หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1061 การบ้าคลั่งครั้งสุดท้าย (2)
ตอนที่ 1061 การบ้าคลั่งครั้งสุดท้าย (2)
เนิ่นนาน ก่อนจะได้ยินเสียงเย็นของกงอวี้เฉิน “ไป”
ในเมื่อแพ้แล้ว เขาเองใช่ว่าจะแพ้ไม่เป็น ขอเพียงมีชีวิตอยู่…สักวันเขาจะต้องกลับมา
เมื่อกงอวี้เฉินเอ่ยจบ แผ่นเหล็กหน้าประตูใหญ่พลันร่วงลงมา ปิดประตูตรงหน้าเอาไว้แน่น หากกงอวี้เฉินยังเป็นเจ้าสำนักหอธาราที่มีวรยุทธ์สูงส่ง เขาคงอาศัยจังหวะนี้ใช้วรยุทธ์พุ่งตัวออกไปจากห้องโถง เขาเชื่อว่าเว่ยจวินมั่วที่อยู่ด้านนอกจะไม่ลอบโจมตีเขา
แต่กงอวี้เฉินในตอนนี้ไม่ได้แตกต่างไปจากคนธรรมดาทั่วไป เพื่อป้องกันการลอบโจมตีจากเว่ยจวินมั่วและหนานกงมั่วเขาจึงยืนห่างจากประตูสี่ถึงห้าก้าว ใกล้ประตูมีเซียวเชียนเหว่ยและเซียวเชียนชื่อที่ถูกจับเป็นตัวประกันขวางอยู่ ดังนั้นเมื่อครั้งที่ประตูปิดลงทุกคนต่างตกใจ เพราะไม่มีใครหนีออกไปได้ทัน
ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าคนด้านนอกนั้นจะตกใจเพียงใด ยามนี้ห้องโถงใหญ่มืดลง ห้องโถงศาลบูรพกษัตริย์นั้นไม่มีหน้าต่าง ประตูทั้งเก้าของห้องโถงถูกปิดตาย นี่เห็นได้ว่าเป็นแผนการที่วางเอาไว้เป็นอย่างดีก่อนหน้านี้ เพียงกลไกร่วงลงมาทุกอย่างก็สำเร็จ ทั่วทั้งห้องโถงถูกปิดตาย แม้แต่ประตูด้านหลังห้องโถงเองก็เป็นเช่นเดียวกัน
กงอวี้เฉินพลันนึกสิ่งใดขึ้นได้ สายตาแหลมคมมองไปยังเซียวเชียนเยี่ยที่นั่งอยู่ในห้องโถง “เป็นพระองค์”
เซียวเชียนเยี่ยเงยหน้าขึ้น ใบหน้าซูบผอมมีรอยยิ้มหยันขึ้นมาบนใบหน้า “ขายผู้ร่วมมือ ไม่ใช่สิ่งที่เจ้ากงอวี้เฉินทำเป็นครั้งแรกกระมัง บางทีข้าควรเรียกเจ้าว่า…องค์ชายเป่ยหยวนหรือ”
กงอวี้เฉินกัดฟัน สายตาที่มองไปยังเซียวเชียนเยี่ยเย็นยะเยือก “กระหม่อมดูหมิ่นพระองค์เกินไป”
เซียวเชียนเยี่ยเลิกคิ้ว เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าสำนักกงบอกว่าจะช่วยข้ามิใช่หรือ เพียงแต่ฟังดูแผนการของเจ้าแล้วข้าคิดว่ายังไม่เพียงพอ ดังนั้น จึงได้เตรียมการอย่างอื่นเอาไว้ด้วย ครั้งนี้ในที่สุดข้าก็ไม่พลาด เจ้าว่าใช่หรือไม่”
“แม้แต่ชีวิตของพระองค์เองก็ไม่ต้องการแล้วหรือ”
“กษัตริย์ที่เสียสละเพื่อแผ่นดิน ไม่มีสิ่งใดน่าเสียดายแม้เพียงนิด” เซียวเชียนเยี่ยสีหน้าเรียบนิ่ง
กงอวี้เฉินมองไปยังเยี่ยนอ๋อง “ท่านอ๋องพระองค์เองก็คิดว่าไม่เป็นไรหรือ”
