ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 338 ปากพล่อย
ตอนที่ 338 ปากพล่อย
ตอนที่ 338 ปากพล่อย
เมื่อก้าวเท้าผ่านประตู มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนก็สังเกตเห็นหยุนเชวี่ยนั่งขัดสมาธิอยู่บนแคร่ ในมือถือตำรากึ่งเก่ากึ่งใหม่พร้อมขมวดคิ้วอ่านอย่างขะมักเขม้น นางจึงกล่าวชมด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “โอ้ แม่นางน้อยอ่านตำราออกด้วยรึ! จุ๊ ๆ ๆ ช่างเป็นหญิงสาวที่มีพรสวรรค์เสียจริง! ยอดเยี่ยมยิ่งนัก มิน่าเล่าถึงได้มีความสามารถมากมายเพียงนี้ ภายในหมู่บ้านของเรามีสาวน้อยเพียงไม่กี่คนที่สามารถอ่านออกเขียนได้ แม้แต่เหล่าเด็กผู้ชายก็ยังมีเพียงหยิบมือ…”
“ข้าอ่านไม่ออกหรอกเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยเผยสีหน้าไร้อารมณ์พลางกางตำราให้อีกฝ่ายดู “ข้าดูภาพวาดต่างหาก”
ตำราที่หยุนเชวี่ยกำลังถืออยู่นั้นคือ ‘ตำราเบ็ดเตล็ด’ ที่เสี่ยวอู่ยืมมาจากเฟิงซิ่วไฉ ตำราเล่มนี้กล่าวถึงสัตว์ประหลาดและภูตผีซึ่งภายในเล่มมีภาพวาดประกอบมากมาย หยุนเชวี่ยจึงสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องได้อย่างง่ายดาย
มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนตกใจภาพกรงเล็บกับเขี้ยวของสัตว์ประหลาดในตำรา ทั้งยังมีภาพภูตผีน่าเกลียดน่ากลัว ดังนั้นสีหน้าของนางจึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“เยี่ยนเอ๋อ ไปรินน้ำมาให้ป้าสะใภ้ที” แม่นางเหลียนเขยิบตัวไปด้านข้างเพื่อเว้นที่ว่างให้ผู้มาเยือนนั่ง “วันนี้พี่สะใภ้มาทำอะไรหรือ?”
“ไม่มีอะไรหรอก ข้ามาเพราะเรื่องเสื้อสองตัวเหมือนเดิม” มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนฉีกยิ้มกว้างขณะทิ้งตัวนั่งลงข้างแม่นางเหลียน “ความจริงแล้วข้าเบื่อน่ะเลยอยากมาพูดคุยกับเจ้า”
แม่นางเหลียนพยักหน้าพลางเผยท่าทีเงอะงะ ด้วยไม่ใช่เป็นคนช่างเจรจา นางจึงไม่สามารถโต้แย้งมารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนได้จึงต้องนั่งฟังนางพล่ามตลอดทั้งบ่าย
“งานมงคลของเยี่ยนเอ๋อจะจัดขึ้นเมื่อไรหรือ?” มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนเอ่ยถาม
“ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าน่ะ”
“กำหนดวันและเวลาหรือยัง?”
