ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 339 บอกกล่าวเรื่องน่ากลัว
ตอนที่ 339 บอกกล่าวเรื่องน่ากลัว
ตอนที่ 339 บอกกล่าวเรื่องน่ากลัว
หยุนเชวี่ยเผยท่าทีตกใจ “ท่านหมายถึงเหออวี้รึ?”
แม่นางเหลียน “พวกเจ้าไม่ได้ชอบอยู่ด้วยกันทั้งวันหรอกหรือ?”
“ชอบสิเจ้าคะ แต่มันไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเอาเสียเลย” หยุนเชวี่ยรับโบกมือปฏิเสธ “ท่านแม่ ข้ายังเยาว์นัก ท่านอย่าเพิ่งคิดถึงเรื่องนี้เลย”
แม่นางเหลียนมองลูกสาวคล้ายผิดหวังเล็กน้อย
หยุนเชวี่ยส่ายหน้ารัวราวกับกลองไม้เขย่า “ไม่ถูกต้อง ๆ”
เมื่อรับรู้ว่าแม่นางเหลียนมีความคิดเช่นนี้ วันถัดมาหยุนเชวี่ยจึงแอบย่องออกไปหาเหออวี้ตั้งแต่เช้าตรู่ หลังจากมาถึงหน้าประตูเรือนของตระกูลเหอ นางจึงตะโกนเรียกสหาย “เหออวี้…”
เหออวี้สวมเสื้อกันหนาวสีคราม สองมือซุกอยู่ในแขนเสื้อกว้างขณะเดินสะลึมสะลือออกมา “เจ้ามาทำอะไรที่นี่แต่เช้าตรู่ ไม่หนาวหรือ?”
“เจ้าอ้วนเฉียนอยากมาเล่นกับพวกเรา ข้ากำลังจะไปต้อนรับเขาที่หน้าหมู่บ้าน เจ้าจะไปด้วยหรือไม่?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถาม
“วันนี้รึ?”
“อืม นัดหมายกันไว้แล้ว”
เหออวี้เงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดสลัวก่อนพยักหน้า “ตกลง ข้าจะไปกับเจ้าเอง”
ทั้งสองคนเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันไปยังทางเข้าหมู่บ้าน หลังจากเข้าสู่ฤดูหนาวจึงไม่มีชาวบ้านมารวมตัวกันฟังเรื่องเล่า ณ ที่นี้อีก หยุนเชวี่ยปีนขึ้นไปบนหินก้อนใหญ่และมองสำรวจไปยังที่ไกล ๆ ขณะที่เหออวี้อ้าปากหาวอย่างเกียจคร้าน
“ข้ามีเรื่องจะบอกเจ้า” หยุนเชวี่ยมองไปตามถนนแล้วไม่พบผู้ใด นางจึงนั่งลงข้างเหออวี้พร้อมส่ายขาไปมา
“เรื่องน่ากลัวอะไร?” เหออวี้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที “เรื่องผีสิงรึ?”
“น่ากลัวยิ่งกว่าผีสิงเสียอีก”
เหออวี้เผยสีหน้าสงสัย
หยุนเชวี่ยกะพริบตาพลางเอียงศีรษะเล็กน้อยและจงใจลดเสียงให้เบาลง “ท่านแม่ของข้ามีเรื่องอยากจะบอกเจ้า”
“บอกมาสิ?” แรกเริ่มเหออวี้รู้สึกสับสน ทว่าเมื่อเข้าใจเรื่องทุกอย่างแล้วเขาจึงเอนกายไปด้านหลังอย่างไม่รู้ตัวพร้อมเผยสีหน้าหวาดกลัว “แม่ของเจ้า… คงไม่จริงจังกระมัง”
“เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?” หยุนเชวี่ยรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าขันยิ่งนัก ทว่าคาดไม่ถึงว่าเหออวี้จะมีท่าทีตกใจ นางจึงอดไม่ได้ที่จะเอามือลูบคาง “เจ้าไม่ชอบข้าหรือ?”
“ไม่ใช่ ๆ ๆ!” เหออวี้รีบปฏิเสธและเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไร?”
