ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 274 หาเงินด้วยกัน
ตอนที่ 274 หาเงินด้วยกัน
เรื่องที่ถูกขโมย ครอบครัวของหยุนลี่เต๋อไม่ติดใจเอาความจึงไม่สืบสาวเรื่องราวต่อ ทว่าในสายตาของชาวบ้านเรื่องนี้กลับเป็นเรื่องนินทาที่หยิบยกมาพูดคุยกันหลังมื้ออาหารเย็นจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปเสียแล้ว
ตามคำกล่าว ‘เรื่องดีไม่รั่วไหล เรื่องเลวร้ายกลับกระฉ่อนไกลพันลี้’ หากเป็นเรื่องน่ายกย่องผู้คนจะเล่าขานปากต่อปากไม่เกินสองหรือสามวันก็เลิกรา อย่างไรเสียจิตใจมนุษย์มักชอบเหยียบย่ำมากกว่ายกย่องผู้อื่น
หลายปีที่ผ่านมา หมู่บ้านไป๋ซีไม่เคยมี ‘โจร’ หรือ ‘โจรที่ขโมยของในบ้านตนเอง’ อีกทั้งไม่เคยมีหญิงสาวคนไหนเจ้าเล่ห์และร้ายกาจเท่าหยุนชิ่วเอ๋อที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังในขณะนี้ ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นนางก็ขังตนเองอยู่ในบ้านเป็นเวลาเจ็ดถึงแปดวันแล้ว เพราะอับอายเกินกว่าที่จะพบปะผู้อื่น หยุนชิ่วเอ๋อได้แต่แอบฟังเรื่องราวที่ชาวบ้านนินทาจากปากแม่นางจ้าว ทำให้โกรธแค้นจนอยากฉีกพี่สะใภ้ผู้นี้ออกเป็นชิ้น ๆ พร้อมสบถด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย
ก่อนการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงอันแสนวุ่นวาย ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง ‘สาวน้อยเจ้าเล่ห์แห่งตระกูลหยุน’ แต่กลับไม่มีข่าวคราวของสาวน้อย ‘ผู้มากความสามารถ’ อีกคนของตระกูลหยุน หลังจากขายบ๊วยดองน้ำตาลชุดสุดท้ายอย่างชาญฉลาดแล้ว หยุนเชวี่ยได้มอบเงินรางวัลพิเศษเป็นจำนวนยี่สิบเหรียญให้กับเผยเสี่ยวส้วยและเหลียวชีจินในฐานะ ‘พนักงานดีเด่น’ ก่อนวางแผนในการตระเวนขอซื้อผักเหลือกินในหมู่บ้านจนครบสามชั่ง
ขณะนี้อยู่ในฤดูใบไม้ร่วง แต่ละครอบครัวจึงมีการเก็บเกี่ยวผักในสวนผักส่วนตัวจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อชาวบ้านทราบข่าว พวกเขาจึงตบเท้าไปสอบถามหยุนเชวี่ยจนอัดแน่นเต็มลานบ้านตระกูลหยุน
“หนึ่งเหรียญสามชั่ง? คิดว่าอย่างไร?”
“เจ้าจะปล่อยให้ผักเหล่านี้เน่าเสียโดยเปล่าประโยชน์จริงหรือ?”
“นี่เป็นอีกวิธีในการหาเงินใช่หรือไม่?”
“สาวน้อย หากจะให้พูดตามตรงพวกเราล้วนเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน เช่นนั้นพวกเรามาร่วมมือกันหาเงินเถิด!”
หยนุเชวี่ยยืนอยู่ตรงกลางในขณะที่ฝูงชนรายล้อมรอบตัวทำให้นางไม่สามารถพูดแทรกได้แม้แต่คำเดียว เมื่อเห็นเช่นนั้น ชีจินจึงยกเก้าอี้เข้ามาใกล้ฝูงชนและขึ้นไปยืนอยู่บนนั้น ก่อนใช้มือป้องปากพลางตะโกนเสียงดัง “ทุกคนเงียบหน่อย! ให้โอกาสพี่เหออวี้พูดอะไรสักอย่างเถอะ!”
