หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1062 ผู้รอดชีวิต (1)
ตอนที่ 1062 ผู้รอดชีวิต (1)
เมื่อเว่ยจวินมั่วเข้าไปด้านในห้องโถงกลับมองเห็นเพียงควันหนาปกคลุม และเปลวไฟที่โหมลุกไหม้ สิ่งที่สัมผัสได้คือความร้อนที่แผ่กระจายออกมา เพียงยืนอยู่หน้าประตูยังรู้สึกเช่นนี้ คนที่อยู่ในห้องโถงจะทรมานเพียงใดไม่ต้องเอ่ยถึง โชคดีที่วรยุทธ์คุณชายเว่ยสูงส่ง แน่นอนว่าการได้ยินก็ไม่เลว สามารถเดินตรงไปยังตำแหน่งของเยี่ยนอ๋องได้โดยไม่จำเป็นต้องมองด้วยซ้ำ
“เสด็จลุง”
เว่ยจวินมั่วยังไม่ทันเดินไปถึงเยี่ยนอ๋องก็มีชายชุดดำสองคนตรงเข้ามา เว่ยจวินมั่วเองก็ไม่เกรงใจ กระบี่ซือกุยในมือตวัดออกไปทันที ขณะเดียวกันก็ยกเท้าถีบคนตรงหน้าออกไป เสียงร่างหนักๆ สองร่างร่วงหล่นลงบนพื้น เปลวไฟพร้อมด้วยควันลอยโขมงยิ่งหนักมากขึ้น ทันใดนั้นพลันมีเสียงร้องโหยหวนจากร่างที่ถูกไฟแผดเผา
“เว่ยจวินมั่ว” กงอวี้เฉินเอ่ยอย่างเย็นชา
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเข้ม “คำสัญญาของข้ายังมีผล” เอ่ยจบก็ไม่สนใจว่ามีคนที่ยังซ่อนตัวอยู่ในความมืดมากเพียงใด รีบเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเยี่ยนอ๋อง ยื่นมือไปคว้าตัวขึ้นมา เยี่ยนอ๋องคว้ามือเขาเอาไว้ “ชื่อเอ๋อร์หมดสติ พาเขาไปก่อน…”
“พวกเจ้าไปก่อน” เสียงของอาจารย์อาดังขึ้นมาจากด้านหลังอย่างหงุดหงิด ไฟกำลังลุกไหม้อยู่ตรงหน้าแล้วยังจะยื้อกันอยู่ได้ คิดว่าแสดงละครอยู่หรือ
เว่ยจวินมั่วไม่เอ่ยสิ่งใดอีก คว้าเยี่ยนอ๋องละเซียวเชียนจย่งแล้วเดินผ่านอาจารย์อาออกไปทันใด
เว่ยจวินมั่วไปถึงประตูอย่างรวดเร็ว เขาโยนเซียวเชียนจย่งออกไป ขณะเดียวกันก็วางเยี่ยนอ๋องไว้ที่ประตูและหันกลับเข้าไปอีกครั้ง ตอนนั้นเองที่ชายชุดดำสองคนรีบกำลังพยุงกงอวี้เฉินออกมาอย่างรวดเร็ว กงอวี้เฉินในตอนนี้ไม่มีความนิ่งสงบอย่างที่เคยเป็นมาอีกแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาเปรอะเปื้อนไปด้วยควันและฝุ่นไม่น้อย สายตาร้ายกาจมองไปยังเยี่ยนอ๋องที่นั่งพิงอยู่หน้าประตู จากนั้นมองไปยังหนานกงมั่วและกองทัพโยวโจวที่กำลังเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทำได้เพียงยักไหล่ด้วยความเสียดาย
เซวียเจินจ้องมองกงอวี้เฉินเขม็ง ขอเพียงเยี่ยนอ๋องมีคำสั่ง พวกเขาพร้อมที่จะสับกงอวี้เฉินให้แหลกเป็นชิ้นๆ
เยี่ยนอ๋องไอสองสามครั้ง เอ่ยเสียงเข้ม “ปล่อยเขาไป”
กงอวี้เฉินเลิกคิ้วพร้อมด้วยรอยยิ้ม ยังไม่ทันเอ่ยปากพลันรู้สึกถึงลมที่กระทบมาจากด้านหลัง แม้เขาจะไม่มีกำลังภายในแล้ว แต่ร่างกายที่เคยมีวรยุทธ์สูงส่งนั้นยังมีสัญชาตญาณ จึงรีบเบี่ยงตัวหลบ หันไปมองเห็นชายวัยกลางคนยืนอยู่หน้าประตูกำลังมองมาที่เขาด้วยสายตาเย็นชา หากไม่ใช่เพราะในมือของเขายังมีคนสองคนอยู่ เกรงว่ากงอวี้เฉินคงไม่อาจหลบจากการโจมตีครั้งนี้ของเขาได้