เยี่ยนอ๋องเอ่ยตอบเสียงเรียบ “เจ้าสำนักกงเอ่ยแล้วมิใช่หรือว่าข้ามีผู้สืบทอด ต้องกังวลสิ่งใดอีกเล่า”
เฉินอวี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่เลว มีองค์ชายเป่ยหยวน อีกทั้งยังเป็นไต้ซือเนี่ยนหย่วนผู้มีความสามารถ ได้ตายไปพร้อมกัน นับเป็นวาสนาของข้ายิ่งนัก”
“เสด็จพ่อ…” เซียวเชียนจย่งตะโกนขึ้นมา ทว่ากลับไม่เอ่ยต่อ เซียวเชียนเหว่ยและเซียวเชียนชื่อต่างกัดฟันไม่เอ่ยสิ่งใด เวลานี้พวกเขาไม่ได้มีประโยชน์อันใด และไม่ใช่เวลาที่พวกเขาจะทำอันใดได้
เซียวเชียนเยี่ยลุกขึ้นท่าทางทุลักทุเลโดยมีองครักษ์คอยประคอง หันกลับไปมองแผ่นป้ายวิญญาณของอดีตฮ่องเต้ด้านหลัง เอ่ยถาม “เสด็จลุงเยี่ยนอ๋อง ดูเหมือนครั้งนี้ท่านและข้าต่างก็ไม่มีผู้ใดชนะกระมัง”
เยี่ยนอ๋องเงียบไม่เอ่ยวาจา
กงอวี้เฉินส่งเสียงหยันในลำคอ ยกมือขึ้นส่งสัญญาณ ชายชุดดำที่รอมานานในที่สุดก็วิ่งออกมาพุ่งเข้าหาเซียวเชียนเยี่ยทันที
เสียงฟันแทงดังขึ้น แสงไฟส่องสว่างขึ้นในมือของเซียวเชียนเยี่ย ทำให้ห้องทั้งห้องสว่างขึ้นมา ขณะเดียวกันก็มีชายชุดดำไม่กี่คนมาขวางอยู่ด้านหน้าเซียวเชียนเยี่ยเอาไว้ ใบหน้าเย็นยะเยือกของกงอวี้เฉินชะงัก ลืมไปแล้วว่าในวังไม่ได้มีเพียงคนของสำนักหอธารา ยังมีราชองครักษ์ในวังอีกด้วย
เซียวเชียนเยี่ยถอนหายใจ ดูพึงพอใจกับสถานการณ์ตรงหน้ามาก “เสด็จลุงเยี่ยนอ๋องทางที่ดีพระองค์อย่าได้หวังให้เว่ยจวินมั่วกลับมาช่วยพระองค์เลย ในห้องโถงแห่งนี้ นอกจากเบื้องล่างแล้ว ถูกข้าสร้างเป็นกรงขังเอาไว้แล้ว วรยุทธ์ของเว่ยจวินมั่วเมื่อครู่ข้าเองก็ได้ประจักษ์ แต่จะตัดกรงนี้ให้ขาด ต่อให้เป็นเว่ยจวินมั่วอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยามกระมัง”
“กระหม่อมไม่คาดคิดเลยว่าพระองค์จะมีแผนเช่นนี้” กงอวี้เฉินกล่าวหลังจากเงียบไปชั่วครู่
เซียวเชียนเยี่ยยิ้ม “สิ่งนี้สร้างขึ้นเมื่อสองปีก่อน เจ้าสำนักกงคิดว่าอย่างไร” เซียวเชียนเยี่ยเองไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมเขาถึงต้องการปรับแต่งสร้างศาลบูรพกษัตริย์นี้ขึ้นใหม่ บางทีเขาอาจมีลางสังหรณ์ถึงเรื่องในวันนี้อย่างนั้นหรือ