โดยปกติแล้วทั้งสี่คนจะแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนโดยที่หยุนเชวี่ยเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ เหอยาโถวเป็นเสนาธิการและโฆษก ส่วนชีจินและเสี่ยวส้วยเอ๋อเป็นฝ่ายบริหาร ซึ่งทุกคนให้การร่วมมืออย่างดีตลอดเกือบช่วงเวลาสองเดือนที่ผ่านมา
ชาวบ้านทุกคนต่างลดเสียงลงชั่วขณะ เหอยาโถวกระแอมไอก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “แค่ก ๆ พวกท่านคิดว่าข้าไม่อยากให้คนหมู่บ้านเดียวกันมีรายได้และมีชีวิตที่ดีหรือ? ผักสามชั่งต่อหนึ่งเหรียญนั้นคือราคาที่ผู้คนในเมืองซื้อขายกัน มันอาจเป็นเงินไม่มาก แต่อย่างน้อยก็สามารถเปลี่ยนผักที่กำลังจะเน่าเสียโดยเปล่าประโยชน์ให้กลายเป็นเม็ดเงินได้ เช่นนั้นท่านทุกคนอย่าหมิ่นเงินน้อยไปเลย ดังคำกล่าวที่ว่าแม้ยุงตัวเล็กก็สามารถกลายเป็นอาหารได้*…”
*แม้ยุงตัวเล็กก็สามารถกลายเป็นอาหารได้ หมายถึงได้รับสิ่งเล็กน้อยดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
เหอยาโถวมีไหวพริบในการเจรจาและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากอธิบายให้ชาวบ้านทุกคนเข้าใจแล้ว เขาจึงจัดลำดับให้ชาวบ้านได้ทำการขายอย่างมีระเบียบ
ครอบครัวแรกที่ได้ทำการค้าคือครอบครัวของชีจิน แม่ม่ายเหลียวมารดาของเขาเป็นคนซื่อตรง นางประเมินผักในสวนของตนอย่างรวดเร็วและง่ายดายก่อนรับเงินด้วยความเบิกบานใจ
“อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่เรื่องแปลก เจ้าไม่ต้องพูดให้มากความหรอก มาถึงขนาดนี้แล้วยังคิดว่าอาสะใภ้ไม่เชื่อใจพวกเจ้าอีกหรือ? หากเป็นเมื่อก่อนคงไม่มีใครสนใจผักเน่าเหล่านี้หรอก…”
เมื่อชาวบ้านเห็นว่าแม่ม่ายเหลียวได้รับเงินแล้ว พวกเขาก็กระตือรือร้นขึ้นทันที เพราะเกรงว่าจะไม่ทันขาย เหอยาโถวปรึกษากับหยุนเชวี่ยอยู่ครู่หนึ่งก่อนรับซื้อผักจากอีกหลายครัวเรือนจนรู้สึกว่ามันเพียงพอแล้ว
“แล้วพวกเราล่ะ? จะไม่ซื้อหรือ?” ชาวบ้านที่ยังไม่ได้ขายผักเอ่ยถาม
“พวกเรามีเงินไม่มากขอรับ การซื้อขายครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อคำนวณว่าเงินที่พวกเรามีสามารถซื้อผักได้เท่าใด” เหอยาโถวอธิบาย
“มีเงินไม่มากอย่างนั้นรึ? สองเดือนที่ผ่านมาพวกเจ้าทำเงินได้มากมายมิใช่หรือ? มีรายได้มากถึงแปดร้อยเหรียญจนสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างสบาย ๆ เลยนี่”
เหอยาโถวฉีกยิ้มกว้าง แม้จะหาเงินมาได้มากมาย แต่ก็ใช้จ่ายจนแทบไม่มีเงินเหลือไว้เก็บออมแม้แต่น้อย ไม่เช่นนั้นเขาคงซื้อไหเพื่อดองผักมาอีกหลายใบ
เหล่าชาวบ้านที่ไม่ได้รับเรื่องราวดี ๆ ต่างรู้สึกผิดหวัง ทว่าก่อนกลับพวกเขาได้บอกให้หยุนเชวี่ยซื้อผักของตนเป็นลำดับแรก ๆ โดยจะคิดราคาพิเศษในการซื้อขายครั้งหน้า แม้จะได้เงินน้อยกว่าแม่บ้านเหลียว ทว่าก็ยังดีกว่าไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว
ไม่กี่วันถัดมา เด็กทั้งสี่คนต่างง่วนอยู่กับการทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำโดยไม่มีเวลาพักผ่อน ส่วนหยุนเยี่ยน แม่นางเหลียน และมารดาของเหอยาโถวต่างยื่นมือเข้ามาช่วยเมื่อมีเวลาว่าง
พวกเขาล้างและหั่นผักทั้งหมดก่อนใส่ลงในไหอย่างเรียบร้อย จากนั้นเทวัตถุดิบเจ็ดถึงแปดชนิดลงไป ตามด้วยน้ำร้อนและปิดฝาให้แน่นแล้วนำไปวางไว้ในห้องใต้ดินอันร่มรื่น
ไหใบใหญ่ยี่สิบใบวางเรียงรายในห้องใต้ดิน หยุนเชวี่ยนับเงินสี่ร้อยกว่าเหรียญที่เหลืออยู่ในถุงเงินและพบว่าพวกเขาใช้เงินจำนวนมากในการลงทุนซื้อผักและไหใบใหญ่เช่นนี้
ผักที่ซื้อมานั้นนับว่าราคาไม่แพง ทว่าทันใดนั้นหยุนเชวี่ยก็ตระหนักถึงปัญหาหนึ่ง แม้กำไรจะเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า แต่เงินเหล่านั้นต้องแลกมาด้วยการทำงานหนัก ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไปเส้นทางเศรษฐีคงไม่ไกลเกินเอื้อม
เมื่อหยุนเชวี่ยคำนวณเช่นนั้น เหอยาโถวจึงคิดคำนวณตาม เขายกนิ้วขึ้นนับพลางถอนหายใจ “เฮ้อ! เจ้าบอกว่าถ้าเราขายผักดองทั้งหมดยี่สิบไหจะได้เท่าใดหรือ?”
