หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1050 กลับจินหลิงอีกครั้ง (1)
ตอนที่ 1050 กลับจินหลิงอีกครั้ง (1)
ความรู้สึกหลังจากกลับมาจินหลิงอีกครั้งในช่วงเวลาสี่ห้าปีนั้นแปลกไปเล็กน้อย ครั้งที่แล้วเรียกได้ว่าพวกเขาหนีไป แต่มีเอ้อกั๋วกงคอยอารักขาไปส่ง ออกจากเมืองไปอย่างทุลักทุเล แต่ครั้งนี้พวกเขาเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบ แต่กลับต้องแอบเข้าเมืองมาเงียบๆ ไม่เอ่ยไม่ได้เลยว่าเรื่องนี้นับเป็นเรื่องแปลกประหลาดอีกเรื่อง
เมื่อเทียบกับตอนที่จากไป จินหลิงในยามนี้เห็นได้ว่าดูเงียบเหงาไปบ้าง ถนนที่เดิมทีรุ่งเรืองกลับมีเพียงไม่กี่คน เมืองชั้นในแม้จะดูมั่นคง ทว่าผู้นำตระกูลต่างๆ กลับถูกเรียกตัวเข้าวัง น้อยคนนักจะกล้าทำอันใด ยิ่งดูเงียบเชียบเสียยิ่งกว่าเมืองชั้นใน สิ่งที่ได้ยินมากที่สุดกลับเป็นเสียงต่อสู้ที่ดังมาจากประตูเมือง
“อย่างมากสองวันกองทัพคงสามารถบุกเข้าเมืองมาได้” หนานกงมั่วนั่งอยู่ในห้องส่วนตัวในสถานที่แห่งหนึ่ง นางเอ่ยขึ้นพร้อมมองผ่านหน้าต่างออกไปยังถนนโล่ง
เว่ยจวินมั่วพยักหน้าเบาๆ เอ่ย “ใกล้แล้ว” ขอเพียงมีประตูเมืองแตกอีกหนึ่งประตู คิดอยากปกป้องเมืองนี้เอาไว้คงเป็นไปไม่ได้แล้ว หนานกงชวี่ตีประตูเมืองทางทิศใต้แตกไม่เพียงทำให้สร้างความเสียหายให้กองทัพฝ่ายศัตรู ทั้งยังสร้างความวิตกกังวลภายในจิตใจได้ไม่น้อย
หนานกงมั่วถอนหายใจ ขมวดคิ้วเบาๆ “หวังว่าจะเจอเยาเยาก่อนจะถึงวันนั้น”
ยิ่งตามหาเยาเยาเจอได้เร็วก็ยิ่งดี หนานกงมั่วไม่ต้องการให้ยื้อเวลาไปจนสุดท้าย เพราะนั่นหมายความว่าเยาเยาจะถูกนำมาเป็นหมากตัวสุดท้ายในการต่อรองกับพวกเขา ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าพวกเขาและเยี่ยนอ๋องจะลำบากใจเพียงใด หนานกงมั่วไม่ต้องการให้เด็กหญิงอายุสามขวบต้องมาเจอสถานการณ์เช่นนี้
เว่ยจวินมั่วยกมือขึ้นไปกุมมือนางเอาไว้ “ไม่ต้องกังวล”
หนานกงมั่วยิ้มบาง พยักหน้าเบาๆ
ทั้งสองกำลังนั่งอยู่ในชั้นสองของร้านกิจการที่ไม่ได้สะดุดตานัก คนในเมืองมีน้อยก็มีข้อเสีย นั่นหมายความว่าความเคลื่อนไหวของพวกเขาง่ายต่อการถูกจับได้ หลังจากทั้งสองเข้าเมืองมาก็ไม่ได้เที่ยวเล่นไปทั่วอย่างเปิดเผย แม้จะปลอมตัวพลางใบหน้ามาก็ไม่ควรดูถูกความสามารถของคนของสำนักหอธารา คุณชายเว่ยนั้นมีกลิ่นอายเป็นที่สะดุดตา แม้จะแปลงโฉมใบหน้า บางทีผู้คนรอบข้างอาจจำหน้าเขาไม่ได้ แต่สามารถสังเกตเห็นเขาได้ในชั่วพริบตา ดังนั้น เว่ยจวินมั่วผู้นี้ไม่เหมาะจะไปทำงานด้านการสอดแนม หนานกงมั่วปลอมตัวเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบหกสิบเจ็ด นางมีประสบการณ์ และเชี่ยวชาญแสดงหลากหลายบทบาท ต่อให้เป็นคนที่คุ้นเคยเพียงใด ขอเพียงนางเอ่ยปากก็ยากที่จะดูออกถึงตัวตนของนาง
