หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1065 พร้อมหน้าพร้อมตา (2)
ตอนที่ 1065 พร้อมหน้าพร้อมตา (2)
หนานกงมั่วถอนหายใจ เอ่ย “โชคดีที่ท่านอาจารย์อามาทันเวลา มิเช่นนั้นวันนี้…”
อาจารย์อาเอ่ยพึมพำเสียงเบา เงยหน้ามองเว่ยจวินมั่ว เอ่ย “ข้าว่ากองทัพโยวโจวพวกนั้นไม่ปกติ พวกเจ้าระวังเอาไว้บ้าง” แม้ดูไม่ออกถึงการเป็นศัตรูอย่างไร แต่อาจารย์อารู้สึกว่าสายตาที่มองสองคนนี้แปลกไปเล็กน้อย
อาจารย์อามาช้าไปหนึ่งก้าวจึงไม่ได้ยินถึงเรื่องชาติกำเนิดของเว่ยจวินมั่ว ดังนั้นเขาจึงมีความรู้สึกเช่นนี้ แต่เมื่อรู้เรื่องนี้แล้ว สีหน้าแปลกประหลาดนั่นก็จะเป็นเรื่องปกติ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หนานกงมั่วก็ถอนหายใจอย่างอดไม่ได้ หันไปมองเว่ยจวินมั่วที่นั่งอุ้มเยาเยาด้วยสีหน้าเรียบนิ่งอยู่ด้านข้าง เว่ยจวินมั่วยื่นมือข้างหนึ่งออกมาตบหลังมือนางเบาๆ เอ่ย “ไม่เป็นไร”
เงาร่างสีแดงลอยเข้ามา ยังไม่ทันยืนนิ่งสนิทลิ่นฉังเฟิงพลันหอบหายใจ เอ่ย “ที่แท้พวกเจ้าก็มาอยู่ที่นี่เองหรือ ข้าว่านะคุณชายเว่ย เจ้าลืมเรื่องบางอย่างไป” คิดว่าบุกเข้าวังได้ก็ไม่มีเรื่องต้องกังวลแล้วอย่างนั้นหรือ คนพวกนี้ถึงได้มานั่งในศาลาพูดคุยเล่นกันอยู่ในอุทยานเช่นนี้
เว่ยจวินมั่วปรายตามองเขา “มีเรื่องอันใด”
ลิ่นฉังเฟิงกัดฟันเอ่ย “ขุนนางในราชสำนักเหล่านั้นยังถูกเซียวเชียนเยี่ยขังอยู่ในห้องทรงอักษรอยู่เลย เจ้าบ้ากงอวี้เฉินนั่นส่งมือสังหาร…”
“นั่นเกี่ยวอันใดกับข้า” เว่ยจวินมั่วเอ่ยถาม เข้ามาในวังแล้วนอกจากหนานกงชวี่และขุนพลไม่กี่คนก็เป็นกองทัพโยวโจวทั้งหมด ส่วนกองทัพเฉินโจวและกองกำลังรักษาการณ์ไท่หนิงยินดีที่จะคุ้มกันอยู่นอกเมืองมากกว่า ดังนั้นเรื่องในวังหลวงตอนนี้จึงเป็นเรื่องของกองทัพโยวโจว
“…” คุณชายฉังเฟิงไร้ซึ่งคำพูด “ดังนั้น เจ้าจะให้พวกเขาตายหมดงั้นหรือ”
เว่ยจวินมั่วเงยหน้าขึ้นมามองเขา “ไม่มีทาง”
“ไม่มีทางอันใด”
“ไม่มีทางตายทั้งหมด ต้องมีปลาที่หลุดจากแหบ้าง” เยี่ยนอ๋องจะรู้ตั้งนานแล้วว่าคนเหล่านี้อยู่ในวังหลวง ไม่มีทางไม่วางแผนจัดการ ส่วนตระกูลใหญ่พวกนั้น เยี่ยนอ๋องคงอยากให้พวกเขายิ่งตายยิ่งดี
