หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1089 แค้นเคืองซึ่งกันและกัน (2)
ตอนที่ 1089 แค้นเคืองซึ่งกันและกัน (2)
นายหญิงใหญ่ร้องไห้อยู่นาน มองผ่านซอกนิ้วเห็นบุตรชายใบหน้าเรียบตึงไม่รู้กำลังคิดสิ่งใดอยู่ ราวกับไม่ได้ยินเสียงร้องไห้ของตน พลันโกรธขึ้นมาไม่รู้จะจัดการอย่างไร
ด้านข้าง เฝิงซื่อโน้มตัวลงมาประคองนายหญิงใหญ่เว่ยท่าทางว่านอนสอนง่าย “ท่านแม่ ท่านพี่อารมณ์ไม่ดี ท่านก็อย่าได้ร้องไห้เลย รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าคะ”
ยังเอ่ยไม่ทันจบ นายหญิงใหญ่เว่ยหลันหันกลับมาฟาดฝ่ามือเข้าที่ใบหน้าของเฝิงซื่ออย่างรุนแรง ชี้หน้าเฝิงซื่อด่าทอเสียงดัง “เพราะหญิงแพศยาเช่นเจ้า หากไม่มีเจ้าตระกูลเว่ยไหนเลยจะมีวันนี้ได้ หากไม่ใช่เพราะเจ้ามีความโลภต่อความรุ่งเรืองของจวนจิ้งเจียงจวิ้นอ๋อง ไม่รู้จักละอายล่อลวงเฟยเอ๋อร์ องค์หญิงก็ยังเป็นลูกสะใภ้ของข้า ให้กำเนิดหลานชายที่ว่านอนสอนง่ายกับข้า ดาวหายนะทั้งสองที่เจ้าคลอดมันออกมา ทำให้ครอบครัวของเราน่าเวทนาเพียงนี้ น่าสงสารอี้เอ๋อร์ไม่รู้ว่าถูกใครทรมานอย่างไร เจ้าหญิงแพศยา ดาวหายนะ ตัวโชคร้าย”
เฝิงซื่อลุกขึ้น สายตาทะมึนมองหญิงชราผมยุ่งเหยิงราวกับคนบ้าตรงหน้า
นายหญิงใหญ่เว่ยถูกสายตาเช่นนั้นของนางมองจนขนลุกขนพองอยู่ในใจ คำด่าทอเหยียดหยันพลันค่อยๆ หายไปไม่อาจเอ่ยออกมาอีก ทำได้เพียงเอ่ยเสียงดัง “เจ้าจะทำอันใด”
เฝิงซื่อยกมือขึ้นกุมใบหน้าที่โดนตบจนแสบร้อน พลันหัวเราะขึ้นมา “เหอะๆ ท่านน้า ตอนนั้นมิใช่ท่านหรือที่บอกว่าองค์หญิงฉังผิงเย่อหยิ่งทะนงตนไม่เหมาะที่จะเป็นบุตรสะใภ้ของท่าน พยายามจับคู่ให้ข้าและท่านพี่ มิใช่ท่านหรือที่เอาแต่ลอบสาปแช่งองค์หญิงฉังผิงอยู่ทุกวัน ต่อหน้าอดีตฮองเฮากลับเสแสร้งว่ารักองค์หญิงฉังผิงมาก อดีตฮองเฮาถึงได้ตกลงยกองค์หญิงฉังผิงให้ มิใช่ท่านหรือที่เอาแต่บ่นองค์หญิงฉังผิงไม่รักษาขนบธรรมเนียมต่อหน้าบุตรชายของท่านตลอด บอกว่ามักหาโอกาสอ้างว่าจะเข้าวังไปถวายพระพรอดีตฮองเฮา แท้จริงแล้วไม่รู้ไปทำอันใด มิเช่นนั้นท่านพี่จะสงสัยชาติกำเนิดของคุณชายเว่ยโดยไม่ถามอันใดสักคำได้อย่างไร ท่านน้าท่านยังเอาแต่ชื่นชมปั๋วเอ๋อร์และเจ๋อเอ๋อร์ว่าสมแล้วที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านพี่ บอกว่าโชคดีอยู่มิใช่หรือ ไยตอนนี้ถึงได้ด่าพวกเขาว่าเป็นตัวซวยแล้วเล่า”