“ข้ารึ?” เมื่อเห็นอีกฝ่ายเกิดความประหม่า หยุนเชวี่ยก็พลันเกิดความคิดพิเรนทร์ขึ้นมา นางเม้มปากอย่างกระดากอายพลางก้มหน้าลง “แน่นอนว่าข้าต้องเชื่อฟังท่านพ่อและท่านแม่อยู่แล้ว”
เหออวี้นิ่งอึ้ง
“เรื่องนี้ข้าตั้งใจจะบอกเจ้าเพียงคนเดียว อย่าไปเล่าให้แม่ของเจ้าฟังล่ะ” หยุนเชวี่ยกล่าวตอบด้วยความเขินอาย “เกรงว่าท่านป้าเหอจะไม่ยอมรับข้า”
เหออวี้ยังคงอ้าปากค้างโดยไม่รู้จะเอื้อนเอ่ยคำใด
“เจ้าเป็นอะไรไป?” หยุนเชวี่ยยังคงหยอกล้อเหออวี้อย่างต่อเนื่อง นางมองเขาด้วยสายตาสับสนขณะที่น้ำเสียงเจือไปด้วยความคับข้องใจ “เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนไม่ดีหรือ?”
เหออวี้กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือทั้งสองที่วางอยู่บนหัวเข่าแข็งทื่อจนกลายเป็นท่อนไม้รูปร่างมนุษย์ จากนั้นเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงติดขัด “เจ้าเป็นคนดี ดี ใช่แล้ว…”
“อะไรหรือ?”
“ใช่แล้ว เราสองคนเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันไม่สามารถทำเช่นนั้นได้…”
หยุนเชวี่ยเขยิบตัวเข้าไปใกล้เหออวี้อีกครั้งก่อนเอ่ยปากอย่างออดอ้อน “พวกเราสองคนคือคู่รักที่มีใจให้กันตั้งแต่ยังเยาว์ต่างหาก”
“ถึงจะพูดเช่นนั้น… แต่…” เหออวี้มองหยุนเชวี่ยด้วยแววตายากอธิบาย “เจ้าไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนบ้างหรือ? เราสองคน…” เขาเผยสีหน้าจนใจ ด้วยไม่รู้จะสรรหาคำใดมากล่าว
หลังจากสบตากันอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดหยุนเชวี่ยก็อดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป นางระเบิดหัวเราะออกมาทำให้น้ำลายกระเด็นเปื้อนใบหน้าของเหออวี้และส่งเสียง “ฮ่า ฮ่า ฮ่า” จนดังทั่วบริเวณ
ร่างกายของเหออวี้แข็งทื่อไปชั่วขณะ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็รวบรวมสติและตบหน้าอกของตนเองเบา ๆ พลางถอนหายใจอย่างโล่งอก “แม่หล่น เจ้าทำให้ข้าตกใจแทบตาย!”
หยุนเชวี่ย “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าเล่าเรื่องน่ากลัวให้เจ้าฟังแล้ว”
เหออวี้ “ไม่ใช่อย่างนั้นเสียหน่อย”
ขณะที่ทั้งสองกำลังหยอกล้อกันอยู่ เสียงกีบม้ากระทบกับพื้นถนนก็ดังใกล้เข้ามา เฉียนเสี่ยวปังที่นั่งอยู่บนหลังม้าขนสีดำขลับโบกมือทักทาย “เชวี่ยเอ๋อ!”
“เจ้าอ้วน” ดวงตาของหยุนเชวี่ยเปล่งประกาย นางรีบกระโดดลงจากก้อนหินทันที “เจ้าพาอาเหลียงมาด้วยรึ”
อาเหลียงคือม้าขนสีดำขลับที่มีอุปนิสัยคล้ายมนุษย์ เมื่อได้ยินเสียงเรียกของหยุนเชวี่ย มันจึงยกเท้าหน้าทั้งสองข้างขึ้นพร้อมกรีดร้องเสียงแหลม ส่วนต้าจี๋ขี่ม้าขนสีขาวสะอาดตา ทว่าตัวเตี้ยกว่าอาเหลียงเล็กน้อย ซึ่งเขากำลังตะโกนโวยวายอยู่ด้านหลัง “นายน้อย ช้าลงหน่อยสิขอรับ”
เฉียนเสี่ยวปังเป็นเด็กชายร่างท้วมที่มีความปราดเปรียว เขากำบังเหียนแน่นก่อนเหวี่ยงตัวลงจากหลังม้ามายืนอยู่ตรงหน้าของหยุนเชวี่ย “ฮี่ ฮี่ เชวี่ยเอ๋อ”
หยุนเชวี่ยก้าวเข้าไปหาเฉียนเสี่ยวปังสองสามก้าวพลางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “เจ้าตัวสูงขึ้น!”