คุณชายฉังเฟิงมองเห็นท่าทีเฉยเมยของทุกคนแล้วก็รู้สึกว่าความร้อนใจของตนเองเมื่อครู่นั้นเพราะเข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน นั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้างด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์ ส่งเสียงหยันในลำคอ เอ่ย “เจ้าไม่สนใจชื่อเสียง ข้าจะต้องสนใจอันใดเล่า”
คุณชายเว่ยเลิกคิ้ว “เป็นข้าหรือที่ต้องการสังหารพวกเขา”
“แน่นอนว่าไม่ใช่”
“ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพโยวโจวใช่ข้าหรือไม่”
ได้แต่ส่ายศีรษะ แม้เว่ยจวินมั่วจะเคยเป็นผู้บัญชาการของกองทัพโยวโจวจริงๆ แต่เมื่อเยี่ยนอ๋องกลับมาเคลื่อนไหวได้เป็นปกติแน่นอนว่าอำนาจก็ถูกโยกย้ายกลับคืนให้เยี่ยนอ๋อง หรือกล่าวได้ว่าตราบใดที่เยี่ยนอ๋องมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าเว่ยจวินมั่วพากองทัพโยวโจวไปทำอันใดอย่างไร เหนือขึ้นไปยังมีคนที่คอยรับผิดอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นเว่ยจวินมั่วไม่ได้ทำอันใด เอาล่ะ คุณชายอย่างข้าคิดมากไปเอง
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ คุณชายฉังเฟิงจึงวางใจขึ้นมา ยืดเส้นยืดสายอย่างเกียจคร้าน “ลำบากมาหลายปี ในที่สุดก็จะได้หยุดพักแล้ว”
หนานกงมั่วมองไปยังคุณชายฉังเฟิงด้วยความสงสาร ไม่แน่หรอก
รัชศกเฉิงอานที่ห้า เช้าวันที่สิบหกเดือนแปด ผู้คนในเมืองจินหลิงซึ่งไม่ได้นอนมาทั้งคืนพบว่าเมื่อเปิดประตูออกมาไม่ว่าเมืองชั้นในหรือเมืองชั้นนอกต่างก็เคร่งขรึมและเงียบสงบ ถนนที่ว่างเปล่าเรียงรายไปด้วยทหารของกองทัพโยวโจวที่สวมชุดเกราะและถืออาวุธครบมือ ความคิดที่เกิดขึ้นในใจของทุกคนในเวลาเดียวกันก็คือท้องฟ้าเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ[1]
เหล่าผู้นำตระกูลขุนนางต่างๆ และลูกหลานที่ถูกกักบริเวณที่ยังมีชีวิตอยู่ถูกปล่อยตัวออกมา แม้จะรักษาชีวิตเอาไว้ได้ แต่ว่าครั้งนี้พวกเขาสูญเสียและบาดเจ็บไปไม่น้อย นอกจากตระกูลเซี่ย ตระกูลที่เหลือต่างก็ถูกราชสำนักปล้นไปไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะเกาอี้โหวที่ถูกพระสนมจูเฟยปล่อยออกมายิ่งร้องห่มร้องไห้อย่างอดไม่ได้ แม้เขาจะไม่มีประสบการณ์ถูกมือสังหารตามล่า แต่ทรัพย์สินของตระกูลจูกลับเหลือไม่ถึงส่วนด้วยซ้ำ คุณชายสามตระกูลจูก็ต้องมาตายด้วยน้ำมือของมือสังหารสำนักหอธารา ตระกูลจูที่เหลืออยู่ตอนนี้เรียกได้ว่าสิ้นเนื้อประดาตัว โชคดี…นึกขึ้นได้ว่าตนเองยังมีบุตรีอีกหนึ่งคน เกาอี้โหวจึงรู้สึกมีความหวังขึ้นมาในใจ