เซียวเชียนเยี่ยกวาดสายตามองไปยังทุกคนด้วยรอยยิ้มมีความสุข เอ่ย “เสด็จปู่มอบแผ่นดินของต้าเซี่ยให้ข้า ต่อให้ข้าไม่ต้องการแล้วก็ไม่ให้พวกเจ้า ส่วนเจ้า…คนชั่วเป่ยหยวน ยังอยากมีชีวิตรอดไปจากเมืองจินหลิงอย่างนั้นหรือ ฝันไปเถิด” เอ่ยจบ เซียวเชียนเยี่ยจึงขว้างตะบันไฟในมือออกไปโดยไม่แม้แต่จะมองมัน ห้องโถงที่ถูกคนของกงอวี้เฉินราดน้ำมันไว้ไม่น้อย เมื่อเจอไฟจึงลุกไหม้ขึ้นมา ที่อันตรายไปกว่านั้นก็คือ ใต้ห้องโถงยังเต็มไปด้วยดินปืนและน้ำมัน เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นก็ง่ายที่จะระเบิด โดยก่อนหน้านั้นแม้ยังไม่ทันถูกไฟคลอกตาย พวกเขาอาจจะตายเพราะควันก่อนก็เป็นได้
“สังหารเขา” กงอวี้เฉินสีหน้าทะมึน เอ่ยเสียงดัง
เซียวเชียนเยี่ยแหงนหน้าหัวเราะเสียงดัง ไม่สนใจว่ากงอวี้เฉินจะสังหารตนเอง องครักษ์ที่เฝ้าอยู่ด้านข้างขึ้นไปปะทะกับมือสังหารของสำนักหอธารา ทั่วทั้งห้องโถงตกอยู่ในความโกลาหล
ไฟลุกโชนขึ้นจากมุมหนึ่งของห้องโถงและในไม่ช้าก็ลามไปยังบริเวณโดยรอบ ควันหนาฉุนกระจายไปรอบๆ ทันที
“ดับไฟ”
“เร็วเข้า ดับไฟ”
หนานกงมั่วและคนอื่นๆ นอกห้องโถงใหญ่ก็ตกตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันเช่นกัน “เกิดอันใดขึ้น”
เว่ยจวินมั่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้ม “เซียวเชียนเยี่ย” อย่างไรเซียวเชียนเยี่ยก็เป็นฮ่องเต้มาหลายปีแล้ว วังหลวงแห่งนี้มีเซียวเชียนเยี่ยเป็นคนตัดสินใจ เขาอยากทำอันใดในวังหลวง แน่นอนว่าง่ายกว่ากงอวี้เฉินอย่างแน่นอน
เว่ยจวินมั่วดึงกระบี่ของเขาออกมาฟันไปที่ประตู เกิดประกายไฟขึ้นมา ประตูไม้ด้านนอกพังลงมาแล้ว แต่ประตูเหล็กด้านในมีเพียงรอยลึกประทับเอาไว้ นอกจากนั้นแล้วไม่มีแม้แต่การโอนเอนแม้เพียงนิด
ความคิดแวบเข้ามาในหัวของหนานกงมั่ว “แย่แล้ว เกรงว่าเซียวเชียนเยี่ยคิดจะวางเพลิง” ห้องโถงเต็มไปด้วยเชื้อเพลิงที่ติดไฟได้ และยังมีดินปืนที่ไม่รู้มีมากเพียงใดจำนวนอยู่ใต้ดิน เมื่อไฟลุกขึ้น คนด้านในนั้นไร้หนทางจนสิ้น “จะทำเยี่ยงไร”
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเข้มด้วยท่าทางเคร่งขรึม “เปิดประตู”
เซวียเจินที่อยู่ด้านหลังรีบส่งสัญญาณให้ทหารใต้บังคับบัญชา ทุกคนถืออาวุธประจำกายล้อมเข้ามา คนที่ฟันก็ฟัน คนที่ทุบก็ทุบ ได้ยินเสียงทุบตีส่งเข้ามาไม่หยุดแต่ตำหนักตรงหน้ากลับไม่สะเทือน
หนานกงมั่วเหาะขึ้นไปบนหลังคาอย่างรวดเร็ว ใช้เท้าเตะแผ่นกระเบื้องออกไป พลันมองเห็นเหล็กหนาเนื้อดีอย่างที่คาดเอาไว้