“อืม!” เฉียนเสี่ยวปังเกาหลังศีรษะด้วยความเขินอาย “ข้าผอมลงมาก”
“ข้าได้ข่าวว่าเจ้าเดินทางไปร่ำเรียนกับท่านอาจารย์ เจ้าไปที่ใดบ้างเล่า?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถามพลางมองสำรวจอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เฉียนเสี่ยวปังผอมลงและสูงขึ้นจริงด้วย พุงอันมโหฬารได้หายไปแล้ว
“ข้าเดินทางไปยังทิศตะวันตกตั้งแต่มณฑลชิงหยวน มณฑลถงซาน มณฑลหนานผิง มณฑลซีสุ่ย และอีกสิบกว่ามณฑลจนไปถึงเมืองเยี่ยนโจว ระหว่างทางท่านอาจารย์เหวินได้รับจดหมายจากครอบครัว โดยมีเนื้อหาว่าหลานชายคนสุดท้องของเขาเพิ่งคลอด ท่านอาจารย์เหวินปลื้มปีติเสียจนไม่มีกะจิตกะใจจะเดินทางต่อ ดังนั้นจึงสั่งให้พวกข้ากลับบ้านเพื่อพักผ่อนตามอัธยาศัย” เฉียนเสี่ยวปังกล่าวอย่างมีความสุข
“นับเป็นเรื่องน่ายินดี” หยุนเชวี่ยเอื้อมมือไปลูบลำคอของอาเหลียง “ไป ไปที่บ้านของข้าก่อนเถิด”
คล้ายว่าอาเหลียงจะจดจำหยุนเชวี่ยได้ ปลายหูของมันกระดิกไปมา ในขณะที่ถูใบหน้าเข้ากับฝ่ามือของนางพร้อมส่งเสียงร้องอย่างมีความสุขก่อนเดินตามหยุนเชวี่ยและเหออวี้ไปในหมู่บ้าน
เรือนของหยุนเชวี่ยอยู่ห่างจากทางเข้าหมู่บ้านเพียงไม่กี่ก้าว นางผูกบังเหียนของอาเหลียงไว้กับรั้วและกล่าวเชิญผู้มาเยือนเข้าไปในบ้าน ส่วนแม่นางเหลียนรีบร้อนออกมาต้อนรับด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม “นี่คือนายน้อยเฉียนรึ เข้ามาในบ้านก่อนเถิด”
“คารวะท่านอาสะใภ้” เฉียนเสี่ยวปังโค้งคำนับอย่างสุภาพ
แม่นางเหลียนรีบเอื้อมมือไปพยุงเขาทันที “ยินดี ๆ ข้างนอกอากาศหนาว รีบเข้ามาก่อนเถิด”
ต้าจี๋ผูกบังเหียนม้าของตนก่อนหยิบของกำนัลออกมาจากกระเป๋าสัมภาระบนหลังม้า “ท่านอาสะใภ้ นี่คือน้ำใจเล็กน้อยจากนายน้อยของข้าขอรับ”
“เจ้าแค่มาเที่ยวเล่น เหตุใดต้องนำของอย่างอื่นมาอีก” แม่นางเหลียนโบกมือปฏิเสธ “บ้านนอกไม่มีกฎเกณฑ์มากมาย พวกเจ้าเอากลับไปเถิด”
เฉียนเสี่ยวปังรีบอธิบายทันควัน “เพียงแค่ของว่างไม่กี่ห่อเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งมีค่ามากมาย เชวี่ยเอ๋อเคยกำชับก่อนเดินทางมาแล้ว แต่ครั้นจะให้ข้ามาเยี่ยมเยือนมือเปล่าคงไม่งาม ฮี่ ฮี่ ท่าอาสะใภ้อย่าถือสาเลยขอรับ”
“อายุยังน้อย แต่มารยาทงามกว่าผู้ใด” แม่นางเหลียนกล่าว “อาสะใภ้จะรับของกำนัลครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย หากเจ้ายังทำเช่นนี้อีก อาคงไม่มีความสุข”