ส่วนเหล่าขุนนางที่อยู่ในห้องทรงอักษร เซียวเชียนเยี่ยขังพวกเขาเอาไว้ในห้องทรงอักษรไม่ได้มีความประสงค์ร้าย แต่เพื่อปกป้องพวกเขา ขุนนางที่อยู่ในห้องทรงอักษรล้วนแล้วแต่เป็นขุนนางที่เคยจงรักภักดีต่ออดีตองค์รัชทายาท ภักดีต่อเซียวเชียนเยี่ย เดิมทีพวกเขาจะไปคุกเข่าที่ศาลบูรพกษัตริย์กับเซียวเชียนเยี่ย เซียวเชียนเยี่ยมีความคิดว่าตนเองจะตาย ทว่ากลับไม่คิดพาข้าราชบริพารเหล่านี้ต้องตายไปด้วยกัน ดังนั้นจึงได้ขังพวกเขาเอาไว้ที่ข้างห้องทรงอักษร องครักษ์ที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าเองก็มีฝีมือเก่งกาจยิ่งกว่าองครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าตำหนักของเหล่าผู้นำตระกูลขุนนางอยู่มาก ห้องทรงอักษรยังเป็นหนึ่งในเป้าหมายของกองทัพโยวโจวเมื่อครั้งบุกเข้ามาในวังหลวงได้ ดังนั้นมือสังหารของสำนักหอธาราจึงถูกโจมตีหนีไปตั้งนานแล้ว คนที่ได้รับอันตรายจึงมีไม่มากนัก
เพียงแต่คนพวกนี้กลับไม่ได้ถูกปล่อยตัวให้ออกไปจากวัง เพียงเปลี่ยนสถานที่กักตัวภายในวังหลวงก็เท่านั้น
“คารวะคุณชายเว่ย ซิงเฉิงจวิ้นจู่”
เรือนด้านหลังหอเทียนอี ชายหนุ่มที่อยู่ในชุดเกราะของกองทัพโยวโจวเอ่ยอย่างนอบน้อม
หนานกงมั่วพยักหน้า เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “มีเรื่องอันใดหรือ”
องครักษ์เอ่ย “ท่านอ๋องเชิญทั้งสองท่านเข้าวังเพื่อหารือขอรับ”
ทั้งสองคนนี้รวดเร็วเกินไป รอเยี่ยนอ๋องจัดการเรื่องในวังหลวงจนเสร็จสิ้นจึงพบว่าสองคนนี้ได้พาคนของตนเองออกจากวังหลวงไปนานแล้ว พวกเขาส่งคนตามหาเนิ่นนานจึงได้รู้ว่าทั้งสองมาพักอยู่ที่หอเทียนอี ได้ยินมาว่าหอเทียนอีเคยเป็นกิจการของซิงเฉิงจวิ้นจู่ ต่อมาขายให้คนอื่นก่อนจะไปโยวโจว ตอนนี้ดูเหมือนว่าการซื้อขายนั้นจะเป็นเพียงฉากบังหน้าก็เท่านั้น
คนที่มาส่งข่าวคือคนสนิทของเยี่ยนอ๋อง สำหรับตัวตนของเว่ยจวินมั่วแน่นอนว่าได้ยินมาบ้าง ดังนั้นจึงมีท่าทีนอบน้อมต่อทั้งสองคนมากกว่าปกติ
เว่ยจวินมั่วขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงเรียบ “เข้าใจแล้ว”
“ข้าน้อยขอตัวลาแล้วขอรับ” องครักษ์เองก็ไม่กล้าบังคับ ประสานมือแล้วเอ่ยขอตัว
