หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1063 ผู้รอดชีวิต (2)
ตอนที่ 1063 ผู้รอดชีวิต (2)
คุณชายเว่ยยกมือขึ้นและสับเข้าที่ลำคอของเขา วาจาของเซียวเชียนเยี่ยจึงเลือนหายไปพร้อมสติของเขา
เว่ยจวินมั่วส่งเสียงหยัน คว้าคนขึ้นมาลอยออกจากห้องโถงไป
ด้านหลัง ส่วนในของตำหนักใหญ่ยังคงมีเสียงระเบิดดังขึ้นอยู่เรื่อยๆ อย่างไรก็ตามตำหนักหลายร้อยปีที่ถูกเซียวเชียนเยี่ยเสริมด้วยเหล็กนั้นแข็งแกร่งอย่างคาดไม่ถึง กระทั่งเว่ยจวินมั่วเดินออกมาจากตำหนักแล้วก็ยังไม่พังถล่มลงมา
ยามที่เว่ยจวินมั่วออกมา กงอวี้เฉินนั้นได้หนีไปตั้งนานแล้ว คนอื่นๆ ยังคงอยู่ครบ มองเห็นเซียวเชียนเยี่ยที่ถูกเว่ยจวินมั่วหิ้วออกมาพลันพูดไม่ออกอยู่ชั่วขณะ
หนานกงชวี่กลับมาพร้อมกับแพทย์ทหารในกองทัพและช่างที่เซียวเชียนเยี่ยสั่งให้สร้างกรงเหล็กนี้ขึ้น พลางออกคำสั่งให้แพทย์ทหารตรวจร่างกาย รวมถึงสั่งให้คนดับไฟด้วย ศาลบูรพกษัตริย์แห่งนี้มีอายุกว่าร้อยปีแล้วจะไหม้ก็ไหม้ไปเถิด แต่ว่าพระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างด้วยไม้มาเป็นเวลานาน อากาศแห้ง หากเกิดลุกลามไปคงเป็นปัญหาใหญ่
เว่ยจวินมั่วโยนเซียวเชียนเยี่ยลงกับพื้น กวาดตามองผู้คนที่นั่งอยู่บนพื้นชั่วครู่ แม้สภาพจะขมุกขมัวมอมแมม อย่างน้อยก็ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่อย่างใด และอย่างน้อยชีวิตของพวกเขาก็ปลอดภัย “แม่ทัพเฉิน แม่ทัพเซวีย ที่นี่คงต้องรบกวนท่านทั้งสองแล้ว ข้ากับอู๋สยามีธุระคงต้องไปแล้ว”
ไม่รอให้ทั้งสองพยักหน้าตอบรับ เว่ยจวินมั่วก็จูงมือหนานกงมั่วเดินออกไป หนานกงมั่วนึกขึ้นได้ว่าเพิ่งเจอกับบุตรสาว จึงไม่เอ่ยสิ่งใดมาก หมุนตัวเดินตามเว่ยจวินมั่วไปทันที
“จวินเอ๋อร์” ทางด้านหลังมีเสียงทุ้มของเยี่ยนอ๋องดังขึ้น
เท้าของเว่ยจวินมั่วชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะก้าวเดินต่อไป ไม่นานก็หายไปจากสายตาของทุกคน
เมื่อนึกถึงสิ่งที่กงอวี้เฉินเอ่ยก่อนที่จะเกิดเหตุไฟลุกไหม้ ทุกคนจึงเงียบลง ความยินดีกับการรอดชีวิตของพวกเขาเลือนหาย ความหนักอึ้งโผล่เข้ามาในจิตใจ
อาจารย์อาสีหน้าเรียบนิ่งมองไปยังทุกคน จากนั้นหันหลังเดินจากไป
