หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1008 การหายตัวไปของเยาเยา (1)
ตอนที่ 1008 การหายตัวไปของเยาเยา (1)
ผ่านทางเลี้ยวเล็กๆ ตรงหน้าไปแล้วทางก็กว้างขึ้นเล็กน้อย หนานกงมั่วยังไม่ทันเดินเข้าไปถึงอาจารย์อาก็มองเห็นร่างและเลือดที่กระจายไปทั่วพื้น กลิ่นคาวเลือดลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ เลือดบนพื้นยังไม่ทันแห้งสนิท เห็นได้ว่าการต่อสู้ในพื้นที่แห่งนี้เพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน หลิ่วหันนั่งอยู่ข้างหินก้อนหนึ่งที่ตีนเขา ใบหน้าสวยที่เดิมเต็มไปด้วยไอสังหารยามนี้นิ่งสงบราวกับนอนหลับ เท้าของหนานกงมั่วหยุดชะงัก รู้สึกจุกอยู่ในอกยากจะยอมรับได้
ไม่ต้องเข้าไปใกล้ พวกเขาก็ดูออกว่าหลิ่วหัน…สิ้นลมหายใจไปแล้ว
เดินเข้าไปใกล้อีกนิด ก็เห็นได้ว่าเสื้อสีดำของหลิ่วหันนั้นเต็มไปด้วยรอยขาด เพียงแต่หากยืนอยู่ไกลจะมองไม่เห็นร่องรอยของเลือดเท่านั้น ร่างกายของหลิ่วหันอย่างน้อยมีเจ็ดแปดบาดแผล จุดที่ถึงชีวิตจริงๆ คือบาดแผลตรงหน้าอกนั่น เพียงแต่อีกฝ่ายไม่ได้เปรียบกว่ากันไปมากนัก ตรงหน้าของหลิ่วหันมีร่างของมือสังหารสำนักหอธาราล้มตายไปสามคน
แม้หลิ่วหันไม่ใช่มือสังหารวังจื่อเซียวที่ติดตามมาก่อนใคร แต่ก็เป็นคนที่อยู่กับนางมานานมากคนหนึ่ง เพราะหลิ่วหันเป็นสตรี ดังนั้นหลายครั้งซิงเวยที่เป็นบุรุษไม่สะดวกติดตามนางก็จะมีหลิ่วหันที่คอยอยู่ด้วย อีกทั้งแม้ว่าหลิ่วหันจะเป็นนักฆ่าเช่นกัน แต่ก็คล้ายคนมากกว่าซิงเวยที่เป็นดั่งเครื่องมือสังหาร แน่นอนว่าพูดมากยิ่งกว่า ชั่วพริบตาก็อยู่ด้วยกันมากว่าห้าหกปีแล้ว ชั่วพริบตาหลิ่วหันก็…อีกทั้งนางยังมาไม่ทันฟังประโยคสุดท้ายของหลิ่วหันด้วยซ้ำ
หลายปีมานี้ หนานกงมั่วเห็นคนตายไปไม่น้อย แต่หลิ่วหันกลับเป็นคนแรกที่เป็นคนใกล้ชิดของนาง
“มั่วเอ๋อร์” อาจารย์อาเห็นสีหน้าของนางไม่ดีจึงรีบเอ่ยปาก หนานกงมั่วหลุบตาลง เอ่ยเสียงเรียบ “ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ตามหาเยาเยาสำคัญที่สุด”
อาจารย์อาถอนหายใจออกมา เข้าใจความรู้สึกของหนานกงมั่วอยู่บ้าง ศิษย์ผู้นี้เรียกได้ว่าเขาเลี้ยงมาเองกับมือ เรื่องที่นางแอบเป็นมือสังหารก็ไม่อาจปิดบังต่อสายตาของอาจารย์อาได้แม้หนานกงมั่วจะมีความแน่วแน่และความเฉยชาเพราะเป็นนักฆ่า แต่เพราะนั่นคือศัตรู กับคนของตนเองนั้นกลับใจอ่อนยิ่งกว่าใคร
“เยาเยาคงถูกพาตัวไปแล้ว เจ้าดูสิ” อาจารย์อาชี้ไปที่ด้านข้างของหลิ่วหัน หนอนสีรุ้งงดงามไต่ออกมาจากแขนเสื้อของหลิ่วหัน สะบัดศีรษะไต่ไปหาหนานกงมั่ว
หนานกงมั่วโน้มตัวลงไปจับมันขึ้นมา “เยาเยาเล่า”
