ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 275 การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง
ตอนที่ 275 การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง
หลังจากทำการดองผักแล้ว หยุนเชวี่ยและพรรคพวกก็ยุ่งจนไม่มีเวลาก่อกวนหรือสร้างปัญหาให้หยุนชิ่วเอ๋อ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้นิ่งเฉย นางใช้เวลาทั้งวันไปกับการร้องทุกข์และป่าวประกาศว่านังเด็กเจ้าเล่ห์ลูกสาวหยุนลี่เต๋อ ‘ใส่ร้าย’ ตน
โดยปกติแล้วคำด่าเพียงไม่กี่คำก็ทำให้ผู้เฒ่าหยุนระคายหู ทว่าขณะนี้เสียงเล็กแหลมที่สบถด่าทอกลับกลายเป็นเสียงสะอื้นไห้ เสียงนั้นดังอยู่ครู่ใหญ่ก่อนค่อย ๆ เงียบลง
เมื่อเกิดเรื่องลักขโมยเช่นนี้ขึ้น ผู้เฒ่าหยุนก็รู้สึกอับอายยิ่งนัก ดังนั้นหลายวันที่ผ่านมาเขาจึงไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเท้าออกจากบ้าน ส่วนงานในทุ่งนามอบให้แม่นางเฉิน ซานหลาง หยุนลี่เต๋อ และภรรยาเป็นผู้ดูแล
หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนจำต้องยื่นมือเข้าช่วยอย่างไม่เต็มใจ เนื่องจากแม่นางเฉินแทบจะไม่หยิบจับอุปกรณ์การเกษตรใด ๆ เลย นับประสาอะไรกับซานหลางที่ออกไปเที่ยวเตร่ทุกครั้ง
ขณะรับประทานอาหารมื้อเย็น แม่นางเฉินคีบอาหารใส่ปากพลางบ่นอุบ “ท่านแม่ ข้าทำงานในทุ่งนาทั้งวันจนเอวแทบหัก แต่ท่านกลับให้ข้ากินอาหารเพียงน้อยนิดเช่นนี้หรือเจ้าคะ?”
ซานหลางกล่าวเสริม “เหตุใดพี่หยุนโม่ถึงไม่ไปทำนาบ้างล่ะ?”
หยุนโม่ที่กำลังคีบอาหารเข้าปากเงยหน้ามองซานหลาง โดยไม่กล่าวคำใดพลางเคี้ยวอาหารอย่างใจเย็น
‘เหตุใดเขาถึงไม่ไปทำนาทั้งที่มีเวลาว่างน่ะหรือ? เพราะตั้งแต่เริ่มเรียนตำรากับบิดา เขาก็ไม่ต้องทำงานที่ต้องใช้แรงหรือตากแดดอีกเลย เหตุใดบัณฑิตต้องไปทำงานกรรมกรด้วยเล่า?’ หยุนโม่ครุ่นคิดในใจ
“เขาไม่ต้องเข้าสอบเสียหน่อย” ซานหลางรู้สึกไม่พอใจ “ตอนรุ่งเช้า ข้ายังเห็นเฟิงซิ่วไฉตักน้ำใส่โอ่งอยู่เลยขอรับ”
แม้ไม่ใช่คนขยันหมั่นเพียร ทว่าหยุนโม่ก็เอาแต่อ่านตำราทั้งวันจนไม่ยอมออกไปที่ใด เขาเงยหน้าขึ้นมองซานหลางอย่างอารมณ์ดีอีกครั้ง
แม่นางจ้าวเผยท่าทีราวกับแม่ไก่ที่คอยปกป้องลูกทันที “เจ้าจะรู้อะไร! หยุนโม่เรียนตำราอย่างหนักทั้งวัน เหน็ดเหนื่อยยิ่งกว่าทำนาเสียอีก เนื่องจากเขาต้องเตรียมตัวเข้าสอบเป็นขุนนางในฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงอย่างไรล่ะ…”
แม่นางจ้าวผิดหวังกับหยุนลี่จงไม่น้อย ทว่านางไม่กล้ากล่าวคำใดที่อาจทำให้สามีขุ่นเคือง ดังนั้นนางจึงเข้าใจแล้วว่าพึ่งพาลูกชายคือทางเดียวที่จะทำให้ชีวิตของตนนั้นดีขึ้น