เอ่ยถึงสิ่งนี้ ดวงตาที่เฝิงซื่อมองไปยังนายหญิงใหญ่เว่ยยิ่งโกรธแค้นมากขึ้น นางไม่ได้มีความคิดอันใดกับเว่ยหงเฟยตั้งแต่แรก หากไม่ใช่เพราะนายหญิงใหญ่เว่ยไม่ชอบองค์หญิงฉังผิง ตั้งใจรับนางมาเลี้ยงดู เอ่ยกรอกหูนางอยู่ตลอดเวลา นางจะมาเป็นชายารองให้เว่ยหงเฟยได้อย่างไรกัน บุตรชายทั้งสองจะตายอย่างน่าอนาถเช่นนั้นได้อย่างไร ยังต้องมาถูกหญิงชรานี่ก่นด่าเหยียดหยันอยู่ทุกวัน หากไม่ใช่เพราะเว่ยหงเฟยไร้ความสามารถจะพ่ายแพ้แก่เว่ยจวินมั่วได้อย่างไร ยังทำให้บุตรชายของนางต้องมาตาย หญิงชราผู้นี้ยังกล้ามาต่อว่าบุตรชายของนางอีก
“อยากเกาะเชื้อพระวงศ์ ทว่ารังเกียจตำแหน่งสูงส่งขององค์หญิงมาก เพราะท่านและบุตรชายของท่านรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก? นี่นับว่า…อยากทำเลวด้วยทั้งอยากให้คนอื่นนับถือด้วยหรือ” เฝิงซื่อเอ่ยเย้ยหยันด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าเหลวไหล” หญิงชราโมโหขึ้นมา ลุกขึ้นอยากเข้าไปตบหน้าเฝิงซื่อ ทว่าคนอายุมากเพียงนี้คงไม่คล่องแคล่วเช่นนั้น
เฝิงซื่อก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อหลบหลีกนาง “ละอายจนโกรธแล้วอย่างนั้นหรือ วันนี้พวกท่านไปทำอันใดกัน เห็นว่าบุตรชายขององค์หญิงฉังผิงมีอำนาจ จึงอยากไปเกาะพวกเขาอีกอย่างนั้นหรือ แต่ไม่คิดว่าพวกเขาจะไม่สนใจพวกท่านเลยแม้เพียงนิด กลับทำไม่สำเร็จจนถูกจับเข้าห้องขังหรือ” เอ่ยถึงเรื่องนี้ เฝิงซื่อยิ่งโกรธขึ้นมา เอ่ยเสียงดัง “พวกท่านทำเรื่องชั่วช้าเอง เรื่องอันใดต้องลากข้ามาเกี่ยวด้วย ข้าถูกพวกท่านทำร้ายจนไม่เหลือแม้แต่บุตรชาย พวกท่านยังจะมาทำร้ายข้าอีกหรือ”
หลังจากบุตรชายทั้งสองถูกตัดหัว เฝิงซื่อเองก็เคยโกรธ โกรธผู้คนมากมาย โกรธฮ่องเต้ โกรธองค์หญิงฉังผิง โกรธเว่ยจวินมั่ว แต่ว่าสุดท้ายนางพบว่าคนที่นางโกรธที่สุดคือสามีและแม่สามีของตนเอง เพียงแต่เฝิงซื่อไม่ใช่คนโง่ นางสามารถเอาอกเอาใจนายหญิงใหญ่เว่ยและเว่ยหงเฟยมากว่ายี่สิบปีเช่นนี้ได้ แน่นอนว่าไม่ได้โง่ นางสูญเสียลูกชายไป แต่ยังเหลือหลานชายหนึ่งคนหลานสาวหนึ่งคน แม้จะเป็นเชื้อสายรองทั้งหมด แต่อย่างไรก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง นางเพียงอยากเลี้ยงดูเด็กทั้งสองให้เติบใหญ่ ไม่แน่ว่าวันใดอาจมีโอกาสลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง แต่ว่า…คนโง่พวกนี้ไปทำอันใดอีก ต่อให้โง่เพียงใดก็ต้องคิดได้ว่าเว่ยจวินมั่วและหนานกงมั่วจะให้อภัยพวกเขาได้อย่างไร
นับตั้งแต่วันที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับองค์หญิงฉังผิง เฝิงซื่อก็ไม่เคยคิดว่าจะคืนดีกันได้ เพราะว่าหากนางเป็นองค์หญิงฉังผิงคงไม่มีทางให้อภัยคนพวกนี้อย่างแน่นอน
เฝิงซื่อมองเว่ยหงเฟยที่หดตัวอยู่ในมุมมุมหนึ่ง หัวใจไม่มีการสั่นไหวแม้เพียงนิด มีเพียงความโกรธแค้นและสมเพช นี่คือบุรุษที่นางใช้ทั้งชีวิตเพื่อแย่งมาจากองค์หญิงพระองค์หนึ่ง ข้อดีข้อเดียวของบุรุษผู้นี้ก็คงเคยเป็นขององค์หญิงแค่นั้นกระมัง
เว่ยหงเฟยมองสตรีสองคนตรงหน้าอย่างเฉยเมย สตรีทั้งสองคนนี้เป็นสตรีที่เขาใกล้ชิดที่สุดมาทั้งชีวิต ใกล้ชิดยิ่งกว่าองค์หญิงฉังผิงที่เขาคิดว่าเขารักที่สุด แต่มองใบหน้าแก่ชราร้ายกาจตรงหน้า อดนึกถึงองค์หญิงฉังผิงในอาภรณ์สีขาวราบเรียบที่อยู่ในจวนหยาเหมินเมืองเฉินโจวไม่ได้ นึกถึงใบหน้าสง่างามของเว่ยจวินมั่วและใบหน้างดงามหมดจดของหนานกงมั่ว กระทั่งนึกย้อนไปถึงเด็กน้อยฝาแฝดใบหน้าอมชมพูน่ารักทั้งสอง หากไม่มีเรื่องในครั้งนั้น…หลานของเขาและองค์หญิงฉังผิงเองก็จะน่ารักแบบนั้นใช่หรือไม่ บางครั้งอาจจะน่ารักยิ่งกว่าด้วยซ้ำ
ระหว่างที่เว่ยหงเฟยกำลังเหม่อลอย นายหญิงใหญ่เว่ยและเฝิงซื่อก็ตีกันขึ้นมา เฝิงซื่อไม่มีความเคารพต่อนายหญิงใหญ่เว่ยอย่างเคย เอ่ยวาจาเหยียดหยันตอบโต้กันไปมา นายหญิงใหญ่เว่ยไหนเลยจะรับได้เมื่อคนที่เคยนอบน้อมอยู่ข้างกายตนมาเสียมารยาทเช่นนี้ ยิ่งไม่อาจแสดงสีหน้าอ่อนแอออกมาได้ ไม่ลืมเรียกคนด้านข้างมาช่วย
“พวกเจ้าตายไปแล้วหรืออย่างไร ไม่ช่วยข้าจัดการสตรีแพศยานางนี้”
สตรีคนอื่นๆ ได้แต่มองสบตากัน ไม่มีใครเคลื่อนไหว มีเพียงเว่ยเฟยที่กระตุกแขนเสื้อนายหญิงใหญ่เว่ยเบาๆ เอ่ยเตือน “ท่านย่า อย่าทะเลาะกันเลยเจ้าค่ะ…” ทว่ากลับโดนหญิงชราฟาดฝ่ามือเข้าให้ ทำได้เพียงยกมือกุมใบหน้าแล้วหลบไปทันที