“คุณชาย จวิ้นจู่” ผู้จัดการผมขาวเดินตัวสั่นเข้ามาทำความเคารพทั้งสองคน
“ไม่ต้องมากพิธี ช่วงนี้จื่อเยียนมีข่าวหรือไม่” หนานกงมั่วเอ่ยถามเสียงเบา
ผู้จัดการชรายืดตัวขึ้น ดวงตาของชายชราดูมีพลังขึ้นมา เอ่ยอย่างนอบน้อม “ตอบจวิ้นจู่ นับตั้งแต่คนผู้นั้นของสำนักหอธาราลงมือแม่นางจื่อเยียนก็ไม่ได้ติดต่อมาเลยขอรับ เพียงแต่ข้อความสุดท้ายที่นางส่งมาบอกว่ามีที่ไปแล้ว ขอจวิ้นจู่อย่าได้เป็นกังวลขอรับ”
หนานกงมั่วพยักหน้า เอ่ย “เช่นนั้นก็ดี” เพราะว่ากงอวี้เฉิน การส่งข่าวของวังจื่อเซียวในเมืองจินหลิงได้รับความเสียหายไม่น้อย หากไม่ใช่จื่อเยียนไหวตัวทัน ตัดขาดการติดต่อก่อน เกรงว่าร้านกิจการแห่งนี้เองก็คงไม่รอด ที่นี่เป็นร้านผ้าทอเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองชั้นใน ปกติก็ไม่อาจสืบข่าวสำคัญอันใดนัก เพียงรวบรวมข่าวเล็กๆ น้อยๆ จากเหล่าสตรีสูงศักดิ์ คุณหนูชนชั้นสูง หรือบางทีทำเพียงส่งข่าวต่อไปก็เท่านั้น จึงไม่สะดุดตา ดังนั้นความเป็นไปได้ที่ตัวตนจะถูกเปิดเผยออกไปนั้นมีน้อยมาก
“มีข่าวจวนรองเจ้ากรมธรรมการหรือไม่” หนานกงมั่วเอ่ยถาม
รองเจ้ากรมในราชสำนักมีไม่น้อย ทว่าผู้จัดการร้านกลับเข้าใจในทันทีว่าหนานกงมั่วกำลังถามถึงรองเจ้ากรมผู้ใด เอ่ยตอบอย่างนอบน้อม “เพราะคนของเราในเมืองมีไม่มากจึงมีข่าวไม่เยอะขอรับ เพียงแต่สองวันก่อนข้าน้อยได้ข่าวจากหอจิ่นซิ่วมาข่าวหนึ่ง หลายวันก่อนได้ยินมาว่าจวนร้องเจ้ากรมโย่วมาซื้อผ้าไหมหยาดฝนสีฟ้าขาวคุณภาพดีจากหอจิ่นซิ่วไปจำนวนหนึ่ง อีกทั้งยังเลือกลายปักที่งดงามเป็นพิเศษ ดูลวดลายแล้วคล้ายว่าจะเป็นของเด็ก จวนร้องเจ้ากรมโย่วมีเด็กอายุน้อยสองคนก็จริง แต่ต่างก็เป็นบุตรชายและบุตรสาวเชื้อสายรองทั้งนั้น
ผ้าไหมหยาดฝนแม้จะไม่ใช่ผ้าที่เหล่าชนชั้นสูงในจินหลิงนิยมนัก และกำลังการผลิตก็น้อย อีกทั้งเดินทางมาในระยะทางที่ไกลทำให้ราคาค่อนข้างสูง ต่อให้รองเจ้ากรมโย่วร่ำรวยเพียงใดก็ไม่มีทางให้เชื้อสายรองใช้ผ้าราคาแพงเพียงนี้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงงานปักของหอจิ่นซิ่วที่นับว่าเป็นอันดับหนึ่งในจินหลิง ตระกูลใหญ่ๆ หลายตระกูลมีหญิงปักผ้าเป็นของตนเอง ไม่นิยมใช้หญิงปักผ้าจากข้างนอกนัก ทว่ากลับแห่ไปปักผ้ากับหญิงปักผ้าที่หอจิ่นซิ่ว
หนานกงมั่วพยักหน้า ความจริงนางมั่นใจแล้วว่าเยาเยาอยู่ที่จวนร้องเจ้ากรมโย่ว แต่เมื่อได้ฟังผู้จัดการร้านเอ่ยเช่นนี้ อย่างน้อยกงอวี้เฉินก็ไม่ได้ละเลยต่อเยาเยาจึงพ่นลมหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้
