หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1082 การกลับมาเจอกันของสหายเก่า (1)
ตอนที่ 1082 การกลับมาเจอกันของสหายเก่า (1)
“เซี่ยโหว รบกวนแล้ว” เมื่อหนานกงมั่วเดินเข้ามา ในห้องหนังสือมีเพียงเซี่ยโหวและคุณชายเซี่ยเจ็ด แน่นอนว่านายท่านตระกูลฉินขอตัวกลับไปก่อนแล้ว หนานกงมั่วเองก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เจอกับคุณชายเซี่ยเจ็ด พยักหน้าทักทายด้วยรอยยิ้ม เซี่ยโหวยิ้มพลางเอ่ย “จวิ้นจู่กล่าวหนักไปแล้ว จวิ้นจู่มายังจวนตระกูลเซี่ยที่ต่ำต้อยนับว่าเป็นวาสนา จวิ้นจู่เชิญนั่ง”
หนานกงมั่วเอ่ยขอบคุณพร้อมนั่งลง บ่าวรับใช้จวนตระกูลเซี่ยยกน้ำชามาให้และถอยออกไปเงียบๆ
ห้องหนังสือเข้าสู่ความเงียบ เซี่ยโหวเองไม่ได้รีบร้อน เพียงนั่งดื่มชาเป็นเพื่อนหนานกงมั่วเงียบๆ หนานกงมั่วกลับไม่อ้อมค้อม เอ่ยตรงๆ “ข้ามาที่นี่โดยมิได้บอกกล่าว เพราะมีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือจากเซี่ยโหว หากกะทันหันเกินไป ขอเซี่ยโหวได้โปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ”
เซี่ยโหวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จวิ้นจู่มีเมตตาต่อตระกูลเซี่ยและสำนักศึกษามาก หากตระกูลเซี่ยช่วยได้ จวิ้นจู่เอ่ยมาเถิด”
หนานกงมั่วทำอันใดไม่ได้ ถอนหายใจเบาๆ เอ่ย “เซี่ยโหวก็รู้ ยามนี้กองทัพเยี่ยนอ๋องเพิ่งเข้ามาในจินหลิง จิตใจของผู้คนผันแปรไม่อาจห้ามได้ ตระกูลเซี่ยเป็นที่เคารพนับถือของเหล่าปัญญาชน ดังนั้นจึงอยากขอให้เซี่ยโหวช่วยปลอบโยนสำนักศึกษาไท่เสวียและเหล่าลูกศิษย์ในจินหลิง”
มือที่ยกถ้วยน้ำชาของเซี่ยโหวชะงักเล็กน้อย ใบหน้าจริงจังมองไปยังหนานกงมั่ว เอ่ย “นี่เป็น…ความต้องการของจวิ้นจู่และคุณชายเว่ย หรือเป็นความต้องการของเยี่ยนอ๋องหรือ”
หนานกงมั่วกะพริบตาปริบ เอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง “นี่มีสิ่งใดแตกต่างหรือ”
เซี่ยโหวยิ้มบางไม่เอ่ยวาจา หนานกงมั่วถอนหายใจเบาๆ เอ่ยอย่างจนปัญญา “เสด็จลุงหวังว่าลูกหลานของตระกูลเซี่ยจะได้เข้าไปเป็นเจ้าหน้าที่ในราชสำนัก รับใช้แผ่นดิน”
บรรยากาศในห้องหนังสือพลันกระอักกระอ่วนขึ้นมา เนิ่นนานจึงได้ยินเสียงเซี่ยโหวเอ่ย “จวิ้นจู่ ความหมายของเยี่ยนอ๋องคือ…”
หนานกงมั่วยิ้มหวาน เอ่ย “เซี่ยโหวน่าจะเข้าใจดีว่าเสด็จลุงหมายถึงสิ่งใด”
ความจริงนั้นง่ายมาก ใช้ชื่อเสียงของตระกูลเซี่ยเพื่อปลอบโยนเหล่านักศึกษาในใต้หล้า ข้อแลกเปลี่ยนคือให้ลูกหลานของตระกูลเซี่ยเข้าไปอยู่ในราชสำนัก ความเป็นจริงแล้วลูกหลานของตระกูลเซี่ยไม่ได้ถูกราชวงศ์บังคับไม่ให้เป็นเจ้าหน้าที่ในราชสำนัก เพียงแต่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจ ที่พักพิงหนึ่งเดียวของพวกเขาคือสำนักศึกษาฮั่นหลิน ในเมื่อเยี่ยนอ๋องเอ่ยเช่นนี้ ก็หมายความว่าข้อห้ามที่ไม่ได้ถูกเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรนี้ไม่มีอยู่อีกต่อไป