“หากขายผักดองหนึ่งชั่งในราคาสี่เหรียญ เราจะได้เงินทั้งหมดสามพันเหรียญ!” เสี่ยวส้วยเอ๋อกล่าว
“และหากเราตัดเงินทุนออกก็จะเหลือสองตำลึงใช่หรือไม่?” หากกล่าวว่าสองพันเหรียญก็ออกจะเกินจริงไปเสียหน่อย ทว่าเมื่อคิดดูอีกที เหอยาโถวก็พบว่ารายรับที่ได้มานั้นน้อยนิดจึงรู้สึกไม่พอใจ
“น้อยรึ?” เสี่ยวส้วยเอ๋อเบิกตากว้าง “พี่เหออวี้ ท่านยังรู้สึกว่ามันน้อยไปอีกหรือ? เงินจำนวนสองตำลึงสามารถซื้อสิ่งของต่าง ๆ มากมาย ทั้งยังสามารถทำให้เรามีความสุขในช่วงตรุษจีนได้!” นางรู้สึกว่าเขายังไม่พอใจอย่างมาก
ชีจินพยักหน้า “ถูกต้อง”
เหอยาโถวเกาหลังศีรษะพลางเอ่ยถามหยุนเชวี่ย “แล้วเงินที่เหลือเล่า? เราใช้มันซื้อไหเพิ่มดีหรือไม่? เมื่อวางท่านอาสะใภ้รองหวังถามข้าว่าพวกเรายังต้องการผักที่บ้านของนางอยู่หรือไม่ ขอเพียงตอบว่าต้องการ นางก็จะเก็บไว้ให้จนกว่าเราจะขายผักดองและได้เงินมากพอที่จะไปซื้อ”
ดวงตาของเสี่ยวส้วยเอ๋อเป็นประกาย “นี่ถือเป็นข่าวดีใช่หรือไม่?”
“อาสะใภ้รองหวังยังบอกอีกว่าที่บ้านของนางมีผักมากมายจนกินไม่หมด และนางก็เชื่อมั่นในตัวของพวกเรา” เหอยาโถวกล่าว “ข้าคิดว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป หลายตระกูลคงเต็มใจเก็บผักไว้ให้เราแน่… เชวี่ยเอ๋อ เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?”
หยุนเชวี่ยลูบปลายจมูก
เสี่ยวส้วยเอ๋อคำนวณด้วยความตื่นเต้น “เราสามารถนำเงินที่เหลือไปซื้อไหและดองผักเพิ่มอีกยี่สิบไห ดังนั้นเราจะได้เงินเพิ่มอีกสองตำลึง!”
ชีจินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “เช่นนั้น… ข้าหมายถึงหากเราทำเงินได้ไม่มากในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงเล่า? เราจะไม่ขาดทุนหรือ?”
.
“เป็นไปไม่ได้หรอก” หยุนเชวี่ยปฏิเสธ “ตราบใดที่ขายได้ครึ่งหนึ่ง เราก็ไม่ขาดทุนแล้ว หากขายได้มากเท่าใด เราจะได้เงินทุนมากขึ้นเท่านั้น แม้จะขายไม่หมด เราก็ไม่ขาดทุน”
นางคิดคำนวณอย่างรวดเร็วว่าการลงทุนหลายร้อยเหรียญนั้นไม่นับว่าเป็นความเสี่ยง ซึ่งโอกาสในการขาดทุนน้อยมาก ดังนั้นนางจึงตัดสินใจวางแผนการดำเนินการเป็นสองวิธีโดยที่ตนและเสี่ยวส้วยเอ๋อจะเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อไหที่ร้านขายของชำหยูจี้ ส่วนเหอยาโถวและชีจินไปสำรวจว่านอกจากบ้านของอาสะใภ้รองหวังแล้ว ตระกูลไหนสามารถขายผักให้พวกนางก่อนและค่อยเก็บเงินทีหลัง