หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1013 ค้นหา ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย (2)
ตอนที่ 1013 ค้นหา ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย (2)
หนานกงมั่วพยักหน้า เอ่ย “เจ้าคิดว่าข่าวนี้จริงหรือเท็จ”
ซิงเวยเงียบไปชั่วครู่ เอ่ย “ข้าน้อยคิดว่า…เจ็ดส่วนเป็นเรื่องเท็จขอรับ”
หนานกงมั่วยิ้มขมขื่น “ข้าเองก็คิดเช่นนั้น ตอนนี้เพิ่งรู้…ว่าไยกงอวี้เฉินจึงให้หนานกงไหวมา” หากมีเพียงยอดฝีมือของสำนักหอธาราเหล่านั้น นอกเสียจากกงอวี้เฉินจะมาเองมิเช่นนั้นอย่างน้อยพวกเขาก็คงคาดเดาแผนการของอีกฝ่ายได้กว่าเจ็ดแปดส่วน แต่เมื่อมีหนานกงไหวเข้ามา แม้หนานกงมั่วจะดูถูกความเป็นคนของหนานกงไหว แต่ก็ไม่กล้าดูถูกความสามารถของเขา เอ่ยตามตรง ความคิดของหนานกงไหวนางคาดเดาได้แม้ไม่ถึงแม้เพียงสามส่วน
“ด่านต่างๆ ไม่มีข่าวคราวเลยหรือ”
ซิงเวยพยักหน้าไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
หนานกงมั่วพยักหน้า เอ่ย “เจ้าไปเถิด มีข่าวอันใดค่อยมาบอกกับข้า”
“ขอรับ ข้าน้อยขอตัว”
หนานกงมั่วมองซิงเวยออกไป เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ด้านหลังแล้วถอนหายใจยาวออกมา ใบหน้าสวยมีความเหนื่อยล้าและจนความสามารถปรากฏขึ้นมา ทว่าไม่นานอารมณ์เหล่านั้นพลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย หนานกงมั่วลืมตาขึ้นมาอีกครั้งด้วยความสงบและมั่นคง
ในจวนเฉินโจว พวกหนานกงมั่วไม่อาจอยู่ได้สงบ สถานที่อื่น พวกหนานกงไหวเองก็ไม่อาจอยู่ได้อย่างสงบ การค้นหาของกองกำลังเฉินโจวนั้นเข้มงวด อย่าว่าแต่เมืองเล็กๆ เขตเล็กๆ แม้แต่หมู่บ้านเล็กๆ พวกเขาก็ไม่กล้าเข้าใกล้ ตลอดทางอาศัยเพียงพื้นที่ที่ไม่มีคนอยู่ ตอนกลางวันแม้แต่จุดไฟทำอาหารก็ไม่ได้ ทำได้เพียงกินอาหารแห้งที่นำติดตัวมา เพราะการระมัดระวังเช่นนี้จึงทำให้พวกเขาหลุดรอดการตรวจค้นของทหารเฉินโจวมาหลายต่อหลายครั้ง
เยาเยานั่งอยู่ในอ้อมแขนของซังเจี้ยว มองดูอาหารแห้งแข็งๆ ในมือพลันขมวดคิ้วขึ้น ซังเจี้ยวเองก็จนปัญญา ลูบใบหน้าเล็กเบาๆ อย่างปวดใจพร้อมหันไปหาคนด้านข้าง เอ่ย “เยาเยากินของพวกนี้ไม่ได้หรอก” ไม่ใช่เยาเยาเลือกกิน เด็กน้อยอายุสามขวบจะสามารถกัดของแข็งๆ ที่แม้แต่พวกเขาเองก็ยังกัดจนหัวสั่นได้อย่างไร
ชายชุดดำที่นั่งอยู่ด้านข้างเลิกคิ้ว เอ่ยเสียงเรียบ “ไม่มีอย่างอื่นแล้ว” ใครจะรู้ว่าการจับตัวคนต้องเตรียมของที่เหมาะสมให้ด้วย
“ไม่อยากให้เด็กน้อยต้องลำบาก ทางที่ดีเจ้าก็ภาวนาให้ซิงเฉิงจวิ้นจู่อย่าได้ปิดเมืองเข้มงวดเพียงนั้นให้พวกเราได้ออกไปโดยไว ขอเพียงออกจากเฉินโจวแล้ว เจ้าเด็กน้อยอยากกินอันใดก็ไม่มีปัญหา”