“จวนร้องเจ้ากรมโย่ว มีคนของเราหรือไม่” เว่ยจวินมั่วเอ่ยถาม
ผู้จัดการร้านมองเว่ยจวินมั่วเล็กน้อย เอ่ยอย่างระมัดระวัง “เดิมทีไม่มีขอรับ ก่อนหน้านี้แม่นางจื่อเยียนเริ่มวางคนของเราเข้าไปในจวนร้องเจ้ากรมโย่วไม่กี่คน แต่ว่าด้านในจวนมีกฎเข้มงวด คนที่เข้าไปไม่อาจเข้าใกล้เรือนด้านใน ดังนั้นจึง…”
หนานกงมั่วถอนหายใจเบาๆ ไม่แปลกใจ ในเมื่อร้องเจ้ากรมโย่วผู้นั้นเป็นคนของสำนักหอธารา อีกทั้งยังได้เป็นถึงรองเจ้ากรมแน่นอนว่าไม่ธรรมดา
หันกลับไปมองเว่ยจวินมั่ว เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเบา “เดี๋ยวค่อยไปดู”
หนานกงมั่วพยักหน้าเงียบๆ
แผนที่ที่เยี่ยนอ๋องให้นั้นมีประโยชน์เป็นอย่างมาก จวนร้องเจ้ากรมโย่วมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเกินคาด ยังไม่ทันเข้าใกล้จวนรองเจ้ากรมโย่วในระยะหนึ่งร้อยก้าว ก็สามารถสัมผัสได้ถึงสายตาระแวดระวังที่ลอบมองมาแล้ว เมื่อเดินเข้าไปด้านในยิ่งสัมผัสได้ถึงยอดฝีมือที่แฝงตัวอยู่ไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยคน ด้านนอกยังขนาดนี้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงด้านในจวน
หากคิดจะเอาชนะ เว่ยจวินมั่วและหนานกงมั่วต่อสู้ร่วมกันใช่ว่าจะเอาชนะไม่ได้ แต่นั่นต้องเป็นตอนที่มั่นใจถึงตำแหน่งของเยาเยา และต้องมั่นใจว่าเข้าไปแล้วจะหาคนเจอ หากหาไม่เจอ บุกเข้าไปหนึ่งครั้งก็เหมือนการแหวกหญ้าให้งูตื่น
เดินข้างบนไม่สะดวก แน่นอนว่าต้องเดินในทางใต้ดิน เส้นทางใต้ดินในเมืองจินหลิงมีการพัฒนาจนน่าตกใจกว่าที่คิด หากไม่มีแผนที่ที่เยี่ยนอ๋องมอบให้ หนานกงมั่วสงสัยว่าตนเองจะวนอยู่ด้านล่างจนเวียนหัวหรือไม่
เดินอยู่ในเส้นทางลับที่ไม่มีใครเดินมานานหลายปี หนานกงมั่วได้แต่ถอนหายใจอยู่ในใจ
มีเสียงดังขึ้น สิ่งเล็กๆ กระโดดออกมาจากเอวของหนานกงมั่ว เมื่อก้มลงไปมอง พลันมองเห็นว่าขวดหยกขาวที่เอวนั้นถูกเปิดออก อาไป๋ที่เดิมอยู่ในขวดไต่กระดึ้บไปนอนยังจุดตรงหน้าห่างออกไปไม่ไกล อาไป๋หมุนอยู่บนพื้นสองรอบ จากนั้นเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าตรงไปยังเส้นทางลับอีกเส้น
ทั้งสองมองสบตากัน เดินตามติดไปอย่างรวดเร็ว
แม้อาไป๋จะไม่ได้คุ้นเคยกับเยาเยานัก ทว่าก็เติบโตมาพร้อมกับเฟยเฟย พลันวิ่งออกมาด้วยตนเอง เกรงว่าคงจะสัมผัสถึงเฟยเฟยแล้ว
ทั้งสองเดินคดเคี้ยวตามอาไป๋ไปนานหลายชั่วยาม ในตอนที่หนานกงมั่วคิดว่าอาไป๋กำลังหลงทาง พลันเห็นว่าอาไป๋นั้นหยุดลงกะทันหัน จากนั้นปีนขึ้นไปบนกำแพง สุดท้ายมุดเข้าไปในรูเล็กๆ รูหนึ่ง