“หลังเทศกาลโคมไฟ”
“อ้อ เมื่อวานข้าเดินผ่านเรือนสกุลอู๋แล้วเห็นว่าพวกเขากำลังต่อเติมบ้าน เจ้าบอกว่าลูกชายของเขากำลังจะแต่งงานมิใช่หรือ เหตุใดจึงไม่สร้างบ้านหลังใหม่ล่ะ บ้านหลังใหม่ที่โล่งโปร่งสบายกว่านี้”
“ตระกูลอู๋มีที่ดินกว้างขวางเพียงพอสำหรับสร้างบ้าน หากปล่อยให้ที่ว่างเหล่านั้นรกร้างคงจะเสียดายเปล่า” แม่นางเหลียนกล่าว “บ้านที่ได้รับการซ่อมแซมก็เหมือนบ้านหลังใหม่”
“นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการจะบอก” มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนปรายตามองหยุนเชวี่ยพร้อมกล่าวออก “หากในภายภาคหน้าลูกชายของข้าแต่งงาน ข้าจะสร้างบ้านหลังใหญ่ให้ลูกสะใภ้ ทั้งภายในและภายนอกล้วนต้องใหม่เอี่ยม นอกจากนี้ข้าจะไม่ปฏิบัติต่อนางอย่างไม่เป็นธรรมเด็ดขาด”
“ท่านลุงอู๋มิได้ปฏิบัติต่อพี่สาวข้าอย่างไม่เป็นธรรมเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยนั่งเท้าคางอยู่ด้านข้าง “มีเพียงไม่กี่คนในหมู่บ้านของเราที่ได้รับสินสอดทองหมั้นมากมายเท่ากับพี่สาวของข้า”
“สินสอดมีแค่เงินสิบตำลึงและหมูสี่ตัวมิใช่หรือ” มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะเยาะ “แม้จะนับว่าเป็นสินสอดที่มีจำนวนมาก แต่ตระกูลของเขาก็แทบไม่ได้ลงทุนเลยนี่นา ตอนนี้ฐานะของครอบครัวเจ้า…”
ยังพูดไม่ทันจบ หยุนเยี่ยนก็เดินถือกาน้ำเข้ามาในห้องโถง มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนเห็นเช่นนั้นจึงหุบปากทันที ทว่ากลับแสดงออกทางสีหน้าว่าตระกูลอู๋เป็นฝ่ายได้เปรียบไม่น้อย น่าเสียดายที่สินสอดนี้ไม่ได้ตกอยู่ในมือของตน เมื่อคิดเช่นนั้นมารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วยก็อดไม่ได้ที่จะหงุดหงิด
ขณะที่ตกลงเรื่องหมั้นหมายของหยุนเยี่ยน ตระกูลหยุนยังคงมีฐานะยากจน ซึ่งในเวลานั้นตระกูลอู๋นับว่าเป็นตระกูลที่มีกิจการรุ่งเรืองที่สุดในหมู่บ้าน ดังนั้นจึงมีชาวบ้านจำนวนที่น้อยต่างพากันริษยา ตอนนี้ครอบครัวของนางร่ำรวยขึ้นบ้างแล้ว ผู้คนเหล่านั้นจึงเริ่มซุบซิบนินทาอีกครั้ง
“ท่านป้าสะใภ้พูดมีเหตุผลเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยครุ่นคิดก่อนพยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่หรือไม่เล่า?” มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “ทั้งสองครอบครัวกำลังจะเกี่ยวดองกัน แล้วจะให้พี่สาวของเจ้าอาศัยอยู่บ้านหลังเก่าได้อย่างไร พรุ่งนี้จงไปที่เรือนของตระกูลอู๋และบอกพวกเขาว่าให้ตกแต่งข้างในและข้างนอกให้ใหม่เอี่ยมสมกับฐานะของนางเสียสิ”
คิ้วของแม่นางเหลียนขมวดแน่น “ที่นี่ไม่มีเงื่อนไขเช่นนั้น”
“ในเมื่อเยี่ยนเอ๋อของเรากำลังจะออกเรือน เราสามารถกำหนดเงื่อนไขได้มิใช่หรือ?” มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนเกรงว่าโลกใบนี้ยังวุ่นวายไม่พอ “หากครอบครัวของเขาไม่ทำตามที่เจ้าต้องการ เช่นนั้นก็มีชายหนุ่มหลายคนยินดีทำแทน! เราจะปล่อยให้ลูกสาวอาศัยอยู่ที่นั่นโดยไม่ได้รับความยุติธรรมได้อย่างไร?”
แม่นางเหลียนไม่กล่าวคำใด ในขณะที่สีหน้าของนางไม่สู้ดีนัก
“ถูกต้อง” หยุนเชวี่ยเขยิบไปนั่งด้านข้างของแม่นางเหลียนก่อนกอดแขนมารดาและหัวเราะคิกคัก “ท่านป้าสะใภ้พูดถูกเจ้าค่ะ… ท่านแม่ ในอนาคตข้าต้องได้รับความเป็นธรรมนะเจ้าคะ ข้าอยากได้บ้านใหม่ นอนเตียงใหม่ สินสอดทองหมั้นต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งพันตำลึง ห้ามขาดแม้แต่เหรียญเดียว!”
มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนตกตะลึง
หยุนเชวี่ย “ท่านป้าสะใภ้จะปฏิเสธหรือเจ้าคะ?”
“หนึ่งพันตำลึง…” มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนหัวเราะแห้ง “ไหนเลยจะมีผู้ใดสามารถหาสินสอดทองหมั้นมากมายเช่นนั้นได้ เจ้ายังเยาว์วัยนักจึงไม่เข้าใจ…”
“แค่หนึ่งพันตำลึงเองเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยกล่าวอย่างจริงจัง “ในตอนที่พี่ต้าหวังมาสู่ขอพี่สาว ครอบครัวของข้ายังยากจนจึงเรียกเงินสินสอดเพียงสิบตำลึง แต่ตอนนี้พวกเรามีเงินหนึ่งร้อยตำลึงแล้วบวกเพิ่มเข้าไปสิบเท่ารวมกันเป็นหนึ่งพันตำลึงถ้วน”
“ไม่สามารถคำนวณเช่นนั้นได้” มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนกล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ “หากเจ้าคำนวณเช่นนั้นคงไม่มีผู้ใดในแปดลี้สิบหมู่บ้านสามารถแต่งงานกับเจ้าได้ มิฉะนั้นเจ้าต้องแต่งงานออกไปอยู่ไกลบ้านดังเช่นอาชิ่วเอ๋อ ซึ่งพ่อกับแม่ของเจ้าคงไม่ค้านหัวชนฝาเป็นแน่”
“ข้าไม่แต่งงานไปไกลบ้านหรอกเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยใช้ศีรษะถูแขนแม่นางเหลียนอย่างออดอ้อนพลางเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ข้าจะให้สามีมาอาศัยอยู่ที่บ้านของเรา ท่านพ่อและท่านแม่ก็จะได้มีลูกชายเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน”
“ให้สามีมาอาศัยอยู่ที่บ้าน?” มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนชะงักเล็กน้อย นางคาดไม่ถึงว่าเด็กหญิงอายุสิบกว่าปีจะกล่าวประโยคนี้ได้อย่างหน้าตาเฉย
หยุนเชวี่ยพยักหน้าอย่างจริงจัง
มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนเผยสีหน้าดูแคลน “ไหนเลยจะมีผู้ใดยอมให้ลูกชายของตนย้ายไปอยู่บ้านผู้อื่น”
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะแต่งงานกับผู้ชายที่พ่อแม่ตายตกไปแล้วสิเจ้าคะ” หยุนเชวี่ยลุกยืนขึ้นก่อนกล่าวออก “ข้ายืนกรานว่าจะให้เขามาอาศัยอยู่ที่นี่ ไม่ต้องคอยปรนนิบัติพ่อแม่สามี ช่างดีอะไรเช่นนี้”
มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนกล่าววาจาไม่ออก
แม่นางเหลียนลอบเบ้ปากอย่างช่วยไม่ได้ เด็กคนนี้ช่างทำตัวน่าปวดเศียรเวียนเกล้าเสียจริง
เมื่อมารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนจากไป หยุนเชวี่ยก็นั่งหัวเราะร่าอยู่บนเตียง “ฮ่าฮ่าฮ่า…” หลังจากที่นางกล่าวประโยค “พ่อแม่ตายตก เด็กกำพร้า” อีกฝ่ายก็เผยสีหน้าเหยเกราวกับกินพริกขี้หนู
“เจ้าเด็กคนนี้…” แม่นางเหลียนไม่รู้ว่าตนควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี
“ไม่ใช่ความผิดของข้าเสียหน่อย” หยุนเชวี่ยกลอกตา “นางปากพล่อยและกล่าวร้ายพี่ต้าหวัง ทั้งยังจุ้นจ้านเรื่องงานแต่งของพี่สาวไม่ยอมเลิกรา หากไม่สั่งสอนนาง ข้าคงสุภาพเกินไปแล้ว”
“เจ้าไม่ควรพูดส่งเดช” แม่นางเหลียนใช้นิ้วชี้จิ้มหน้าผากลูกสาวสองครั้ง “ไม่แน่ว่าคำพูดเหล่านั้นของเจ้าอาจถูกผู้อื่นบิดเบือนลับหลังก็เป็นได้”
“บิดเบือนก็บิดเบือนสิเจ้าคะ” หยุนเชวี่ยกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน “อีกอย่างข้าไม่ได้พูดมั่วซั่ว ข้าหมายความอย่างที่พูด” นางเดินลงจากเตียงไปหามารดาพลางกะพริบตาปริบ ๆ “ท่านแม่ ข้าไม่อยากไปอยู่ที่บ้านของคนอื่น ต่อให้ต้องแต่งงาน ข้าก็จะให้สามีมาอาศัยอยู่ที่นี่”
แม่นางเหลียนตกตะลึง
หยุนเชวี่ย “ข้าพูดจริงเจ้าค่ะ”
“เด็กน้อยเช่นเจ้าจะรู้อะไร?” แม่นางเหลียนไม่รู้ว่าตนจะต้องปั้นหน้าอย่างไรจึงมองลูกสาวด้วยสายตาเอือมระอา “เจ้ารู้หรือไม่ว่าการแต่งงานที่ฝ่ายชายย้ายไปอยู่กับฝ่ายหญิงเป็นอย่างไร?”