เซี่ยโหวและคุณชายเซี่ยเจ็ดมองสบตากัน ไม่มีผู้ใดเอ่ยออกมาชั่วขณะ เป็นความฝันของนักวิชาการทุกคนที่จะปกครองครอบครัวและประเทศให้ร่มเย็นสงบสุข คนตระกูลเซี่ยไม่ได้เกิดมาพิเศษ จิตใจสะอาดผุดผ่องไปกว่าคนธรรมดาทั่วไป เพียงแต่สภาพแวดล้อมบีบบังคับให้พวกเขาต้องทำเช่นนี้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ พวกเขาเฉลียวฉลาดและมีความสามารถ เพียงแต่ด้วยภูมิหลังครอบครัวจึงไม่อาจพัฒนาได้ ใช่ว่าในใจจะไม่รู้สึกหดหู่ แต่ว่าเพียงลูกหลานของตระกูลเซี่ยย่างเท้าเข้าไปในราชสำนัก การแยกตัวออกมาอย่างสันโดษของตระกูลเซี่ยก็ดับสิ้นแล้ว เช่นนี้จะมีผลกระทบต่อตระกูลอย่างไรบ้าง
หนานกงมั่วเห็นเช่นนั้นก็ไม่รีบร้อน เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เซี่ยโหว บนโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดเป็นนิรันดร์ไม่เปลี่ยนแปลง คนตระกูลเซี่ยไม่เข้าสู่ราชสำนัก ตั้งสำนักศึกษาแล้วแยกตัวออกมาอยู่อย่างสันโดษ หลีกหนีการแก่งแย่งชิงดีในราชสำนัก แต่ว่า…การเปลี่ยนแปลงเป็นเพียงเกมหมากรุกในมือของผู้ปกครอง ผู้ใดจะรับประกันได้ว่าตระกูลเซี่ยจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป” ฮ่องเต้องค์ก่อนยอมทนเพราะ หนึ่ง ชื่อเสียงของสำนักศึกษาตระกูลเซี่ยนั้นไม่เพียงพอที่จะสั่นคลอนราชสำนัก สอง คือเพราะเขาไม่มีเวลาที่จะดูแลคนเหล่านี้ สาม คืออย่างไรตระกูลเซี่ยก็มีความดีความชอบก่อตั้งประเทศ ฮ่องเต้ผู้ล่วงลับสังหารวีรบุรุษมามากพอแล้ว และไม่มีเหตุผลให้สังหารตระกูลเซี่ยได้
หนานกงมั่วเอ่ยจบก็หยิบจดหมายออกมาจากแขนเสื้อแล้ววางไว้ข้างหน้าเซี่ยโหว เอ่ยเบาๆ “ขอเซี่ยโหวไตร่ตรองดูก่อนเถิด เซี่ยโหวโปรดวางใจ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร”
เซี่ยโหวทำอันใดไม่ถูกเล็กน้อย เขาเชื่อว่าซิงเฉิงจวิ้นจู่ไม่เป็นไรอย่างจริงใจ แต่เขาไม่เชื่อใจเยี่ยนอ๋องว่าจะไม่เป็นไรจริงๆ
หนานกงมั่วลุกขึ้นและเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “มาหากะทันหัน ยังไม่ได้ไปไหว้แม่เฒ่า ข้าต้องขอตัวก่อนแล้วเจ้าค่ะ”
เซี่ยโหวพยักหน้าแล้วจึงเอ่ยว่า “จวิ้นจู่ตามสบายเถิด” ผู้ดูแลถูกเรียกให้พาหนานกงมั่วไปพบนายหญิงใหญ่เซี่ย จากนั้นเขาก็หันหลังกลับมานั่งลง มองไปที่คุณชายเซี่ยเจ็ด เอ่ยถาม “เจ้าเห็นว่าอย่างไร”
คุณชายเซี่ยเจ็ดลังเลอยู่ชั่วครู่ เงียบไม่เอ่ยวาจาใด เซี่ยโหวถอนหายใจพลางเอ่ย “ข้ารู้ แม้ว่าท่านพ่อจะสร้างเส้นทางที่สามารถคงอยู่ได้ให้กับตระกูลเซี่ย ไม่ทำให้ตระกูลเซี่ยต้องสูญเสียอย่างตระกูลอื่น แต่ว่ามันทำให้พวกเจ้าลำบากจริงๆ” คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ของตระกูลเซี่ย ต่อให้เจ้ามีความสามารถล้นฟ้า ก็ไม่สามารถแสดงออกมาได้ ยิ่งไม่อาจแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อราชสำนักเมื่ออยู่ข้างนอก ต่างก็เป็นคนหนุ่มสาวที่มีพลัง จะไม่รู้สึกลำบากได้เยี่ยงไร