“สอบขุนนางกี่ครั้งแล้วล่ะ? ผลาญเงินไปไม่น้อย แต่ข้าก็ยังไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีขึ้น” ยังไม่ทันที่แม่นางจ้าวจะพูดจบ หยุนลี่เซียวก็โพล่งขึ้นเสียก่อน เขาใช้ตะเกียบเคาะชามสองครั้งพร้อมฉีกยิ้มกว้าง “นี่ ดูผู้เฒ่าหวังเป็นตัวอย่างสิ เกียจคร้านไม่เอาไหนเหมือนกับคนบางคนที่อยู่ที่นี่ อ่านตำราไปก็ไม่มีประโยชน์…”
คนที่หยุนลี่เซียวพาดพิงถึงคือหวังหลี่เจิ้งผู้ที่เคยอ่านตำราเพื่อไปสอบขุนนางมาก่อน ทว่าวันนี้กลับใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อยไปวัน ๆ
เขาเคยกล่าวไว้ว่าบรรพบุรุษทำผิดไว้ในอดีต ตนจึงตกอับเช่นนี้ มิฉะนั้นเขาคงสอบผ่านขุนนางและได้รับใช้ฮ่องเต้ไปแล้ว ทว่าอย่างไรก็ตามคนที่มักชอบพูดโอ้อวดย่อมไม่มีผู้ใดเชื่อถือ
แม้หยุนโม่จะมีอุปนิสัยอ่อนโยนและสุขุม แต่ก็มีความละอายเมื่อได้ยินคำกล่าวหาเหล่านั้น เขาขมวดคิ้วพลางวางตะเกียบลงก่อนกล่าวออก “ท่านปู่ ข้ากลับห้องก่อนนะขอรับ”
หยุนลี่เซียวแค่นเสียงเยาะหยันพร้อมใช้ตะเกียบเขี่ยผักในชามอย่างไม่ใส่ใจ แม่นางจ้าวขบกรามแน่นด้วยความโมโห นางได้ยินคำเสียดสีเหล่านั้นจนไม่มีความอยากอาหารอีกต่อไป
แม่เฒ่าจูพลันเปล่งเสียงด่าทอแม่นางเฉิน “กินมากจนท้องจะแตกตาย แต่ไม่เคยเห็นเจ้าทำงานหนักแม้แต่ครั้งเดียว! ข้าไม่ได้ตาบอดที่จะปล่อยให้เจ้าผลาญเงินตระกูลหยุน…”
แม่นางเฉินก้มหน้ากินอาหารโดยไม่สนใจคำด่าอันแสบแก้วหูของแม่เฒ่าจู เนื่องจากนางมีคติว่าถูกด่าทอนั้นยังไม่ทรมานเท่ากินข้าวไม่อิ่ม
ขณะนี้อาหารบนโต๊ะเหลืออยู่ไม่ถึงครึ่งจานแล้ว ผู้เฒ่าหยุนวางตะเกียบลงก่อนกล่าวออก “ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป สะใภ้ใหญ่จะเป็นผู้ดูแลงานบ้าน ส่วนเจ้าสาม สะใภ้สาม และซานหลางไปทำนากับข้า”
หลังจากพูดจบผู้เฒ่าหยุนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองหยุนลี่เซียวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก่อนกล่าวต่อ “หยุนโม่ไปกับข้าด้วย อายุไม่น้อยแล้วควรออกไปทำงานเสียที”
แม่นางจ้าวอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
“ท่านพ่อ ท่านดูสุขภาพของข้าสิขอรับ ช่วงนี้ร่างกายข้าอ่อนแอไม่น้อย อย่าว่าแต่ลงดินเลย เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็แทบจะเป็นลมแล้ว…” หยุนลี่เซียวใช้มือข้างหนึ่งถือชามเอาไว้ และใช้มือข้างที่สั่นเทาหยิบตะเกียบขึ้นมาพร้อมยิ้มเหยเก
“ข้าไม่เห็นว่าเจ้าจะกินข้าวน้อยกว่าผู้อื่น” ผู้เฒ่าหยุนถลึงตาใส่หยุนลี่เซียวพร้อมเผยสีหน้าจริงจัง “ถึงเวลาเก็บเกี่ยวพืชผลในท้องทุ่งแล้ว หากเจ้าไม่ต้องการอดอยากในปีหน้าก็ขยันเข้าสิ!”
เทศกาลเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง
ฤดูที่คึกคักและสนุกสนานที่สุดของปีได้แก่เทศกาลเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิและการไถพรวนในฤดูร้อน ซึ่งทั้งสองฤดูกาลนี้เป็นช่วงที่ชาวบ้านต้องทำงานอย่างหนักเช่นกัน ในที่สุดเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวก็ดำเนินมาถึง บุรุษ สตรี เด็กน้อย และผู้เฒ่าต่างร่วมมือร่วมใจเก็บเกี่ยวพืชผลของตระกูลตน ดังนั้นเรื่องเลวร้ายของหยุนชิ่วเอ๋อจึงถูกลืมเลือน
เหล่าชาวบ้านเก็บเกี่ยวต้นข้าวและตีข้าวตั้งแต่รุ่งสางจนถึงฟ้ามืด หยุนลี่เต๋อไม่มีเวลาขึ้นเขาเพื่อล่าสัตว์อีกต่อไป เสี่ยวอู่ถูกเรียกตัวให้มาช่วยงานบิดา ส่วนหยุนเชวี่ยนั้นเดินถือตะกร้าตามเก็บเม็ดข้าวที่ตกหล่นอยู่บนพื้น
ทุ่งนาของครอบครัวหยุนเชวี่ยมีอาณาเขตติดต่อกับที่นาของตระกูลเฟิง นางสังเกตเห็นเฟิงซิ่วไฉที่สวมเสื้อผ้าโปร่งสบายและเรียบง่ายขณะก้มตัวลงทำงานจากระยะไกล
“พี่สือยวิน!” หยุนเชวี่ยตะโกนทักทายอีกฝ่าย
เฟิงสือยวินยืดตัวตรงพลางปาดเหงื่อบนหน้าผากก่อนหันมายิ้มให้หยุนเชวี่ย แม้ดวงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ร่วงจะไม่ร้อนแรงเช่นแสงแดดในฤดูร้อน ทว่าเมื่อเวลาผันผ่านเฟิงซิ่วไฉบัณฑิตผู้ที่มีผิวขาวผ่องก็ถูกแสงแดดโลมเลียจนผิวหมองคล้ำ
ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างตะโกนทักทายเขา “โอ้ การสอบฤดูใบไม้ร่วงใกล้เข้ามาแล้ว แต่บัณฑิตหนุ่มยังคงทำงานอยู่หรือ?”
เฟิงสือยวินมักเหยียดยิ้มมุมปากอย่างประหม่าเสมอ แม้เขาไม่ได้แสดงท่าทีออกมามากมาย ทว่าผู้ฟังกลับสัมผัสได้ถึงรอยยิ้มอันอ่อนโยน “ยังเหลือเวลาเตรียมตัวอีกหลายวันขอรับ ข้าอาสามาทำงานเพียงเพราะอยากคลายเส้นเอ็นและกระดูกเท่านั้น”
เมื่อพูดถึงเส้นและกระดูก ขณะนี้เฟิงสือยวินพับแขนเสื้อขึ้นสูงเผยให้เห็นท่อนแขนเรียวเล็กขณะที่ในมือกำเคียวเกี่ยวข้าวและข้าวที่เพิ่งเกี่ยวไว้แน่น หลังจากหยุดพักชั่วครู่เขาก็เปลี่ยนเคียวที่เดิมทีถืออยู่มือขวาเป็นมือซ้ายพลางหมุนข้อมือสองครั้งก่อนก้มลงทำงานต่อ
“โอ้ มือซ้ายมือขวาหมุนเวียนกันยิงศร*” หยุนเชวี่ยเอียงศีรษะเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเสี่ยวอู่ใช้มือซ้ายเกี่ยวข้าวอย่างราบรื่น นางก็อดไม่ได้ที่จะขยิบตาให้น้องชาย “นายน้อยเช่นเจ้าสามารถทำได้ทุกอย่างเลยนี่”
*มือซ้ายมือขวาหมุนเวียนกันยิงศร เปรียบถึงคนที่สามารถทำอะไรได้หลายอย่างพร้อมกัน
เสี่ยวอู่ขมวดคิ้วกับคำพูดที่ชวนสับสนของพี่สาว
หยุนเชวี่ยเงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวออก “ความสง่างามเปรียบเสมือนแสงแดดและหิมะขาวโพลน ความหยาบคายจึงไม่สามารถทำลายได้… พูดได้คำเดียวว่าทรงพลังยิ่งนัก”
เมื่อได้ยินพี่สาวคนรองกล่าวชื่นชมพี่สือยวินด้วยความเคารพนับถือ เสี่ยวอู่จึงพยักหน้าเห็นด้วย ทว่าเขากลับไม่ได้ยินเสียงพึมพำของหยุนเชวี่ย “เหออวี้ช่างมีสายตาเฉียบแหลมเสียจริง”
เมื่อพูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา ทันทีที่หยุนเชวี่ยรู้สึกเช่นนั้น นางก็เห็นเหอยาโถววิ่งหน้าตั้งตามคันนาเข้ามาหานางขณะที่ในมือถือกาน้ำชาใบใหญ่ “เชวี่ยเอ๋อ แม่ข้าชงชาถั่วเขียว ข้าจึงแบ่งมาให้เจ้า”