“มีอะไรที่ข้าไม่รู้อีกหรือเจ้าคะ” หยุนเชวี่ยกล่าวอย่างไม่กระดากปาก “มันคือการแต่งงานที่ให้ฝ่ายชายย้ายเข้ามาอาศัยที่บ้านของเรา และเมื่อคลอดลูก ลูกของข้าก็ต้องใช้แซ่เดียวกับเรา”
หลังจากกล่าวจบ นางก็เพิ่มความคิดเห็นของตนเอง “ไม่สำคัญว่าลูกของข้าจะใช้แซ่อะไร ตราบใดที่ไม่ต้องอยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่สามี ข้าก็มีความสุขล้นเหลือ”
หยุนเชวี่ยไม่สามารถจินตนาการถึงครอบครัวที่มีสมาชิกสามชั่วอายุคนรวมกว่ายี่สิบชีวิตอาศัยร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาเพียงไม่นานหรือตลอดทั้งชีวิต หากต้องเบาะแว้งกันด้วยเรื่องที่ไม่สลักสำคัญ นางขออยู่ตัวคนเดียวเสียดีกว่า
แม่นางเหลียนพูดไม่ออก
หยุนเยี่ยนเผยสีหน้าที่ยากจะอธิบายขณะมองไปที่น้องสาว
เมื่อถึงยามพลบค่ำ หยุนเชวี่ยบังเอิญได้ยินบทสนทนาระหว่างแม่นางเหลียนและหยุนลี่เต๋อที่กำลังพูดคุยกันอยู่นอกห้องครัว แม่นางเหลียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล “งานหมั้นของเยี่ยนเอ๋อเสร็จสิ้นแล้ว ไม่กี่ปีคงถึงคราวของเชวี่ยเอ๋อ ท่านคิดว่าเราควรหาคู่หมายให้นางตั้งแต่ตอนนี้ดีหรือไม่?”
หยุนลี่เต๋อตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด “หืม? หยุนเชวี่ยเพิ่งจะมีอายุไม่เท่าไร อีกอย่างเรื่องมันยังไม่เกิดขึ้น เหตุใดเจ้าจึงกังวลเรื่องนี้อีก แม่ของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนพูดอะไรให้เจ้าไม่สบายใจหรือ? อย่าเก็บคำพูดของนางมาใส่ใจเลย”
“ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ” แม่นางเหลียนกล่าว “ท่านเป็นพ่อของนาง ลูกสาวมีนิสัยเช่นไร ไยท่านจะไม่รู้ ลูกสาวของเรามีอารมณ์ฉุนเฉียว ท่านไม่กลัวว่าในอนาคต นางอาจทำให้ครอบครัวของสามีคับข้องใจหรอกหรือ?”