กงอวี้เฉินสัมผัสได้ถึงไอสังหารได้อย่างชัดเจนจากบุคคลตรงหน้า ชายชุดดำที่คอยคุ้มกันเขาเองก็รีบรุดก้าวมาด้านหน้าเพื่อบังหน้าเขาเอาไว้ อาจารย์อาส่งเสียงหยันในลำคอ กวาดตามองคนตรงหน้าอย่างเหยียดหยาม “ยังไม่ไปอีก ขวางประตูอยู่ได้คิดจะทำอันใด”
ประตูมีเพียงเท่านี้คนไม่กี่คนมายืนออกันอยู่ คนด้านในก็ไม่อาจออกมาได้ คนพวกนี้สมองมีปัญหาหรือถึงได้ยืนบังอยู่ตรงนี้อยู่ได้
“และเจ้า เห็นแก่เยาเยา ครั้งนี้ข้าจะไม่ทำอันใดเจ้า อย่าให้ข้าเจอเจ้าอีก” อาจารย์อาจ้องมองกงอวี้เฉินพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
กงอวี้เฉินลอบถอนหายใจอยู่ในใจ รัศมีที่แผ่ออกมาของชายวัยกลางคนตรงหน้าทำให้เขารู้สึกอันตรายอย่างยิ่ง ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าตอนนี้เขาเป็นเช่นนี้ เกรงว่าในตอนที่เขามีวรยุทธ์เต็มเปี่ยมเองก็คงไม่อาจเอาชนะชายผู้นี้ได้
กงอวี้เฉินพยักหน้าให้ทุกคน เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าต้องขอลาแล้ว”
“รีบไป ถอยออกไปให้หมด” น้ำเสียงโกรธเกรี้ยวของเว่ยจวินมั่วดังมาจากด้านใน ตามมาด้วยเสียงดังกึกก้องพร้อมกับพื้นใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาที่กำลังสั่นไหวเบาๆ
ทุกคนตกตะลึง “ดินปืนใต้พื้นกำลังจะระเบิดแล้ว”
อาจารย์อายกมือขึ้นมาโยนสองคนในมือออกไป ขณะเดียวกันก็ยกเท้าถีบกงอวี้เฉินที่อยู่ตรงหน้าพร้อมโน้มตัวลงไปดึงเยี่ยนอ๋องขึ้นมา หนานกงมั่วเองก็คว้าเซียวเชียนจย่งที่ยังแตกตื่นเหาะออกไป เหล่าขุนพลที่เดิมทีล้อมรอบตำหนักเอาไว้เองต่างก็ล่าถอยโดยไม่ต้องรอคำสั่ง เว่ยจวินมั่วคว้าเฉินอวี้และพุ่งตัวออกมาจากประตู
‘ตูม!’
ชายชุดดำสองคนพุ่งตัวออกมาจากกลุ่มควัน ทว่ากลับไม่เห็นเซียวเชียนเยี่ย
เว่ยจวินมั่ววางเฉินอวี้ลง หมุนตัวกลับเข้าไปด้านในอีกครั้ง
“จวินเอ๋อร์” เยี่ยนอ๋องยกมือกุมหน้าอกที่เจ็บปวดด้วยมือข้างเดียว น้ำเสียงแหบแห้งเล็กน้อย เว่ยจวินมั่วหันกลับมามองเขาเล็กน้อย ยื่นมือไปหยิบถังน้ำจากทหารใกล้ๆ เทราดลงบนร่างกายพร้อมหันกลับไป “เซียวเชียนเยี่ยจะตายอยู่ที่นี่ไม่ได้” ต่อให้เขาถูกไฟคลอกตายก็ต้องนำเอาร่างเขาออกมา แทนที่จะปล่อยให้เขามอดไหม้จนหมดสิ้น
หนานกงมั่วขมวดคิ้ว เพียงเอ่ย “จวินมั่ว ระวังตัวด้วย”
เว่ยจวินมั่วพยักหน้า เดินเข้าไปโดยไม่หันกลับมามองด้วยซ้ำ
กงอวี้เฉินที่เพิ่งลุกขึ้นได้หัวเราะเย้ยหยัน “ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าคุณชายเว่ยมีจิตใจเมตตาเพียงนี้ ปล่อยให้เขาตายเลยไม่ง่ายกว่าหรือ ซิงเฉิงจวิ้นจู่ เจ้าว่าอย่างไร เจ้าไม่เป็นห่วงเว่ยจวินมั่วแม้เพียงนิดเลยอย่างนั้นหรือ” สำหรับเรื่องที่ถูกเซียวเชียนเยี่ยหลอกจนเกือบตาย กงอวี้เฉินไม่โกรธแค้นเลยคงเป็นไปไม่ได้