เฉียนเสี่ยวปังกล่าวตอบรับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หยุนเยี่ยนยกกาน้ำชาพุทราภูเขาเข้ามาในห้องโถง นางมองดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ขณะที่มุมปากยกโค้งขึ้นเล็กน้อย
“ดื่มชาอุ่น ๆ ก่อน” หยุนเชวี่ยกล่าวออก “สักประเดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปเดินเล่นในหมู่บ้านของเรา แต่ตอนนี้เข้าสู่หน้าหนาวแล้ว ทุ่งนาจึงว่างเปล่า ไม่มีอะไรน่าชมนัก”
เฉียนเสี่ยวปังเหยียดยิ้มพร้อมยกถ้วยชาขึ้นเป่าเพื่อคลายร้อน “พาข้าไปดูกังหันน้ำของเจ้าหน่อยสิ”
เฉียนเสี่ยวปังกำเนิดในครอบครัวขุนนาง เติบโตมามีเงินทองให้ใช้จ่ายโดยไม่ขาดมือ ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเสื้อผ้าอาภรณ์และอาหาร เขาแยกข้าวสารและข้าวฟ่างไม่ออกด้วยซ้ำ ดังนั้นทุกอย่างในหมู่บ้านชนบทจึงเป็นเรื่องแปลกใหม่ แม้แต่คอกหมูก็ยังทำให้นายน้อยเช่นเขาตื่นตาตื่นใจ
“ตอนนี้พืชผลในทุ่งนาถูกเก็บเกี่ยวไปจนหมด เดิมทีเหล่าชาวบ้านมักปลูกข้าวสาร ส่วนตรงนั้นเป็นถั่วเหลือง และพืชผักในสวน นอกจากหัวไชเท้าแล้วก็ไม่มีผักชนิดไหนอีก ดังนั้นผักที่สามารถหากินในหน้าหนาวจึงมีแค่นี้…” หยุนเชวี่ยพาเฉียนเสี่ยวปังเดินชมรอบหมู่บ้านพร้อมกล่าวแนะนำ “บ้านของเหออวี้อยู่ทางนั้น ไม่ไกลจากบ้านของชีจินเท่าไร ส่วนบ้านของเสี่ยวส้วยเอ๋ออยู่บริเวณท้ายหมู่บ้าน…”
“ด้านหน้าหมู่บ้านของพวกเรามีแม่น้ำไหลผ่าน ด้านหลังเป็นภูเขา ท่านพ่อของข้ามักไปล่าสัตว์ที่นั่นบ่อย ๆ หลังจากกินอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปเก็บลูกพลับป่า”
“ตอนนี้ท่านอาหยุนอยู่ที่ใดเล่า? บนภูเขาหรือ?” เฉียนเสี่ยวปังเอ่ยถาม
“อืม ภายในอีกครึ่งเดือนหิมะจะตกหนักจนเส้นทางในป่าถูกตัดขาดน่ะ” หยุนเชวี่ยอธิบาย “ท่านพ่อจึงฉวยโอกาสนี้หาสัตว์ป่าเพิ่มอีกสักหน่อยสำหรับหน้าหนาว พวกเจ้าเอากลับไปด้วยสิ”
เฉียนเสี่ยวปังรีบโบกมือ “ไม่ได้ บ้านเจ้าต้องเอาไปขาย”
เขายังจำครั้งแรกที่พบเจอกับหยุนเชวี่ยได้ดี นางสวมเสื้อผ้ามอซอ แขนเสื้อและขากางเกงสั้นเต่อ เดินเร่ขายของไปตามถนนในเมืองภายใต้แสงแดดที่ร้อนระอุ เขาพลันรู้ทันทีว่านางต้องมาจากครอบครัวที่ยากจนเป็นแน่
“ไม่ขายแล้ว ท่านพ่อบอกว่าจะเก็บเอาไว้เป็นเสบียงในช่วงฤดูหนาว” ดูเหมือนว่าหยุนเชวี่ยจะอ่านใจของเฉียนเสี่ยวปังได้ นางจึงกะพริบตาพร้อมฉีกยิ้มกว้าง “เจ้ายังไม่รู้ใช่หรือไม่ว่าข้ามีเรื่องสำคัญจะบอก”
เฉียนเสี่ยวปัง “เรื่องสำคัญอะไรหรือ?”
หยุนเชวี่ย “ข้ามีเงินหนึ่งร้อยตำลึงแล้ว”
“อะไรนะ?” เฉียนเสี่ยวปังเบิกตากว้าง “หนึ่งร้อยตำลึง? เจ้า… เจ้าทำได้อย่างไร?”