ที่ประตูห้องโถง เว่ยจวินมั่วถือกระบี่ซือกุยเอาไว้ในมือ เหวี่ยงกระบี่ไปยังประตูเหล็กตรงหน้าเงียบๆ ไม่สนใจว่าการทำเช่นนี้จะทำให้กระบี่เสียหาย หนานกงมั่วลงมาจากบนหลังคา ไม่เอ่ยสิ่งใด ชักกระบี่ชิงหมิงออกมา ฟันลงไปยังตำแหน่งเดียวกัน คนอื่นๆ เห็นเช่นนั้นจึงไม่สนสิ่งใดอีก รุมล้อมเข้ามาและฟันไปที่เดียวกันอย่างเต็มกำลัง
มองเห็นว่าร่องรอยประตูเหล็กตรงหน้าใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หัวใจหนานกงมั่วเองก็ยิ่งร้อนรนขึ้นเรื่อยๆ ทำเช่นนี้ต่อไปประตูอาจสามารถเปิดได้ แต่ว่า…คนด้านในจะทนได้ถึงตอนนั้นหรือไม่
ถึงมีประตูเหล็กหนากั้นเอาไว้ เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของเซียวเชียนเยี่ยก็ยังดังมาจากด้านใน “ฮ่าๆ เว่ยจวินมั่ว…เว่ยจวินมั่ว ต่อให้ข้าพ่ายแพ้ ก็จะทำให้พวกเจ้าตายทั้งเป็น”
ดวงตาของหนานกงมั่วทะมึนขึ้น มือเคลื่อนไหวเพิ่มรุนแรงขึ้นหลายเท่า
หนานกงชวี่ที่จากไปพร้อมกับเยาเยากลับมาเห็นเหตุการณ์วุ่นวายตรงหน้าตำหนัก อดตกตะลึงไม่ได้ ไม่นานเขาก็เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น คิ้วคมขมวดมุ่น หนานกงชวี่หมุนตัวเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
ในที่สุดรอยร้าวก็ปรากฏขึ้นที่ประตูเหล็กหนา โชคดีที่ประตูเหล็กที่เซียวเชียนเยี่ยสั่งให้สร้างนั้นไม่ได้ทำมาจากเหล็กบริสุทธิ์ทั้งหมด เพื่อประหยัดทรัพยากรจึงใช้วัสดุอื่นใส่ตรงกลางและหุ้มด้วยเหล็กอีกชั้น หากสร้างด้วยเหล็กบริสุทธิ์ทั้งหมด คงเป็นเรื่องยากหากต้องทำลาย แน่นอนหากต้องการสร้างกรงนี้ด้วยเหล็กทั้งหมด เซียวเชียนเยี่ยคงยากที่จะเลี่ยงความสนใจจากผู้คนในระหว่างที่จัดหาวัสดุ
“เร็วเข้า ประตูกำลังจะพัง” มีคนตะโกนขึ้นอย่างตื่นเต้น
สีหน้าของหนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วยังคงตึงเครียด คนด้านใน…
“หลีกไปให้หมด” เสียงหนักแน่นดังมาจากด้านหลัง หนานกงมั่วผงะ ความปิติยินดีพุ่งขึ้นมา “อาจารย์อา”
ชายคนหนึ่งในชุดผ้าฝ้ายธรรมดายืนอยู่ที่ขั้นบันไดของตำหนัก ใบหน้าซูบผอม ท่าทางไม่ธรรมดา ตลอดทางที่เขาเดินมา ไม่ว่าจะเป็นทหารที่รู้จักหรือไม่รู้จักเขา ไม่มีใครคิดไปขวางทางเขา อาจารย์อาส่งเสียงหยัน ยกดาบในมือขึ้นมา ‘ดาบหงหมิง’
“หลีกไปให้หมด” หนานกงมั่วเอ่ย ขณะเดียวกันก็ลอยตัวลงมาจากบันไดของตำหนัก เว่ยจวินมั่วมองอาจารย์อา พยักหน้าให้เบาๆ ชั่วพริบตาร่างของทั้งสองก็ถีบตัวลอยขึ้น พลังของหนึ่งดาบหนึ่งกระบี่ปะทะเข้ากับประตูเหล็กบานหนา เสียงดังขึ้นมา ประตูเหล็กแข็งแกร่งพลันมีรอยบุบทันใด
ดาบที่สอง!
ดาบที่สาม!