คุณชายเซี่ยเจ็ดเปิดปากราวกับอยากเอ่ยอันใด เซี่ยโหวครุ่นคิด เอ่ย “ซิงเฉิงจวิ้นจู่เอ่ยไม่ผิด ในเวลานี้กับเวลานั้นไม่เหมือนกัน อย่างไรเยี่ยนอ๋องยังคงแตกต่างจากอดีตฮ่องเต้ ยามนี้มิใช่ยามที่เพิ่งก่อตั้งประเทศใหม่ๆ อีกต่อไปแล้ว” หากเยี่ยนอ๋องไม่ถูกตากับตระกูลขุนนาง อย่าว่าแต่พวกเขาที่อุทิศตนเพื่ออบรมสั่งสอนราษฎรไม่คิดจะสนใจราชสำนัก ต่อให้พวกเขาอยู่อย่างสันโดษในชนบทก็ไม่มีประโยชน์ ยิ่งกว่านั้นการสอนและการให้การศึกษาผู้คน ลูกพลัมมีอยู่ทั่วแผ่นดิน ในสายตาของผู้ปกครองไหนเลยจะไม่ใช้วิธีควบคุมเจ้าหน้าที่ในราชสำนักเล่า เมื่อนานไปกลายเป็นหนามยอกอกผู้ปกครอง และเมื่อลูกหลานของตระกูลเซี่ยอยู่ห่างจากราชสำนักเป็นเวลานาน มันก็เป็นเรื่องง่ายที่จะกลายเป็นกลุ่มคนที่ไร้ความสามารถ
สายตาของคุณชายเซี่ยเจ็ดมองไปที่เซี่ยโหวและจดหมายที่อยู่ตรงหน้า เซี่ยโหวเงียบไปนาน ยื่นมือออกไปเปิดจดหมาย
หนานกงมั่วถูกผู้ดูแลพามาถึงเรือนของนายหญิงใหญ่ตระกูลเซี่ย สาวใช้พาเข้าไปด้านในด้วยท่าทีนอบน้อม นายหญิงใหญ่เซี่ยอายุมากแล้ว แก่กว่าห้าปีที่แล้วมาก แต่สีหน้ายังดูไม่เลว เซี่ยเพ่ยหวนยืนอยู่ด้านข้างคอยนวดไหล่ให้นาง มองเห็นหนานกงมั่วเดินเข้ามาจึงพยักหน้าเบาๆ ด้วยรอยยิ้ม
หนานกงมั่วยิ้มตอบกลับ เซี่ยเพ่ยหวนเป็นเพื่อนคนแรกของนางในจินหลิง แม้ว่าทั้งสองจะไม่ได้เจอกันหลายปี ทว่ามิตรภาพยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
“นายหญิงใหญ่” หนานกงมั่วก้าวไปข้างหน้า ทำความเคารพอย่างนอบน้อม
นายหญิงใหญ่เซี่ยอยากจะลุกขึ้นประคองนางขึ้นมา แต่เซี่ยเพ่ยหวนเข้าไปประคองหนานกงมั่วขึ้นมาก่อนแล้ว นายหญิงใหญ่มองไปที่หนานกงมั่ว ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “เจ้าเด็กคนนี้ จากไปหลายปีแล้ว หลายปีมานี้เป็นเช่นไรบ้าง”
หนานกงมั่วยิ้มพลางเอ่ย “ขอบคุณนายหญิงใหญ่เซี่ยที่นึกถึงข้า ข้าสบายดีเจ้าค่ะ นายหญิงใหญ่เองก็ยังมีสุขภาพแข็งแรง” นายหญิงใหญ่เซี่ยยิ้มกว้าง “คนแก่อย่างข้าก็ทำได้เพียงกินๆ ดื่มๆ คนหนุ่มสาวอย่างพวกเจ้าไม่ชอบพูดคุยกับข้าหรอก”
เซี่ยเพ่ยหวนรีบเอ่ยเสียงดัง “ท่านย่า ไหนเลยเราจะไม่ชอบคุยกับท่าน อยากแสดงความกตัญญูต่อหน้าท่านยังไม่อาจได้ต่อแถวเลยนะเจ้าคะ”
หนานกงมั่วเองพลันยิ้มพลางเอ่ย “ลูกหลานตระกูลเซี่ยนั้นกตัญญู นายหญิงใหญ่โชคดียิ่งนักเจ้าค่ะ”
นายหญิงใหญ่เซี่ยมองหนานกงมั่ว เอ่ย “ได้ยินมาว่าเจ้ากับคุณชายเว่ยมีลูกแฝดชายหญิงหรือ” คนแก่ต่างก็ชอบเด็กกันทั้งนั้น ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงแฝดชายหญิงที่หายาก
หนานกงมั่วพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ใช่เจ้าค่ะ ตอนนี้บุตรสาวอยู่ที่จินหลิง ถูกจวินมั่วพาเข้าวังไปแล้วเจ้าค่ะ บุตรชายตอนนี้อยู่ที่เฉินโจว”
“ดี ดีเลย” นายหญิงใหญ่เซี่ยพยักหน้าพร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “มีทั้งบุตรชายและบุตรสาวแล้ว ข้าบอกแล้ว เจ้าเป็นเด็กที่โชคดียิ่งนัก”
หลังจากพูดคุยกับนายหญิงใหญ่เซี่ยสักพัก เมื่อเห็นว่านายหญิงใหญ่เซี่ยแสดงอาการเหนื่อยล้า หนานกงมั่วจึงลุกขึ้นและเอ่ยลา คนแก่ในวัยนี้มักเหนื่อยง่าย นายหญิงใหญ่เซี่ยโบกปัดมือให้เซี่ยเพ่ยหวนออกไปกับหนานกงมั่ว ส่วนตนเองให้สาวใช้พากลับไปพักผ่อนในห้องนอนที่ด้านในเรือน