เฉินอวี้ถอนหายใจอยู่ในใจ “ท่านอ๋องเพิ่งฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บหนัก ซื่อจื่อยังสลบไม่ได้สติ ไปพักผ่อนก่อนดีหรือไม่ ยามนี้มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย ขอท่านอ๋องดูแลร่างกายด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เยี่ยนอ๋องพยักหน้า “ที่นี่คงต้องรบกวนพวกเจ้าแล้ว”
“กระหม่อมน้อมรับคำสั่งพระย่ะค่ะ” เฉินอวี้และเซวียเจินรีบเอ่ยตอบ
ฝั่งศาลบูรพกษัตริย์น่าตกใจแล้ว ฝั่งลิ่นฉังเฟิงเองก็ไม่เบา ลิ่นฉังเฟิงเหลือเพียงความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับบิดาของตนเท่านั้น เมื่อได้ข่าวว่าเขาถูกเซียวเชียนเยี่ยกักบริเวณ คิดว่าอย่างไรก็ไม่มีอันใดทำจึงแวะมาดูสักหน่อย แต่คาดไม่ถึง คิดว่าเซียวเชียนเยี่ยเพียงต้องการกักบริเวณพวกเขา แต่กงอวี้เฉินกลับไม่คิดเช่นนั้น
ยังไม่ทันได้ย่างก้าวเข้าไปในตำหนักที่เหล่าหัวหน้าตระกูลถูกกักบริเวณก็เห็นทหารองครักษ์ที่เฝ้าดูแลนอนจมกองเลือดอยู่หน้าประตู ลิ่นฉังเฟิงรู้ได้ทันทีรีบเข้าไปด้านใน ห้องโถงด้านในยามนี้โกลาหล มีคนนอนกองอยู่บนพื้นมากมาย ได้ยินเสียงปะทะกันของอาวุธดังออกมาไม่หยุด ลิ่นฉังเฟิงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ในลานเล็กๆ ด้านหลังของตำหนัก ชายหนุ่มหลายคนกำลังถืออาวุธเพื่อเผชิญหน้ากับชายชุดดำสามคนตรงหน้าพวกเขา ถัดไปด้านหลังไม่ไกลนักคือเหล่าผู้นำตระกูลและทายาทของพวกเขา ไม่นานลิ่นฉังเฟิงก็มองเห็นนายท่านตระกูลลิ่น ลอบถอนหายใจอยู่ในใจอย่างโล่งอก
แม้ว่าชายหนุ่มลูกหลานตระกูลต่างๆ เหล่านี้จะเคยฝึกวรยุทธ์ แต่สำหรับมือสังหารสำนักหอธาราแล้ว ไม่อาจเรียกได้ว่าหมัดมวยปักบุปผา[1]ด้วยซ้ำ คนห้าหกคนล้อมชายชุดดำไม่นับประสาอันใด เพียงไม่กี่กระบวนท่าของชายชุดดำพวกเขาก็กระเด็นกระดอนได้รับบาดเจ็บสาหัสแล้ว
เห็นได้ชัดว่าชายชุดดำสามคนนั้นก็ไม่ได้ต้องการเสียเวลากับคนหนุ่มเหล่านี้นัก เบี่ยงตัวหลบพวกเขาได้ก็ใช้ดาบฟันไปด้านหลังทันที
ทุกคนส่งเสียงดังขึ้นมาทว่าไม่อาจหลบได้ สามคนนี้ปรากฏตัวขึ้นมากะทันหันและสังหารองครักษ์ด้านนอก พุ่งเข้ามาหาพวกเขาได้ก็มุ่งมั่นสังหารไม่เลือกหน้า ลูกหลานที่มีวรยุทธ์ออกมาขัดขวางไว้ทว่าพวกเขาทำได้เพียงชั่วขณะเท่านั้น ตอนนี้พวกเขาล่าถอยมายังสวนหลังตำหนักไม่มีทางให้ถอยได้อีกต่อไปแล้ว
ก่อนที่อาภรณ์สีแดงจะปรากฏ พลันมีเสียงดังขึ้นเบาๆ แล้วพัดสีดำเล่มหนึ่งก็ลอยมาหยุดคมกระบี่ยาวไว้
คุณชายฉังเฟิงมองไปยังชายชุดดำด้วยรอยยิ้มร่า “สังหารคนที่ไม่อาจต่อสู้ได้ไม่กี่คน สำนักหอธาราต้องใช้มือสังหารถึงสามคนเลยหรือ”
