื่นมือเข้ามา ช่วยอู๋สยาได้มาก อู๋สยายังมีเรื่อง หาโอกาสมาแสดงความขอบคุณท่านทั้งสองและเสด็จน้าในคราวหน้า” เอ่ยจบ สายตาของหนานกงมั่วพลันเคลื่อนไปยังชายไม่กี่คนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ เลิกคิ้วพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ทุกท่าน ตอนนี้…พวกเรามาคุยกันดีๆ ได้แล้ว”