เป็นเพียงหนอนตัวหนึ่งแน่นอนว่าไม่อาจตอบคำถามของหนานกงมั่วได้ ต่อให้มันเป็นหนอนไหมหิมะสีรุ้งที่ไร้เทียมทานก็ตาม เฟยเฟยส่ายศีรษะ ม้วนตัวอยู่ในฝ่ามือของหนานกงมั่วไม่ขยับตัว
เวลานี้ผู้คนที่ได้สัญญาณในบริเวณโดยรอบเองก็รีบมา เพียงแต่ไม่มีใครวางใจได้เพราะยังตามหาเยาเยาไม่เจอ ทุกคนแยกย้ายกันหาไปทั่วทุกทิศ ซิงเวยเดินเข้ามามองเห็นหลิ่วหันนั่งอยู่บนพื้น ใบหน้าที่เดิมเฉยชาไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา เพียงแต่ร่างกายนั้นมีไอสังหารกระจายออกมาเข้มข้น
“จวิ้นจู่”
“เหลียนซิงเป็นอย่างไร” หนานกงมั่วเอ่ยถาม
ซิงเวยเอ่ยตอบเสียงเข้ม “ท่านผู้เฒ่าบอกว่าชวีเหลียนซิงบาดเจ็บหนัก อีกทั้งยังเสียเลือดมาก เพียงระยะเวลาสั้นๆ…เกรงว่าคงไม่อาจฟื้นขึ้นมาได้ขอรับ”
หนานกงมั่วหลับตาลง เอ่ยเสียงเข้ม “ให้คนพาหลิ่วหันกลับไป ตามหาเยาเยาต่อไป ถ่ายทอดคำสั่งของข้า…ในพื้นที่เฉินโจว ผู้ใดมีความเกี่ยวข้องกับสำนักหอธาราจับตัวมาให้หมด หากใครต่อต้านสังหารได้ทันที อีกทั้งหนานกงไหว…รีบให้คนตามสืบหาร่องรอยของเขา อย่าให้เขาออกไปจากเฉินโจวได้”
“ขอรับ จวิ้นจู่” ซิงเวยพยักหน้าตอบรับ
ชายชราจัดการเรื่องของชวีเหลียนซิงเรียบร้อยแล้วจึงรีบเดินมา มองเห็นเฟยเฟยในมือหนานกงมั่วจึงขมวดคิ้ว เอ่ย “กินอิ่มแล้ว หลับไปแล้ว” นี่ช่างเป็นเรื่องเลวร้ายที่โหมกระหน่ำเสียจริง หากเฟยเฟยตื่นอยู่ไม่แน่อาจอาศัยความคุ้นเคยที่มีต่อเยาเยาถามอันใดได้บ้าง แน่นอนว่าหากอยู่ห่างกันมากอาจไม่ได้ผล แต่ว่าตอนนี้…
เฟยเฟยกินพิษเป็นอาหาร ปกติแล้วไม่กินอาหาร สิ่งที่จะทำให้มันอิ่มได้แน่นอนว่าเป็นพิษ หนานกงมั่วเดินเข้าไปย่อตัวอยู่ข้างหลิ่วหัน เมื่อดึงแขนเสื้อหลิ่วหันขึ้นนางเห็นรอยเลือดเป็นทางยาว แม้ว่าบาดแผลจะไม่มีอันใดผิดปกติ แต่เลือดที่เปรอะเปื้อนอยู่ที่แขนของหลิ่วหันนั้นดูเข้มผิดปกติ เห็นได้ว่าเดิมทีนั้นหลิ่วหันถูกพิษ เพียงแต่ถูกเฟยเฟยดูดกินไปหมดแล้ว เพียงแต่…การโดนพิษนั้นส่งผลไปถึงวรยุทธ์ของหลิ่วหัน และเฟยเฟยเองก็ไม่มีความสามารถในการฟื้นฟูกำลังกลับมาได้ทันที ดังนั้นจึงไม่อาจช่วยหลิ่วหันได้
สีหน้าของหนานกงมั่วยังคงนิ่งสงบ ใบหน้าที่เคยยิ้มงดงามยามนี้เย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็ง หลุบตาลงต่ำไม่มีใครรู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใด ชายชรามองลูกศิษย์ของตน จากนั้นหันไปมองอาจารย์อาทว่าไม่กล้าเอ่ยอันใดออกมา ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวมาเวลานาน ชายชรารู้ว่าอารมณ์ของลูกศิษย์ในยามนี้ไม่อาจใช้คำว่า ไม่ดี มาอธิบายได้