ในห้องเหลือเพียงสองคน หนานกงมั่วมองเว่ยจวินมั่วไม่เอ่ยวาจาใด ตั้งแต่ออกมาจากวังหลวงอารมณ์ของเว่ยจวินมั่วก็ไม่ดีนัก หนานกงมั่วไม่รู้ว่าเว่ยจวินมั่วรู้ถึงชาติกำเนิดของตนเองหรือไม่ หรือรู้ไปมากเพียงใด เงยหน้าขึ้นมาเห็นแววตากังวลของนาง เว่ยจวินมั่วเอื้อมมือไปคว้านางเข้าสู่อ้อมแขน
หนานกงมั่วอิงแอบอยู่กับแผ่นอกของเขา ฟังเสียงหัวใจของเขาอยู่เงียบๆ เนิ่นนานจึงเอ่ย “จวินมั่ว เรื่องนี่ท่านคิดจะทำเยี่ยงไร”
กงอวี้เฉินเอ่ยออกมาแล้ว เยี่ยนอ๋องเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องมีผลลัพธ์ จะแสร้งทำเป็นไม่รู้คงเป็นไปไม่ได้
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเบา “ข้าเคยคิดว่าพวกเราจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่เฉินโจว”
เว่ยจวินมั่วไม่มีความคิดอยากครองแผ่นดิน แต่เขาเองก็ไม่คิดจะยอมถูกใครควบคุมได้ง่ายๆ หากไม่มีเรื่องชาติกำเนิดของเขา เช่นนั้นผลลัพธ์ที่ปกติที่สุดก็คือเขาถูกเยี่ยนอ๋องแต่งตั้งเป็นอ๋องต่างสกุลใช้ชีวิตอยู่ที่เฉินโจว เว่ยจวินมั่วที่มีกองทัพเฉินโจวอยู่ในมือไม่เหมือนกับจิ้งเจียงซื่อจื่อในจินหลิงที่ไม่มีอันใดเลยในตอนนั้น ไม่ว่าใครขึ้นครองบัลลังก์ก็อาจแตะต้องเขาได้ง่ายๆ หากอนาคตไม่มีเยี่ยนอ๋องแล้ว ฮ่องเต้คนใหม่ขึ้นครองบัลลังก์คิดจะทำอันใดกับเขา เขาเองก็คงไม่เกรงใจ เอ่ยมาถึงตรงนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบคนเดียวที่จะควบคุมเว่ยจวินมั่วได้ก็มีเพียงเยี่ยนอ๋องเสด็จลุงผู้นี้เท่านั้น
แต่ตอนนี้…สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เว่ยจวินมั่วกลายเป็นบุตรชายคนโตของเยี่ยนอ๋อง เยี่ยนอ๋องคิดอย่างไรยังไม่ต้องเอ่ยถึง บุตรชายทั้งสามของเยี่ยนอ๋องเหล่านั้นขอเพียงใครมีใจทะเยอทะยานต้องการจะเป็นใหญ่ก็คงไม่อาจยอมรับได้ ตอนนั้นเว่ยจวินมั่วไม่มีอันใดก็ยังทำให้เซียวเชียนเยี่ยไม่อาจทนได้ ตอนนี้ใครจะยอมให้พี่ชายต่างมารดามีชื่อเสียงมากกว่าตน อีกทั้งยังมีคำทำนายว่าเป็นวีรบุรุษในตำนานอย่างที่ว่าเอาไว้อีกด้วย
เมื่อตอนที่คาดเดาถึงชาติกำเนิดของตนเอง ในยามที่อารมณ์ของคุณชายเว่ยดำดิ่งจนถึงจุดมืดมนที่สุด กระทั่งเคยคิดว่าจะทำให้กองทัพโยวโจวตายไปจนหมดสิ้น แต่ถึงอย่างไร…ก็ยังไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ต่อให้เยี่ยนอ๋องไม่ใช่พ่อแท้ๆ เว่ยจวินมั่วก็ไม่เคยคิดจะทำเช่นนั้นกับเยี่ยนอ๋อง