มือสังหารชุดดำกัดฟันเอ่ยเสียงเย็น “ลิ่นฉังเฟิง อย่ายุ่งเรื่องคนอื่นให้มาก”
“ฉังเฟิงหรือ”
“คุณชายฉังเฟิงหรือ”
ทุกคนตกตะลึง ลิ่นฉังเฟิงเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลลิ่น น่าเสียดายที่ถูกตระกูลลิ่นขับไล่ออกจากตระกูล เหล่าผู้นำตระกูลต่างรู้กันเป็นอย่างดีว่าคุณชายใหญ่ตระกูลลิ่นมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคุณชายเว่ยมาตั้งแต่เด็ก เมื่อคราที่เว่ยจวินมั่วเดินทางจากเมืองหลวงไปยังโยวโจวเองก็ตามไปด้วย ไม่คิดว่ายามนี้คนที่มาช่วยพวกเขาจะเป็นลิ่นฉังเฟิง
ในหมู่พวกเขาทั้งประหลาดใจทั้งดีใจ มองไปยังแผ่นหลังกว้างของบุตรชาย ใบหน้าพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
ลิ่นฉังเฟิงหัวเราะพลางมองชายชุดดำทั้งสาม เอ่ย “สำนักหอธาราข่าวว่องไว ไม่รู้หรือว่าอย่างน้อยหนึ่งในกลุ่มนี้ยังมีแซ่ลิ่นอยู่หนึ่งคน” เอ่ยจบ ลิ่นฉังเฟิงจึงหันกลับมาหากลุ่มคนเหล่านี้ทว่าไม่ได้มองไปยังนายท่านตระกูลลิ่น ทว่าหันไปยังนายท่านตระกูลฉิน เอ่ย “ท่านลุงฉิน บุตรชายของท่านสั่งให้ข้าดูแลท่านให้ดี”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นายท่านตระกูลฉินได้แต่ยิ้มเจื่อนเมื่อสบเข้ากับสายตาหลากหลายที่มองมา ทว่ารู้สึกโล่งอกอยู่ในใจ
แม้ว่าลิ่นฉังเฟิงจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเว่ยจวินมั่ว ทว่าเขาแตกหักกับตระกูลลิ่นแล้ว มาช่วยชีวิตนายท่านตระกูลลิ่นก็นับว่าไม่เลวแล้ว ตระกูลฉินกลับแตกต่าง คุณชายใหญ่ตระกูลฉินเป็นว่าที่ผู้สืบทอด ยามนี้ยังเป็นผู้ช่วยข้างกายคุณชายเว่ย รอเยี่ยนอ๋องได้ขึ้นครองบัลลังก์ ต่อให้ตระกูลฉินไม่ได้รุ่งเรือง อย่างน้อยพวกเขาก็ยังปลอดภัย
“ลิ่นฉังเฟิง อย่าคิดว่าพวกข้าเกรงกลัวต่อเจ้า” ชายชุดดำทั้งสามมองสบตากัน เอ่ยเสียงหยัน ลิ่นฉังเฟิงวรยุทธ์สูงส่งแต่ยังไม่ถึงขึ้นเว่ยจวินมั่ว พวกเขาเองก็เป็นมือสังหารที่เก่งกาจที่สุดในมือของสำนักหอธารา สามคนร่วมมือกันไม่แน่อาจจะเอาชนะลิ่นฉังเฟิงได้
ลิ่นฉังเฟิงไม่ใส่ใจ เอ่ยด้วยรอยยิ้มร่า “ทั้งสามท่านไม่รู้หรือ ตอนนี้ในวังหลวงแห่งนี้ผู้ใดเป็นคนตัดสินใจ ทางที่ดีพวกเจ้าไปดูที่ศาลบูรพกษัตริย์ ว่าตอนนี้คนผู้นั้นคงถูกคุณชายเว่ยตีเยี่ยงสุนัขแล้วกระมัง”
“บังอาจ” ทั้งสามคนโกรธจัด ซัดดาบออกไปขณะพุ่งเข้าหาลิ่นฉังเฟิง