“โอ้ ช่างน่าตื่นตาตื่นใจ คุณชายอย่างข้าไม่เคยเจอสตรีใดที่เข้ามาอยู่ในสถานที่เช่นนี้แล้วยังมีชีวิตชีวาเพียงนี้” เสียงหยอกล้อดังมาจากด้านนอก ทุกคนหันไปมองไม่รู้ว่ามีคนไม่กี่คนมายืนอยู่หน้าประตูตั้งแต่เมื่อใด คนที่เป็นผู้นำคือคุณชายฉังเฟิงที่อยู่ในอาภรณ์สีฟ้าอ่อน พัดในมือถูกโบกไปมา สองคนด้านข้างซ้ายขวาไม่มีใครแสดงอารมณ์มากมายเหมือนคุณชายฉังเฟิง เพียงมองเข้าไปด้านในด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง นั่นคือหนานกงชวี่และเหอเหวินลี่ผู้ว่าการเขตอิ้งเทียนนั่นเอง
เพราะวันที่เมืองแตก ใต้เท้าเหอพยายามรักษาความสงบในเมืองจินหลิงได้เป็นอย่างดีจึงได้รับคำชื่นชมจากเยี่ยนอ๋อง แม้ว่ายามนี้ฮ่องเต้และเหล่าขุนนางเก่าแก่ยังคงถูกกักบริเวณอยู่ ใต้เท้าเหอยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งผู้ว่าการเขตอิ้งเทียนไม่ล้มหายไป ใต้เท้าเหอเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุ๋น กิริยาท่าทางงามสง่า มาจากครอบครัวยากจน อยู่ในตำแหน่งผู้ว่าการเขตอิ้งเทียนโดยไร้ที่พึ่งพิง นับตั้งแต่อดีตฮ่องเต้จนถึงสมัยเฉิงอัน กระทั่งมาถึงเยี่ยนอ๋องก็ยังมีอำนาจไม่ล้มหายไป เรียกได้ว่าเป็นต้นไม้เขียวชอุ่มในทุกยุคทุกสมัยนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ยามนี้ใต้เท้าเหอกำลังยกมือกุมขมับพูดไม่ออกมองไปยังคนที่อยู่ในคุก คุกใต้ดินเขตอิ้งเทียนคงไม่ได้ขังคนปกติเป็นแน่ เพราะคนที่เก่งกาจสักหน่อยต่างก็ถูกขังอยู่ที่คุกกรมอาญา ห้องขังศาลต้าหลี่ หรือคุกหลวงไปแล้ว โยนมาให้เขามีแต่กลุ่มคนสติไม่ดี เวลาเช่นนี้ยังเอะอะโวยวายได้เพียงนี้
ห้องขังเงียบลงไปทันใด นายหญิงใหญ่เว่ยพุ่งเข้ามาเกาะกรงขัง เอ่ยเสียงดัง “ข้าจะพบเว่ยจวินมั่ว ปล่อยพวกข้าออกไป พวกเจ้ามีสิทธิ์อันใดมาขังพวกเราเอาไว้”
คุณชายฉังเฟิงมองบนไม่มีอันใดอยากเอ่ย ลูบปลายจมูก “อยากเจอเว่ยจวินมั่วหรือ ท่านแม่เฒ่าท่านช่างหน้าด้านเสียจริง ต้องขอบคุณพวกเจ้า ตอนนี้คนทั่วทั้งจินหลิงต่างก็รู้แล้วว่าเว่ยจวินมั่วเป็นบุตรชายของเยี่ยนอ๋อง เป็นลูกหลานของสวรรค์ พวกเจ้าอยากเจอก็จะเจอได้หรือ”