หนานกงมั่วเหลือบตามองเขาอย่างเฉยเมย “หากข้าเป็นเจ้าสำนักกง สิ่งที่จะทำตอนนี้คือรีบหนีเอาชีวิตรอด” ไม่ใช่ว่านางไม่เป็นห่วงเว่ยจวินมั่ว แต่เพราะนางเชื่อว่าเว่ยจวินมั่วไม่มีทางปล่อยให้ตนเองตายเพราะช่วยเซียวเชียนเยี่ยอย่างแน่นอน ดินปืนในยุคปัจจุบันไม่ใช่ระเบิดแรงสูงอย่างโลกที่แล้วของนาง ถูกฝังอยู่ใต้ดินจะมีประสิทธิภาพมากเพียงใดหนานกงมั่วเองก็สงสัย หากดินปืนมีประสิทธิภาพมากเพียงนั้นสงครามในยุคนี้ก็คงไม่ใช้อาวุธเย็นพวกนั้นแล้ว
รอยยิ้มบนใบหน้าของกงอวี้เฉินแข็งค้าง มองอาจารย์อาที่ยืนอยู่ด้านข้าง สุดท้ายจึงไม่ได้หยอกล้อหนานกงมั่วอีก สถานการณ์แข็งแกร่งกว่าคนนี่นะ
ในตอนที่เว่ยจวินมั่วเข้าไปนั้นเซียวเชียนเยี่ยกำลังหลบอยู่ที่มุมหนึ่ง แต่เปลวไฟเคลื่อนเข้ามาใกล้จนแทบไม่มีที่ให้หลบเลี่ยงได้ เผชิญหน้ากับความร้อนระอุที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ สิ่งที่สูดดมเข้าไปคือควันหนาที่ยากแก่การหายใจ เซียวเชียนเยี่ยที่สำลักควันอยู่ในที่สุดก็น้ำตาไหลออกมา
คงตายไปแบบนี้สินะ
แม้จะคิดเช่นนี้ แต่อย่างไรก็ตาม การเอาตัวรอดเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ และการถูกไฟคลอกตายนั้นเป็นการตายที่เจ็บปวดอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นเซียวเชียนเยี่ยจึงถอยล่นไปที่มุมห้องไม่หยุด กระทั่งไม่อาจถอยได้อีก ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป เซียวเชียนเยี่ยกัดฟันคิดจะวิ่งไปที่ประตู ทว่าเท้ากลับสะดุดบางอย่างจนล้มลงไปกับพื้น ใบหน้ารู้สึกแสบร้อนขึ้นมา เซียวเชียนเยี่ยร้องคร่ำครวญขึ้นมาพยายามลืมตาเพื่อมองให้เห็นชัดๆ แต่ก็ไม่มีสิ่งใดนอกจากควันหนาทึบ
“แค่กๆ…” ในที่สุดเซียวเชียนเยี่ยก็ยอมแพ้อย่างสิ้นหวัง ด้านล่างเป็นร่างที่ทำให้เขาสะดุดเมื่อครู่ เซียวเชียนเยี่ยอดยิ้มขมขื่นขึ้นมาไม่ได้ ไม่คิดว่าเขาต้องมาตายไปพร้อมกับร่างที่ไม่รู้แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนาม รอจนคนพวกนั้นเปิดวัดและดับไฟศาลบูรพกษัตริย์ได้แล้ว ยังจะแยกได้หรือไม่ว่าร่างกายไหนที่เป็นของเขาเซียวเชียนเยี่ย
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาเดินเข้ามาจากด้านหน้า เว่ยจวินมั่วขมวดคิ้ว ในที่สุดก็ได้ยินชัดถึงทิศทางของเซียวเชียนเยี่ย จึงก้าวเข้าไปด้านหน้าแล้วคว้าเขาเอาไว้ก่อนะพาเดินออกไป
“เว่ย…เว่ยจวินมั่วหรือ” เซียวเชียนเยี่ยตกตะลึง ความละอายใจก่อเกิดขึ้นมาในใจทันที “ข้าไม่ต้องการให้เจ้าช่วย เจ้า…”