ลิ่นฉังเฟิงเสียบพัดในมือเอาไว้ที่เอว เท้าเขี่ยกระบี่ที่ถูกทิ้งอยู่ที่พื้นด้านข้างขึ้นมา ต่อสู้กับทั้งสามคน
ผู้คนในลานเล็กๆ พ่นลมหายใจออกมา ลิ่นฉังอวิ๋นบุตรชายคนโตตระกูลลิ่นในตอนนี้กระตุกชายเสื้อนายท่านตระกูลลิ่นเบาๆ เอ่ย “ท่านพ่อ พวกเรารีบไปเถิด”
สายตาผู้คนรอบข้างมองมายังสองพ่อลูกอย่างแปลกประหลาด คนเป็นลูกกำลังต่อสู้สุดชีวิตเพื่อทั้งหมด พวกเขาที่เป็นคนนอกยังไม่เอ่ยอันใด คนเป็นบิดาเป็นน้องชายจะหนีแล้วอย่างนั้นหรือ ต่อให้ไม่ใช่มารดาคนเดียวกันก็ไม่ควรทำอันใดน่าเกลียดเพียงนี้กระมัง
นายท่านตระกูลลิ่นรู้สึกว่าใบหน้าของเขาร้อนขึ้นมา จ้องเขม็งยังลิ่นฉังอวิ๋นด้วยความโกรธ เอ่ยเสียงเบา “หุบปาก”
ใบหน้าของลิ่นฉังอวิ๋นแข็งค้าง กัดฟันไม่เอ่ยสิ่งใด
เมื่อก่อนลิ่นฉังเฟิงสามารถดูแลมือสังหารวังจื่อเซียวแทนเว่ยจวินมั่วได้แน่นอนว่าไม่ธรรมดา เพียงเจ็ดสิบแปดสิบกระบวนท่า ข้อมือของหนึ่งในชายชุดดำก็ถูกเขาตัดขาด ก่อนที่เขาจะยกเท้าถีบออกไป มือสังหารอีกสองคนเห็นเช่นนั้นจึงเคลื่อนไหวรุนแรงมากขึ้น ลิ่นฉังเฟิงผิวปากเบาๆ กระบี่ยาวในมือเริ่มเคลื่อนไหว แสงสีเงินสะท้านส่องประกาย อยู่ในสงครามมากว่าหลายปี ยามนี้วรยุทธ์ของของเขาแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนแล้ว ต่อสู้อยู่นานก็ยังไม่อาจเห็นผลแพ้ชนะ ทว่าด้านนอกพลันมีเสียงฝีเท้าหนักๆ วิ่งเข้ามาพร้อมเพรียง
ลิ่นฉังเฟิงเลิกคิ้วด้วยรอยยิ้ม กองหนุนมาแล้ว
เซวียปินเข้ามาพร้อมกับทหารกลุ่มหนึ่ง เมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้าจึงรีบล้อมตำหนักเอาไว้ทันใด มือสังหารทั้งสามเห็นว่าท่าไม่ดีแล้ว หากดึงดันสังหารต่อไปคงไม่สำเร็จ จำต้องล่าถอยเท่านั้น เมื่อโจมตีเข้ามาในเมืองหลวง เซวียปินกำลังรู้สึกฮึกเหิม ไหนเลยจะปล่อยให้รอดไปได้ รีบพาทหารผู้ใต้บังคับบัญชาของตนไล่ตามไปพร้อมตะโกนเสียงดัง
ลิ่นฉังเฟิงเหลือบมองมือที่ถูกตัดขาดอยู่บนพื้น ส่งเสียงหยันในลำคอ โยนกระบี่ที่โชกเลือดในมือทิ้ง หมุนตัวหันไปประสานมือให้นายท่านตระกูลฉินและเซี่ยโหว เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฉังเฟิงมาที่นี่ ทำให้ท่านทั้งสองต้องตกใจแล้ว ขออภัยด้วยขอรับ” คนที่ทำให้เยี่ยนอ๋องและเว่ยจวินมั่วให้ความสำคัญได้คงมีเพียงสองท่านนี้แล้ว ส่วนคนอื่น บางทีพวกเขาแทบอยากฆ่าให้ตาย