สีหน้าของซังเจี้ยวทะมึนขึ้น ลูบหลังตุ๊กตาตัวน้อยในอ้อมอก เอ่ย “หรือว่าพวกเจ้าจะปล่อยให้เยาเยาหิวหรือ”
ชายชุดดำขมวดคิ้ว เงียบไปชั่วครู่จึงออกคำสั่งกับลูกน้องข้างกาย “ไปดูว่ารอบๆ นี้มีผลไม้ป่าอันใดหรือไม่”
ชายชุดดำทั้งสองพยักหน้า ลุกขึ้นหายเข้าไปในป่า
ซังเจี้ยวกวาดตามองผู้คนรอบๆ หนานกงไหวหายไปตั้งแต่เมื่อวานตอนบ่ายยังไม่กลับมา แต่ตอนนี้ชายชุดดำที่เฝ้าพวกเขาก็ยังมีจำนวนหลายสิบคน ทุกคนมีวรยุทธ์สูงกว่าเขาอย่างแน่นอน
ราวกับรู้ว่าซังเจี้ยวกำลังคิดอันใดอยู่ ชายชุดดำเอ่ยเสียงเรียบ “เด็กน้อย อยู่เงียบๆ อย่าได้เล่นลูกไม้ เจ้ายังอ่อนอยู่ กล้าก่อเรื่องข้าจะตัดแขนตัดขาเจ้าแล้วโยนทิ้งอยู่ในป่าเสีย ถึงตอนนั้นเจ้าเด็กนี่เป็นอย่างไรเจ้าคงไม่อาจช่วยได้แล้ว”
ซังเจี้ยวปลายตามองเขาด้วยสายตาเย็นยะเยือก ก้มลงไปมองเยาเยาไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก
ผ่านมาหลายวัน เยาเยาก็ไม่มีความสดใสอย่างตอนแรกแล้ว ขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของซังเจี้ยวนิ่ง จนซังเจี้ยวปวดใจไม่น้อย ยิ่งรู้สึกโกรธแค้นคนสำนักหอธาราเหล่านี้ขึ้นไปอีก
รอกระทั่งเหล่าชายชุดดำที่หายไปได้ผลไม้กลับมา หนานกงไหวเองก็กลับมาแล้ว เมื่อเทียบกับหนานกงไหวก่อนจะหายไป ยามนี้เขากลับเต็มด้วยเลือดและไอสังหาร เห็นชัดว่าได้ผ่านสงครามมา โยนผลไม้ไปยังซังเจี้ยว ชายชุดดำจึงเอ่ยถาม “ฉู่กั๋วกง เป็นอย่างไรบ้าง”
หนานกงไหวยิ้มเย็น เอ่ย “คังอ๋องซื่อจื่อนำกำลังปิดล้อมริมฝั่งแม่น้ำหลีไว้แล้ว”
“แม้แต่คังอ๋องก็เข้าร่วมกับเยี่ยนอ๋องแล้ว ดูเหมือนเซียวเชียนเยี่ยจะจบแล้วจริงๆ” ชายชุดดำเอ่ย เพียงแต่เซียวเชียนเยี่ยเป็นอย่างไรนั้นไม่เกี่ยวกับพวกเขา ตอนนี้สิ่งที่สำคัญก็คือ “ตอนนี้พวกเราจะทำเช่นไร” หนานกงไหวไม่สนใจ “สิ่งที่ให้พวกเจ้าจัดเตรียมก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้วหรือ”
ชายชุดดำพยักหน้า “แน่นอนว่าเตรียมไว้นานแล้ว”
หนานกงไหวพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เช่นนั้น ก็ทำตามแผนการก่อนหน้านี้เถิด ข้าเองก็อยากรู้ หนานกงมั่วจะมีความสามารถเพียงใดในการตามหาเราให้เจอ”
ชายชุดดำเลิกคิ้ว เอ่ย “ยังเป็นฉู่กั๋วกงที่มีปราดเปรื่อง” หนานกงไหวยิ้มเย็น เอ่ย “ไหนเลยจะสู้เจ้าสำนักของพวกเจ้าได้ กงอวี้เฉินจะเอาเด็กผู้หญิงคนเดียวไปจะมีประโยชน์อันใด หรือเขาคิดว่าเพียงจับเด็กผู้หญิงคนเดียวได้แล้วจะสามารถต่อรองกับเว่ยจวินมั่วและหนานกงมั่วได้อย่างนั้นหรือ”
ชายชุดดำเอ่ยเสียงเรียบ “น่าสงสารจิตใจของพ่อแม่”
สำหรับเรื่องนี้ หนานกงไหวได้แต่ย่นจมูก “หากยังอยู่ที่อวิ๋นตู ไหนเลยจะทำให้อวิ๋นตูถูกตีแตกได้ง่ายเพียงนั้น”