ได้ยินเช่นนั้น หนานกงไหวที่หลับตามาตลอดพลันลืมตาขึ้น ทว่ากลับมองเห็นคนคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างลิ่นฉังเฟิง
หนานกงชวี่ยืนอยู่ด้านข้างลิ่นฉังเฟิง สีหน้าเรียบนิ่งปรายตามองลิ่นฉังเฟิง ขมวดคิ้วเล็กน้อย เห็นได้ว่าไม่ชอบใจต่อการมากความของคุณชายฉังเฟิง
“ข้า…” นายหญิงใหญ่เว่ยจนคำพูด ไม่ง่ายกว่าจะเอ่ยออกมาได้ “ต่อให้เป็นเช่นนั้น ตระกูลเว่ยก็เลี้ยงดูเขามากว่ายี่สิบปี เขาจะลืมบุญคุณไม่ได้”
คุณชายฉังเฟิงหัวเราะหยันออกมา “อย่าปิดทองบนใบหน้าของตนดีหรือไม่ เห็นอยู่ว่าเป็นองค์หญิงฉังผิงและราชวงศ์ต่างหากที่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์อย่างพวกเจ้ามากว่ายี่สิบปี” ใบหน้าของนายหญิงใหญ่เว่ยเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวคล้ำ
ลิ่นฉังเฟิงเองก็เคยเห็นคนแก่ที่ไร้เหตุผล คนอายุมากเหล่านี้เมื่อใดที่ไม่มีเหตุผลขึ้นมา ต่อให้เจ้าเอาเหตุผลมากมายมากองไว้ตรงหน้าพวกเขาก็มองไม่เห็น แน่นอนคุณชายฉังเฟิงมาที่คุกก็ไม่ได้มาเพื่อเอ่ยหาเหตุผล โบกมือพลางเอ่ย “ใต้เท้าเหอ รบกวนท่านแล้ว เชิญคนเหล่านี้ออกมาเถิด”
เหอเหวินลี่กลอกตา “ข้านึกว่าคุณชายลิ่นจะรำลึกความหลังกับคนเหล่านี้ในคุกเสียอีก”
ลิ่นฉังเฟิงลูบจมูก “ข้าไม่มีความหลังอันใดกับพวกเขา” รำลึกความหลังหรือ อย่าได้เอ่ยถึงอีกเลย
เหอเหวินลี่โบกมือส่งสัญญาณให้คนด้านหลัง ทันใดนั้นพลันมีคนพาตัวคนตระกูลเว่ยออกมา
“พวกเจ้าจะทำอันใด” เว่ยหงเฟยเอ่ยด้วยความตื่นตระหนก”
ลิ่นฉังเฟิงส่งเสียงหยัน เอ่ย “ทำอันใดหรือ มารดาของท่านกล้าพาคนมาโวยวายอยู่หน้าหอเทียนอี ทำลายชื่อเสียงของซิงเฉิงจวิ้นจู่และเว่ยจวินมั่ว ไม่เอ่ยอันใดเลย…ท่านจะให้เรารายงานอย่างไรเล่า เอาตัวไป”
“ขอรับ”
มองดูคนตระกูลเว่ยถูกพาตัวไป ลิ่นฉังเฟิงหันมาหันไปโบกมือให้หนานกงชวี่ ยิ้มตาหยี เอ่ย “ข้าจะไปไต่สวนก่อน พี่หนานกงท่านตามสบายเถิด ไม่รีบ”
หนานกงชวี่ปรายตามองเขาเงียบๆ หมุนตัวเดินออกไป “ไปเถิด” เขาไม่มีความหลังอันใดต้องรำลึก
“หยุด” ด้านหลัง หนานกงไหวที่ถูกละเลยมานานเอ่ยขึ้นเสียงดังอย่างอดไม่ได้