ทั้งสองตวัดดาบและกระบี่ติดต่อกันห้าหกครั้ง เสียงเสียดหูจนทุกคนอดไม่ได้อยากยกมือขึ้นปิดหู ภายใต้สายตาเฝ้ารอจากทุกคน ในที่สุดประตูเหล็กก็ไม่อาจทนการโจมตีที่รุนแรงได้พังทลายลง ประตูเหล็กเพิ่งล้มลง ควันโขมงก็พวยพุ่งออกมา ทุกคนร้อนใจอยากพุ่งตัวเข้าไปด้านใน เสียงของเว่ยจวินมั่วดังขึ้น “อย่าขยับ” จากนั้นจึงเคลื่อนตัวเข้าไปในกลุ่มควัน อาจารย์อาส่งเสียงในลำคอ ดึงหนานกงมั่วที่คิดจะตามเข้าไปเอาไว้ ก่อนจะเคลื่อนไหวรวดเร็วเข้าไปด้านในทันที
ประตูเปิดออกแล้ว ทว่ามีเพียงประตูบานเดียว แคบเกินกว่าคนสองคนจะเดินเคียงกันเข้าไปได้ เข้าไปหลายคนเพียงนี้จะเข้าไปช่วยหรือเข้าไปขวางประตูให้คนด้านในได้ตายกันเล่า
คนนอกตำหนักร้อนใจ คนด้านในกลับทรมานไม่น้อย ไฟในตำหนักโหมกระพือไม่อาจหยุดได้ แม้ว่าคนของสำนักหอธาราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อดับไฟ ทว่าไม่อาจหยุดไฟที่ลุกลามใหญ่โตขึ้นมาได้ สิ่งที่ทรมานผู้คนไม่ใช่เพียงไฟที่ลุกไหม้ ยังมีควันเสียดจมูก ทุกคนต่างหลบไปอยู่ที่มุมของห้องโถง ทำได้เพียงมองดูเปลวไฟที่กำลังลุกลามมาใกล้ คนของสำนักหอธาราหลายคนต้องตายเพราะถูกไฟคลอกขณะพยายามเข้าไปดับไฟ เยี่ยนอ๋องพิงอยู่ข้างผนังไอสำลักไม่หยุด ใบหน้าซีดขาวยิ่งซีดเซียวมากขึ้น เขายังไม่ฟื้นตัวดีจากการบาดเจ็บ ยิ่งไม่อาจทนฝุ่นควันได้
“เสด็จพ่อ…” เซียวเชียนจย่งขวางอยู่ด้านหน้าเยี่ยนอ๋อง ใบหน้าซีดเซียว เอ่ยขึ้น “พี่ชาย…พี่ชายจะมาช่วยพวกเราหรือไม่”
เยี่ยนอ๋องยกมือขึ้นตบไหล่บุตรชายไม่เอ่ยสิ่งใด เหลือบมองบุตรชายอีกสองคน เซียวเชียนชื่อสลบไปนานแล้ว เซียวเชียนเหว่ยเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก
เซียวเชียนจย่งเองก็ไม่ได้ต้องการคำตอบจริงๆ เขาเพียงไม่รู้ว่าตอนนี้เขาทำอันใดได้บ้างก็เท่านั้น
กงอวี้เฉินนั่งอยู่อีกมุมหนึ่งไม่ไกลจากพวกเขา รอบตัวของเขาล้อมไปด้วยชายชุดดำหลายคน ใบหน้าของเขายังคงนิ่งสงบ ราวกับไม่มีความหวาดกลัวต่อสถานการณ์ตรงหน้าแม้เพียงนิด ด้านหลังของเขาคือเซียวเชียนเยี่ยที่สำลักน้ำตาไหลไม่หยุดเพราะการหัวเราะ
“ไม่คิดเลยจริงๆ ว่ากระหม่อมจะมาตายพร้อมกันกับท่านอ๋อง” กงอวี้เฉินลืมตาขึ้น เอ่ยเสียงเรียบ
เยี่ยนอ๋องหลับตาลงเอนตัวพิงกำแพงไม่เอ่ยสิ่งใด
ไฟลุกไหม้รุนแรงยิ่งเข้ามาใกล้ ควันก็ยิ่งทำให้คนยากที่จะหายใจ ในห้องโถงใหญ่มีเพียงเสียงไฟที่กำลังเผาไหม้และเสียงการโจมตีจากด้านนอก อากาศน้อยลงเรื่อยๆ คนก็ยิ่งยากที่จะหายใจขึ้นอีก เพียงไม่รู้ว่าเป็นเพราะควันหรือเพราะความสิ้นหวังในใจกันแน่
โครม!
เสียงดังโครมคราม ประตูใหญ่พังลง ทุกคนเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความตกตะลึง ท่ามกลางกลุ่มควันและเปลวเพลิงหนาทึบ มองเห็นเพียงร่างสูงที่กำลังเดินเข้ามา