สุดท้ายจึงเป็นอาจารย์ที่เอ่ยปาก เอ่ยเสียงเข้ม “มั่วเอ๋อร์ จวินมั่วไม่อยู่ เยาเยาต้องพึ่งเจ้าแล้ว อย่าได้สับสน อย่าได้กระวนกระวาย มีอาจารย์อาอยู่”
ดวงตาของหนานกงมั่วไหววูบ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาดวงตาฉายแววอบอุ่นขึ้นมาบ้าง เห็นได้ว่ามีสติกลับมาแล้ว พยักหน้า เอ่ย “อาจารย์อาวางใจเถิด ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ซิงเวย ให้คนจัดการที่นี่ พวกเรากลับไปก่อน”
“ขอรับ จวิ้นจู่”
ห้องโถงรับแขกในจวนเฉินโจว ยิ่งเยาเยากลับมาช้าองค์หญิงฉังผิงก็ยิ่งร้อนใจ องค์หญิงฉังผิงกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น สีหน้าซีดเซียว “ขออย่าได้เกิดเรื่องใดเลย…” อานอานเดินมาอยู่ข้างกายองค์หญิงฉังผิง จับชายเสื้อของนางเอาไว้ เอ่ยเสียงเบา “เสด็จย่า ไม่ต้องกลัว เยาเยาไม่เป็นอันใด” เมื่อเทียบกับความร้อนใจขององค์หญิงฉังผิง แม้ว่าอานอานเองจะไม่สบายใจและหวาดกลัว แต่ก็ไม่ได้กระวนกระวายใจ เขามักมีความรู้สึกว่า ‘น้องสาวจะไม่เป็นอันใด’ เพียงแต่อายุยังน้อย เขาไม่รู้ว่าควรเอ่ยความคิดของตนเองออกมาได้อย่างไร จึงเพียงปลอบใจเสด็จย่าว่าน้องสาวไม่เป็นไร
องค์หญิงฉังผิงยื่นมือไปคว้าอานอานเข้ามากอดเอาไว้ในอ้อมอก ดวงตาแดงก่ำขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ เด็กอายุยังน้อย แต่กลับรู้จักปลอบใจเสด็จย่าแล้ว นึกถึงหลานสาวที่น่ารัก องค์หญิงฉังผิงราวกับมีมีดเข้ามาคว้านอยู่ในใจ เด็กตัวเล็กเพียงนั้น หากเกิดอันใดขึ้นจะทำอย่างไร หากได้รับอันตรายอยู่ข้างนอกนั่น ใครจะเป็นห่วงนางปลอบนางเล่า
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวมารดาของเจ้าก็พาน้องสาวกลับมาแล้ว” องค์หญิงฉังผิงกอดหลานชายเอาไว้พลางเอ่ยเสียงสั่น
พวกฉินจื่อซวี่ที่นั่งอยู่ด้านข้างเองใบหน้าตึงเครียด หนานกงฮุยลุกขึ้นอย่างหมดความอดทน เอ่ย “ข้าจะออกไปตามหาด้วย”
“หยุด” ฉินจื่อซวี่เอ่ย เห็นหนานกงฮุยหันกลับมามองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ ฉินจื่อซวี่เอ่ย “คุณชายรอง สิ่งสำคัญที่สุดของท่านในยามนี้คือปกป้องเด็กสตรีและคนชราในจวน หากศัตรูอาศัยจังหวะที่พวกเราต่างก็ออกไปตามหาเข้ามาโจมตีจวนเฉินโจว ท่านคงไม่คาดหวังให้นักปราชญ์เล่าเรียนหนังสืออย่างข้าต้องไปสั่งการทหารหรอกกระมัง”
เงียบไปชั่วครู่ หนานกงฮุยจึงจำต้องกัดฟันนั่งลง ซังเนี่ยนเอ๋อร์ดึงแขนเสื้อของเขา เอ่ยเสียงเบา “ท่านออกไปคนเดียวก็ไม่มีประโยชน์อันใด อยู่คุ้มกันองค์หญิงและอานอาน อย่าทำให้มั่วเอ๋อร์ต้องกังวลความปลอดภัยของคนในจวนไปด้วย เท่านี้ก็เป็นการช่วยนางได้มากแล้ว”