“ลูกสาวของเรายังเด็กจึงอารมณ์แปรปรวน ไม่แน่ว่าภายในอีกสองปี นางอาจเติบโตเป็นหญิงสาวผู้สง่างามก็เป็นได้” หยุนลี่เต๋อเหยียดยิ้ม “เจ้าก็เช่นกัน เรื่องมันยังไม่เกิดขึ้นอย่าตีตนไปก่อนไข้เลย”
“ระยะเวลาสองสามปีไม่ได้ผ่านไปในพริบตาหรอกหรือ แล้วท่านจะไม่ให้ข้ากังวลได้อย่างไร?” แม่นางเหลียนเผยท่าทีไม่พอใจ “อีกอย่างข้ามีลูกสามคน ท่านคิดว่าข้าไม่รู้นิสัยของลูกสาวที่ข้าเบ่งคลอดออกมารึ”
เมื่อเห็นว่าภรรยามีท่ามีโกรธเคือง หยุนลี่เต๋อจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนทันที “ใช่ ๆ ๆ เจ้าพูดถูก แต่จะมีผู้ใดสามารถรับมือกับลูกสาวของเราได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องฐานะ อย่างน้อยคนผู้นั้นต้องมีนิสัยดี หน้าตาพอไปวัดไปวา ชายหนุ่มในสิบลี้แปดหมู่บ้านล้วนแต่เป็นคนใจร้อนและทะนงตนเป็นที่สุด ไหนเลยจะเต็มใจย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านของเรา แต่หากมีผู้ที่ยินดีย้ายมาอยู่ที่นี่ ข้าเกรงว่าจะมีแต่คนเกียจคร้านไม่ยอมทำงาน…”
เรื่องที่หยุนลี่เต๋อพูดนั้นเป็นความจริง อย่าว่าแต่ยุคโบราณเลย แม้แต่สังคมยุคใหม่ ผู้คนก็ยังมีอคติที่หยั่งรากลึกเกี่ยวกับการที่ลูกชายของเขาไปที่บ้านของฝ่ายหญิงเป็นเรื่องที่น่าอับอายไม่น้อย
“พวกเราคอยดูกันไปก่อนเถิด หากไม่มีผู้ใดเหมาะสม…”
ยังไม่ทันที่แม่นางเหลียนจะพูดจบ เสียงของหยุนเยี่ยนก็ดังขึ้นเสียก่อน “เชวี่ยเอ๋อ เจ้ามายืนทำอะไรอยู่หน้าประตู? เหตุใดจึงไม่เข้าไปยกสำรับอาหารเล่า?”
หยุนเชวี่ยที่แอบฟังอยู่อีกด้านหนึ่งของกำแพงเผยสีหน้าเรียบเฉย จากนั้นเดินเข้าไปในห้องครัวพร้อมฉีกยิ้มกว้าง “ท่านพ่อ ท่านแม่ อาหารเสร็จหรือยังเจ้าคะ?”
หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนมองหน้ากันอย่างกระอักกระอ่วน
แม่นางเหลียนกล่าวออก “เสร็จพอดี เจ้าไปตักโจ๊กใส่ถ้วยเถิด”
“เจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยขานรับ นางเปิดฝาหม้อออกและใช้ทัพพีคนโจ๊กในหม้อสองครั้งก่อนเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา “ท่านแม่ เมื่อครู่ท่านพูดกำลังจะพูดอะไรหรือ หากไม่มีผู้ใดยินยอมจะเป็นอย่างไร”
“แค่ก ๆ” แม่นางเหลียนปรายตามองลูกสาวแวบหนึ่ง “รีบยกข้าวออกไปก่อนเถิด อย่าเพิ่งถามเรื่องไร้สาระเลย”
“เรื่องนี้เกี่ยวกับตัวของข้า เหตุใดท่านจึงบอกว่ามันไร้สาระเล่า?” หยุนเชวี่ยยืนกราน เพราะอยากรู้อยากเห็นว่าบิดามารดาวางแผนชีวิตไว้ให้ตนอย่างไร
เมื่อถูกเค้นถาม แม่นางเหลียนจึงต้องกล่าวตอบอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ถ้าไม่มีผู้ใดยินดีที่จะทำตามเงื่อนไข พวกเราคงต้องให้เจ้าแต่งงานกับเหอยาโถว อย่างไรเสียเขาก็เป็นลูกชายเพียงคนเดียวซึ่งสบายใจได้”
จากนั้นแม่นางเหลียนก็มองลูกสาวด้วยสายตาเป็นกังวล “แต่ไม่รู้ว่าท่านป้าสะใภ้เหอจะยอมรับหรือไม่”