นายท่านตระกูลฉินพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “คุณชายฉังเฟิงล้อเล่นแล้ว พวกข้าต้องขอบคุณคุณชายลิ่นที่ช่วยชีวิต” ครั้งนี้ตระกูลใหญ่ในจินหลิงสูญเสียไม่น้อย หัวหน้าตระกูลหยางตระกูลเหลียนถูกสังหาร บุตรชายคนโตเพียงคนเดียวก็ถูกสังหารตามไปด้วย แม้แต่ลูกหลานตระกูลฉินของพวกเขายังมีคนหนึ่งบาดเจ็บหนักคนหนึ่งตาย
ทุกคนก้าวเข้าไปเพื่อกล่าวขอบคุณ ไม่ว่าอย่างไรลิ่นฉังเฟิงก็ช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้
ลิ่นฉังเฟิงจนปัญญา “ความจริงเป็นเพราะข้าไม่รอบคอบ ไม่คิดว่าคนพวกนั้นจะบ้าถึงเพียงนี้” ส่วนจะไม่รอบคอบจริงหรือไม่นั้น คนอื่นไม่รู้จริงๆ
เซี่ยโหวขมวดคิ้ว เอ่ย “คนเหล่านี้…เหมือนจะไม่ใช่คนของราชสักนักหรือ”
ลิ่นฉังเฟิงเอ่ย “คนเหล่านี้เป็นมือสังหารสำนักหอธาราขอรับ เซี่ยโหวไม่รู้หรอกหรือ…ว่าคนผู้นั้นร่วมมือกับสำนักหอธารา” วาจานี้ของลิ่นฉังเฟิงดูอ่อนโยนแล้ว เพียงแต่คนที่อยู่ตรงนี้ล้วนแล้วแต่ข่าวสารว่องไว เรื่องเซียวเชียนเยี่ยร่วมมือกับสำนักหอธาราน้อยคนนักจะไม่รู้ รออนาคตตัวตนของกงอวี้เฉินถูกเปิดเผย จุดด่างพร้อยของเซียวเชียนเยี่ยต่อให้เป็นน้ำในแม่น้ำหลีก็ไม่อาจลบล้างได้
แม้จะนึกไม่ออกถึงเหตุผลที่คนสำนักหอธารามาสังหารพวกเขา เซี่ยโหวก็อดกังวลขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “ถ้าเป็นเช่นนี้…เหล่าขุนนางในราชสำนักจะมีอันตรายหรือไม่”
“ขุนนางของราชสำนักอย่างนั้นหรือ”
นายท่านตระกูลฉินพยักหน้า เอ่ย “เมื่อวานเย็น ขุนนางในราชสำนักก็อยู่ในวัง ได้ยินว่าพักอยู่ด้านข้างห้องทรงอักษร”
ลิ่นฉังเฟิงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ยกมือขึ้นประสาน เอ่ย “ข้าน้อยยังมีเรื่องต้องจัดการ ขอตัวลาแล้ว”
เหล่าปัญญาชนคร่ำครึพวกนั้นตายไปก็ตายไปเถิด แต่คนของสำนักหอธารานั้นสังหารคนตามอำเภอใจ หากสังหารขุนนางในราชสำนักทั้งหมด คนที่ต้องรับกรรมก็คือพวกเขา
เซี่ยโหวเองก็รู้ว่าเขาจะไปทำอันใด รีบเอ่ย “เชิญคุณชายตามสบายเถิด”
ลิ่นฉังเฟิงหมุนตัวเดินออกไป ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ชายตามองนายท่านตระกูลลิ่นแม้เพียงเล็กน้อย
“ลูกเนรคุณ หยุดเดี๋ยวนี้” นายท่านตระกูลลิ่นละอายจนกลายเป็นความโกรธ เอ่ยเสียงดัง
ลิ่นฉังเฟิงส่งเสียงหยันในลำคอ เดินออกไปจากสวนอย่างรวดเร็ว
[1] หมัดมวยปักบุปผา คือกระบวนท่าที่สวยงามทว่าใช้การไม่ได้