หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1046 เผาประตูเมือง (1)
ตอนที่ 1046 เผาประตูเมือง (1)
ประตูเมืองจินหลิงทางทิศใต้ หนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วยืนมองการบุกล้อมโจมตีเมืองอยู่ด้านหลังกองทัพพร้อมกับหนานกงชวี่
ไม่ใช่ครั้งแรกที่หนานกงมั่วมาชมการบุกล้อมโจมตีเมือง กระทั่งตัวนางเองก็ยังเคยเข้าร่วมการป้องกันเมืองมาแล้ว แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่รู้สึกตื่นเต้นและเคร่งเครียดเหมือนครั้งนี้มาก่อน แม้ว่าตอนนี้นางเป็นเพียงคนรับชมอยู่ห่างๆ ทุกครั้งที่มีการต่อสู้ของทหารฝ่ายโจมตีและคุ้มกันก็ทำให้คนแทบหยุดหายใจ เพราะเมื่อประตูเมืองพังลง นั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการจบสิ้นของฮ่องเต้แล้วนี่นา
แส้ม้าในมือของหนานกงชวี่ชี้ไปยังประตูเมืองด้านหน้า เอ่ย “ดูสิ มีข้อแนะนำใดหรือไม่”
ประตูเมืองจินหลิงแน่นหนา อีกทั้งยังล้อมรอบไปด้วยคูน้ำ การล้อมโจมตีเมืองเดิมทีก็ไม่ง่าย ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงทหารบนกำแพงเมืองที่ไม่ธรรมดา หลายวันมานี้ ความสูญเสียของพวกเขามีมากกว่าทหารเฝ้าประจำบนกำแพงอยู่มาก
หนานกงมั่วหันไปมองเว่ยจวินมั่ว เว่ยจวินมั่วมองไปยังบนกำแพงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เอ่ย “การคุ้มกันบนกำแพง…ราวกับไม่มีช่องโหว่”
หนานกงชวี่เองก็ไม่ได้รู้สึกผิดหวัง เพราะเขามองมาหลายวันก็ไม่เห็นช่องโหว่แต่อย่างใด ทว่าการต่อสู้ดึงดันว่าใครจะยื้อไปได้นานที่สุดเช่นนี้มีการสูญเสียมากทีเดียว จินหลิงเป็นเมืองหลวง เสบียงอาหารเติมได้ไม่หมด อยู่ไปอีกสามเดือนห้าเดือนก็ไม่ใช่ปัญหา อย่างไรสุดท้ายแปดส่วนพวกเขาก็เอาชนะได้อยู่ดี แต่นั่นก็คงเจ็บกล้ามเนื้อปวดกระดูกมากเกินไป หากเกิดเรื่องใดไม่คาดฝันขึ้นมาคงไม่ใช่เรื่องดี
เว่ยจวินมั่วเลิกคิ้ว เอ่ย “ใช่ว่าจะไม่มีวิธี”
หนานกงชวี่เลิกคิ้ว บอกใบ้ให้เขาเอ่ยต่อ
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “โจมตีด้วยไฟ”
“…”
หนานกงมั่วและหนานกงชวี่ชะงัก ดวงตาสองคู่มองไปยังเว่ยจวินมั่วด้วยความฉงนอย่างพร้อมเพรียง เห็นเว่ยจวินมั่วไม่คิดจะอธิบายทั้งสองจึงหันไปมองยังกำแพงเมืองพร้อมกัน เนิ่นนาน หนานกงมั่วจึงเกิดเสียงคิดออกดังขึ้นในหัว นางหันขวับไปหาคุณชายเว่ยทันที “ที่ท่านเอ่ยคงไม่ใช่ในแบบที่ข้าคิดกระมัง”
ดวงตาสีม่วงของคุณชายเว่ยมีประกายรอยยิ้ม ยื่นมือออกไปช่วยนางนวดลำคอ เพียงยิ้มไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
หนานกงชวี่หันไปมองเขา เอ่ยเสียงเรียบ “วุ่นวายเกินไป ดำเนินการจริงขึ้นมาลำบากเล็กน้อย และสูญเสียมากเกินไป เพียงแต่…ก็ยังดีกว่าไม่มีวิธี”