“ข้าและเหออวี้หมักผักดองนับสิบไหไว้จำหน่าย เดิมทีคิดจะนำมันมาขายในฤดูหนาว แต่สุดท้ายกลับถูกภัตตาคารหลงชิงขอซื้อสูตรหมักดอง เถ้าแก่ร้านจึงเสนอว่าจะจ่ายเงินให้ข้าหนึ่งร้อยตำลึง” หยุนเชวี่ยเอียงคอ “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าจึงตกลงขาย”
“ได้รับเงินหนึ่งร้อยเหรียญภายในพริบตาอย่างนั้นรึ?” สายตาเฉียนเสี่ยวปังพลันเปลี่ยนไป
“เดิมทีข้าไม่อยากขายหรอก ข้าอยากเปิดโรงผลิตผักดองในหมู่บ้านเพื่อสร้างรายได้ให้กับทุกคน” หยุนเชวี่ยเกาศีรษะอย่างจนปัญญา “แต่ตอนนั้นข้าไม่มีเงินไว้ใช้จ่าย”
เฉียนเสี่ยวปังอ้าปากค้าง ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง ซึ่งเป็นความรู้สึกเช่นเดียวกับตอนที่เขาติดตามท่านอาจารย์เหวินไปศึกษาเล่าเรียน ระหว่างทางได้พบกับทิวทัศน์ภูเขาและแม่น้ำอันกว้างใหญ่ ทำให้เฉียนเสี่ยวปังตระหนักถึงความเล็กกระจ้อยร่อยของชีวิตตน
เขาเกิดมาเป็นคุณชายจากตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในมณฑลผิงอันและใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมาตลอด ตั้งแต่เยาว์วัยจนเติบใหญ่ไม่เคยกังวลว่าเรื่องเสื้อผ้าและอาหารการกินแม้แต่น้อย ไม่รู้จักความยากลำบากของชีวิต ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความทุกข์ยากของโลกมนุษย์ เขาจึงตระหนักได้ว่าชีวิตของมนุษย์ควรจะสงบและสุขใจ
หลังจากได้ยินหยุนเชวี่ยเอ่ยเสียงเรียบว่า ‘อยากสร้างรายได้ให้กับทุกคน’ ฉับพลันเฉียนเสี่ยวปังก็นึกถึงสำนวน ‘ยามไร้ความสามารถให้พัฒนาตัวเอง เมื่อมีความสามารถให้ช่วยสังคม’ ขึ้นมาทันที
เฉียนเสี่ยวปังอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามแสนเรียบง่ายและลึกซึ้งภายในใจว่าจุดประสงค์ของการทำงานเพื่อหาเงินคืออะไร?
หยุนเชวี่ยรู้ว่าเฉียนเสี่ยวปังตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทว่ากลับไม่คาดคิดว่าเขาจะตระหนักรู้ถึงคุณค่าของ ชีวิต หลังจากเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง นางจึงยกนิ้วขึ้นชี้สิ่งที่อยู่ข้างหน้า “ตรงนั้น มันคือกังหันน้ำ”
“โอ้…” เฉียนเสี่ยวปังพยักหน้าอย่างเหม่อลอย
ริมฝั่งแม่น้ำมีสาวน้อยสาวใหญ่ประมาณสองถึงสามคนกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส ช่วงเวลานี้อากาศหนาวเย็นแล้ว ไม่มีผู้ใดยอมแตะน้ำที่เย็นเยียบจนเสียดแทงกระดูก พวกนางจึงยืนปรึกษากันอยู่ข้างกังหันน้ำว่าใครจะเป็นคนลงมือก่อน
“เจ้านี่ช่วยทุ่นแรงได้ไม่น้อย ทำให้ทุกคนขี้เกียจแล้ว” หญิงสาวผู้หนึ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เมื่อก่อนพอถึงหน้าหนาว มือของข้าก็จะเกิดแผลและหากสัมผัสกับน้ำเย็นเมื่อไร มันจะเจ็บปวดราวกับโดนเข็มหนึ่งพันเล่มทิ่มแทง แต่ปีนี้ไม่ต้องซักผ้าในน้ำเย็น แผลเหล่านั้นจึงดีขึ้นมาก”
“พี่สะใภ้ ท่านซักผ้าเสร็จหรือยัง? ถึงคราวของข้าแล้ว…”