“ท่านรู้ชาติกำเนิดของตนเองตั้งแต่เมื่อไร” หนานกงมั่วเอ่ยถาม เว่ยจวินมั่วนิ่งสงบเกินไป สงบจนไม่เหมือนเพิ่งรู้เรื่องนี้อย่างกะทันหัน
เว่ยจวินมั่วเงียบไปชั่วครู่ เอ่ย “ตอนที่เสด็จแม่มอบจี้หยกนั้นให้แก่เยาเยา” หนานกงมั่วไม่รู้ว่าจี้หยกนั้นหมายถึงสิ่งใด แต่เว่ยจวินมั่วนั้นรู้ดี
หนานกงมั่วนึกถึงจี้หยกที่เยี่ยนอ๋องพกติดตัว นั่นคือ…เรื่องเมื่อสองปีก่อนแล้วนี่นา
เว่ยจวินมั่วกอดหนานกงมั่วเอาไว้เงียบๆ เมื่อคาดเดาได้ถึงชาติกำเนิดของตนเองสิ่งที่ตามมาไม่ใช่ความยินดีหรือผ่อนคลาย แต่กลับเป็นภาระที่หนักอึ้ง ตลอดยี่สิบกว่าปีไม่มีบิดา คุณชายเว่ยไม่ต้องการบิดามานานแล้ว มีมารดาอย่างองค์หญิงฉังผิง มีเสด็จลุงอย่างเยี่ยนอ๋อง อีกทั้งภรรยาและบุตรชายบุตรสาว เว่ยจวินมั่วไม่คิดว่าตนเองต้องการยศฐาบรรดาศักดิ์ที่สูงขึ้นหรือเกียรติยศมากมาย หากเขาต้องการ เขาสามารถคว้ามันมาด้วยตัวเขาเอง แต่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาเป็นลูกของใคร
เรื่องเหล่านี้เว่ยจวินมั่วไม่ได้บอกผู้ใด รวมไปถึงมารดาและภรรยาของตน เขาไม่ต้องการให้พวกนางต้องมากังวลกับตน เพราะเดิมทีนี่ก็เป็นปัญหาที่ไม่อาจแก้ไขได้ นอกเสียจากปิดปากคนที่รู้เรื่องทั้งหมด ที่สำคัญก็คือเยี่ยนอ๋องยินยอมที่จะเป็นลุงของเขาไปตลอดชีวิต
ความจริง…มีลุงที่ไหนที่ทำอย่างเยี่ยนอ๋อง คนเหล่านี้มีคนที่ประหลาดใจต่อท่าทีของเยี่ยนอ๋องที่มีต่อเว่ยจวินมั่ว
แต่เว่ยจวินมั่วก็ไม่อาจแสดงออกมาราวกับฟ้าถล่มดินทลาย หรือท่าที ‘ข้าไม่ให้อภัยท่าน’ อย่างไรอย่างนั้น ไม่คาดหวังกับสิ่งที่ไม่อาจห้ามได้ ไม่ไปแก้ไขในเรื่องที่ไม่อาจห้ามได้ คนต้องเดินไปข้างหน้า แต่ต้องพบเจอกับปัญหาต่างๆ นานา ไม่ว่าเขาจะเป็นบุตรชายขององค์หญิงฉังผิงหรือเยี่ยนอ๋อง เขาก็ยังเป็นเขา
ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไร มือข้างหนึ่งของเว่ยจวินมั่วกอดหนานกงมั่วเอาไว้ อีกข้างค่อยๆ คลายออกและกอดแน่นอีกครั้ง โลกใบนี้จะไม่มีผู้ใดหล้าทำร้ายภรรยา ลูกๆ และมารดาของเขาอีกแล้ว
“พวกเราไปกันเถิด อย่าให้เสด็จลุงต้องรอนาน” หนานกงมั่วเอ่ยเสียงเบา
“อืม”
[1] ท้องฟ้าเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ เปรียบเปรยถึงว่าเปลี่ยนแผ่นดินใหม่แล้ว