คุณชายเว่ยเอ่ยเสียงเรียบ “ใช้ไม่ใช้นั่นเป็นเรื่องของเจ้า ข้าเพียงเอ่ยไปเท่านั้น”
หึๆ เอ่ยราวกับกองทัพเฉินโจวเป็นของข้าอย่างไรอย่างนั้น
คุณชายฉังเฟิงที่อยู่ด้านหลังของพวกเขาแหย่หนานกงชวี่อย่างไม่พอใจ “นี่ ที่พวกเจ้าเอ่ยหมายถึงอันใดกัน โจมตีด้วยไฟหรือ พวกเจ้าคิดจะเผาที่ใดกัน” ใช้ไฟเผาน้ำในคลองรอบๆ จนแห้งเหือดหรือ ช่างเป็นวิธีที่ไม่เลว
หนานกงชวี่ก้มหน้า มองมือของคุณชายเสียนเกอที่ยื่นมาจับตนเองอยู่ ลิ่นฉังเฟิงยิ้มเจื่อน ดึงมือกลับไปถูปลายจมูกเบาๆ แม่นางมั่วเป็นสตรี ชายหญิงไม่อาจใกล้ชิดเกินไปได้ นับตั้งแต่เยาเยาถูกจับตัวไปต่อหน้าต่อตา คุณชายฉังเฟิงก็กลัวเว่ยจวินมั่วมาโดยตลอด ดังนั้นจึงแหย่ได้เพียงหนานกงชวี่แล้ว
หนานกงชวี่ไม่สนใจ เอ่ย “หากทหารที่อยู่ด้านล่างกำแพงเผชิญหน้ากับกองไฟกองใหญ่ที่ลุกไหม้ไม่หยุด เจ้าว่าจะเป็นอย่างไร”
คุณชายฉังเฟิงครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน เอ่ย “บนกำแพงจะเทน้ำลงมาหรือ” คิดจะจุดไฟเผาใต้กำแพงหรือ ทหารบนกำแพงก็ไม่ใช่ท่อนไม้ เกรงว่าเจ้ายังไม่ทันได้จุดไฟ บนกำแพงก็คงเทน้ำลงมาแล้ว หากน้ำที่ถูกเทลงมาเย็นก็ยังพอว่า หากน้ำที่ถูกเทลงมานั้นเป็นน้ำร้อน เช่นนั้นคงสนุกแล้ว
หนานกงชวี่ถอนหายใจ
ลิ่นฉังเฟิงไม่พอใจ “มีอันใดก็เอ่ยตรงๆ”
“ไม่มี คุณชายฉังเฟิงท่านเอ่ยถูกแล้ว” หนานกงชวี่เอ่ยจบก็หันกลับไปออกคำสั่งผู้ใต้บัญชาให้เตรียมอุปกรณ์จุดไฟ
“…” ความรู้สึกถูกคนเหยียดหยามความฉลาดเช่นนี้…
หนานกงมั่วยิ้มพลางเอ่ย “ปัญหาคูเมือง พี่ใหญ่คงคิดวิธีแก้ปัญหาได้แล้วหรือไม่”
หนานกงชวี่ยิ้มเอ่ย “เดิมทีนี่ก็ไม่ใช่ปัญหา” คูน้ำแม้จะถูกเรียกว่าเป็นคูน้ำคุ้มกันเมือง แต่เมื่อทำสงครามขึ้นมาก็ไม่ได้มีประโยชน์มากนัก คูน้ำของจินหลิงนี้นับว่าไม่เลวแล้ว เพราะมีความกว้างเพียงพอให้เป็นปัญหาแก่กองทัพอยู่บ้าง ทว่าปัญหาเล็กน้อยทำสงครามไม่กี่วันทหารที่รับผิดชอบโจมตีประตูทั้งสี่ทิศก็หาวิธีแก้ปัญหาได้แล้ว
วิธีการของหนานกงชวี่สะดวกที่สุด กองทัพเฉินโจวมีวังจื่อเซียวคอยหนุนหลัง คนมีความสามารถไม่น้อย หนานกงชวี่ให้คนตอกเสากับก้นแม่น้ำ ปูสะพานลอยน้ำบนผิวน้ำสามสะพานให้มีความกว้างถึงสี่จั้ง ผิวบันไดของสะพานเชื่อมกันด้วยเหล็กทั้งหมด ปูด้วยแผ่นเหล็ก ต่อให้คนด้านบนกำแพงอยากทำลายก็ไม่อาจทำลายได้ และวิธีนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ต่อให้พังแล้ว ไม่นานก็สามารถสร้างขึ้นมาได้ใหม่