ชายชุดดำเอ่ย “ต่อให้ฉู่กั๋วกงอยู่ที่อวิ๋นตู จะช้าจะเร็วอย่างไรอวิ๋นตูก็ต้องแตก จะช้าจะเร็วแล้วมีอันใดแตกต่างเล่า มีเด็กคนนี้ ตัวหมากของเจ้าสำนักก็จะมีมากขึ้น พวกเราจึงจะมีโอกาสชนะเพิ่มขึ้นมิใช่หรือ”
“ขอให้เป็นเช่นนั้น” หนานกงไหวไม่เห็นด้วย
ภายในหนึ่งวัน พื้นที่ในเฉินโจวพลันมีข่าวร่องรอยของหนานกงไหวไปทั่ว แต่เมื่อเหล่าทหารของเฉินโจวไปถึง คนเหล่านั้นเป็นคนของสำนักหอธาราไม่ผิด แต่ว่าเด็กทั้งสองที่อยู่ด้วยกลับไม่ใช่ซังเจี้ยวและไม่ใช่เยาเยา เป็นเพียงตัวหลอกของหนานกงไหวเท่านั้น คนแอบอ้างค่อยๆ เผยตัวออกมาไม่หยุด แต่ต่อให้รู้ว่าเป็นตัวปลอม ทหารเฉินโจวก็ต้องไปตรวจสอบ เพราะว่าเจ้าคาดเดาได้ยากว่าเป็นจริงหรือเท็จ
ในค่ายกองทัพเฉินโจวตีนเขาชิงอวิ๋น มีแขกมาใหม่หนึ่งคน
หนิงอ๋องมองคนที่บุกเข้ามาในกระโจมอย่างเอือมระอา “เจ้าไม่มีตาหรืออย่างไร ไม่เห็นหรือว่าข้ากำลังยุ่ง…” กระโจมใหญ่ ร่างสูงในอาภรณ์สีครามเดินเข้ามา ใบหน้าหล่อเหลาเยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง กวาดตามองหนิงอ๋องเงียบๆ วาจาที่เอ่ยออกมายังไม่ทันจบของหนิงอ๋องต้องถูกกลืนกลับลงไป มองคนตรงหน้า คิดว่าเขาคงอารมณ์ไม่ดีนัก ดังนั้นจึงมีท่าทีเกรงอกเกรงใจขึ้นมา “เป็นเจ้าเองหรือ กลับมาไยจึงมาที่นี่ ไม่กลับไปดูที่เฉินโจวหน่อยหรือ”
เว่ยจวินมั่วเอ่ย “ไม่ต้อง เฉินโจวมีอู๋สยาอยู่”
หนิงอ๋องพูดไม่ออก บุตรีของเจ้าถูกคนจับตัวไปนะ ตอนนี้ภรรยาของเจ้าไม่ใช่กำลังแหลกสลายร้อนใจอยู่หรือ เจ้ายังนิ่งอยู่ได้ เจ้าเด็กจอมวุ่นวายนั่นคงไม่ได้ถูกเจ้าเก็บมาหรอกใช่หรือไม่
“เจ้ามาทำอันใด ข้ากำลังยุ่งอยู่นะ” ตั้งแต่เมื่อวานหยวนชุนก็เริ่มบ้าคลั่ง จนลิ่นฉังเฟิงและเซียวเชียนจย่งที่เดิมต้องกลับเฉินโจวไม่อาจกลับไปได้
เว่ยจวินมั่วหลุบตาลง เอ่ย “กระหม่อมขอกองกำลังไท่หนิงห้าหมื่นนาย”
“เอ๋” เว่ยจวินมั่วจะเอาทหารไปทำไมกัน แต่มองอย่างไรกองทัพเฉินโจวน่าจะคล่องมือกว่ากองกำลังไท่หนิงกระมัง
“เจ้าคิดจะทำอันใด”
เว่ยจวินมั่ววาดมือไปบนแผนที่ที่แปะอยู่ผนังด้านข้าง เอ่ยขึ้น “จากตรงนี้ ถึงตรงนี้…วางกำลังทหารป้องกันห้าหมื่นนาย ลาดตระเวนตรวจตาอยู่ตลอด ใครขัดขืน สังหารให้สิ้น”
“…” ก็ได้ ข้ารู้แล้ว เจ้าเด็กจอมวุ่นวายนั่นคงเป็นบุตรีของเจ้าจริงๆ
มองคุณชายเว่ยที่เปี่ยมไปด้วยไอสังหาร หนิงอ๋องสั่นสะท้าน โบกมือส่งสัญญาณอนุญาต ทหารเพียงห้าหมื่นนายเท่านั้นมิใช่หรือ ข้าร่ำรวยและมีอำนาจ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว
เว่ยจวินมั่วพยักหน้า หันหน้ากวาดตามองไปอีกฝั่ง หนิงอ๋องจึงพบเซียวเชียนจย่งที่นั่งอยู่โดยไร้ตัวตน เซียวเชียนจย่งเองก็ถูกสายตากวาดมอง รีบลุกยืนขึ้น “ข้ารู้แล้ว พี่ชายท่านวางใจ ข้ารับรองว่าไม่มีทางปล่อยให้ใครพาตัวเยาเยาหนีไปได้”
ยามนี้เว่ยจวินมั่วจึงได้ละสายตาเคลื่อนออกไป เซียวเชียนจย่งพ่นลมหายใจพร้อมวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
“ลิ่นฉังเฟิง”
“อืม” ลิ่นฉังเฟิงที่เดินเข้ามาจากหน้าประตูสายตาไม่มีแววเกียจคร้านดังที่เคยเป็น ใบหน้าหล่อเหลาคมคายจริงจัง
เว่ยจวินมั่วเอ่ย “ภายในครึ่งเดือน หากยังไม่มีข่าวเยาเยา ส่งคนไปสังหารเนี่ยนหย่วน กงเสี่ยวเตี๋ยและเซียวเชียนซั่ว”
“เอ๋”
สองคนที่อยู่ในกระโจมใหญ่ตกตะลึง “ทั้งสามคนเกี่ยวข้องอย่างไร อีกทั้ง…เซียวเชียนซั่วเป็นใครกัน”
ดวงตาเว่ยจวินมั่วเย็นยะเยือกไม่เอ่ยสิ่งใด หนิงอ๋องกระแอมไอ เอ่ย “คิดเสียว่าข้าไม่ได้ถาม”
ลิ่นฉังเฟิงกลับไม่ได้ถามอันใดให้มากความ พยักหน้าส่งสัญญาณว่าเข้าใจแล้ว แม้เขาเองจะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ในเมื่อเว่ยจวินมั่วเลือกสามคนนี้ เห็นได้ว่าคงสำคัญกับกงอวี้เฉินเป็นแน่
หนิงอ๋องขมวดคิ้ว เอ่ยถาม “เนี่ยนหย่วน พระรูปนั้นเกี่ยวอันใดกับสำนักหอธารา” ความจริงหนิงอ๋องก็ไม่ได้รู้สึกว่าสำนักหอธาราเป็นคนแปลกหน้า ครานั้นสำนักหอธาราลอบส่งคนมาเข้าใกล้เขา แต่ว่าหนิงอ๋องไม่ได้เห็นพวกเขาอยู่ในสายตา เขาไม่ได้อยากเป็นฮ่องเต้ เขาเป็นถึงชินอ๋องผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้าปกครองเมืองชายแดน ไม่จำเป็นต้องร่วมมือกับสำนักในยุทธภพ “เจ้ากับพี่สามช่างอดทนต่อเจ้าเด็กนั่นนัก คงจะมีจุดอ่อนอยู่ในมือของเขากระมัง สังหารเนี่ยนหย่วนไปเช่นนี้แล้วจะไม่มีปัญหาหรือ”
เว่ยจวินมั่วยิ้มเย็น “พระองค์คิดว่าจะสังหารเนี่ยนหย่วนเป็นเรื่องง่ายหรือ” ต่อให้เนี่ยนหย่วนไร้พละกำลัง ก็ไม่ใช่ว่าใครจะสังหารเขาได้ง่ายๆ
“เช่นนั้นเจ้า…”
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “ต่อให้ตอนนี้ไม่อาจสังหารเขาได้ หนึ่งวันส่งคนไปสังหารเขาสามครั้งห้าครั้งก็ยังได้”
“…” หากเป็นคนทั่วไปคงเป็นการบีบบังคับให้คนเป็นบ้า หนึ่งวันถูกคนของวังจื่อเซียวลอบสังหารสามครั้งห้าครั้ง คนที่จิตใจอ่อนไหวสักหน่อยคงต้องไปหาเชือกมาผูกคอตนเองตายก่อนกระมัง
แน่นอน กงอวี้เฉินไม่ใช่คนที่จะผูกคอตายได้ง่ายเพียงนั้น
ลิ่นฉังเฟิงรับคำสั่งและออกไปแล้วหนิงอ๋องถอนหายใจ เอ่ยถาม “ต่อไปเจ้าวางแผนจะทำเช่นไร ไปตามหาเยาเยาน้อยหรือ”
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “กำจัดหยวนชุนก่อน พระองค์ลากเวลามานานเกินไปแล้ว
คิ้วของหนิงอ๋องกระตุก เพราะอันใดกันเล่า หากเผชิญหน้ากับหยวนชุนต้องสูญเสียทหารไปมากเพียงใดเจ้าเด็กนี่