ปัญหาใหญ่ที่สุดยังคงเป็นป้อมปราการตรงหน้า แม้แต่หนานกงมั่วเองก็ยังต้องส่ายศีรษะถอนหายใจอยู่ในใจ เรื่องการป้องกันแน่นหนาเช่นนี้ อย่าว่าแต่ยุคสมัยนี้ ต่อให้มีระเบิดก็ไม่แน่ว่าจะเปิดออกได้ง่ายๆ และแม้ว่าชาติที่แล้วคุณหนูหนานกงจะเป็นมือสังหาร แต่นางเองก็ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย การถอดแยกชิ้นส่วนและดัดแปลงปืนไม่มีปัญหา ทำทุ่นระเบิดอานุภาพขนาดกลางสองลูกยังพอได้ แต่หากให้ทำระเบิดอานุภาพทำลายล้างสูงคงยากแล้ว สำคัญที่สุดก็คือยังต้องหาวัสดุอุปกรณ์ด้ววย
ตั้งแต่ต้นจนจบ หนานกงมั่วก็ไม่คิดจะใช้เทคโนโลยีในอนาคตมารังแกคนในยุคโบราณ เพราะว่า…ตอนนั้นคะแนนวิชาเคมีของนางค่อนข้างต่ำเหลือเกิน
“หนานกงไหว”
ด้านข้าง เสียงของเจี่ยนชิวหยางเอ่ยเตือน ทุกคนเงยหน้าขึ้นไป มองเห็นหนานกงไหวอยู่ในชุดเกราะยืนอยู่บนกำแพงคล้ายกำลังมองลงมาทางนี้ คุณชายฉังเฟิงสายตาไม่เลว ชะงักไปชั่วครู่ ทันใดพลันโกรธขึ้นมา “เขากำลังเย้ยหยันพวกเราใช่หรือไม่”
เจี่ยนชิวหยางยิ้มตาหยีมองไปยังหนานกงชวี่ เอ่ย “เขาคงกำลังเย้ยหยันคุณชายหนานกง”
หนานกงชวี่หลุบตาลง สีหน้าเรียบนิ่งราวกับไม่รู้ว่าตนเองถูกเย้ยหยัน ลิ่นฉังเฟิงประหลาดใจ “ข้าว่านะพี่หนานกง ท่านมีหรือไม่มีวิธีกันแน่ หากอยู่ได้เพียงนอกกำแพง คงน่าขายหน้านัก” ความจริงก็ไม่นับว่าขายหน้า แม้ลูกศิษย์เก่งกว่าอาจารย์จะเป็นสิ่งน่าชื่นชม แต่บุตรชายเอาชนะบิดาไม่ได้จึงจะเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลในสายตาของคนอื่น
หนานกงชวี่เอ่ยเสียงเรียบ “ถึงตอนนั้นเจ้าก็รู้แล้วว่าข้ามีวิธีหรือไม่”
ไม่อาจเอาคำตอบมาได้ คุณชายฉังเฟิงเดินหนีไปอย่างไม่พอใจ
หลังจากนั้นสองวัน การโจมตีประตูเมืองทางทิศใต้กลับแทบไม่สะดุ้งสะเทือน จนทหารเฝ้าประจำการบนกำแพงรู้สึกแปลกใจ แม้กองทัพเฉินโจวเป็นทหารใหม่ แต่กำลังการต่อสู้ไม่ได้อ่อนแอไปกว่ากองทัพโยวโจวเลยแม้เพียงนิด สถานการณ์เช่นนี้ แม่ทัพสมองมีปัญหาหรือว่ามีแผนการร้ายอันใดหรือไม่
เอ้อกั๋วกงและหนานกงไหวยืนเคียงกันอยู่บนกำแพง ขมวดคิ้วมองกองทัพเฉินโจวที่ไม่ได้มีทีท่าจะโจมตีอย่างเต็มที่นัก เอ้อกั๋วกงขมวดคิ้วถาม “ฉู่กั๋วกง แม่ทัพฝั่งนอกเมืองนั่นคือบุตรชายของท่านหรือ”
สีหน้าของหนานกงไหวไม่ดีนัก ทว่าพยักหน้าตอบรับ เพียงมองหน้าก็รู้แล้วว่าเขากำลังคิดอันใดอยู่ เอ้อกั๋วกงทำได้เพียงถอนหายใจอยู่ในใจ แม้หนานกงไหวจะแตกแยกกับบุตรชาย อย่างน้อยบุตรชายคนโตก็ยังมีความสามารถ เมื่อครั้งหนานกงชวี่สร้างเรื่องให้เขาหนานกงไหวยังไม่ทันได้ตั้งตัว เอ้อกั๋วกงจึงคิดว่าเจ้าเด็กคนนี้เป็นคนเก่งกาจ เป็นบุคคลที่มีความสามารถทว่าไม่แสดงออกมา เมื่อยามแสดงออกจึงเป็นที่น่าตกตะลึง ยามนี้ดูแล้วเป็นคงเช่นนั้นจริงๆ อายุยังน้อยก็สามารถนำทัพโจมตีจินหลิงด้วยตนเองแล้ว ผลงานการรบก่อนหน้านี้ก็เป็นที่ประจักษ์ กลับกันกับบุตรชายของตน กตัญญูนั้นล้วนกตัญญู แต่ความสามารถยังมีน้อยนิด ทำให้อดกังวลว่าจะไม่มีคนสืบทอดในรุ่นหลัง