ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 272 ไม่กล้าขยับตัว
ตอนที่ 272 ไม่กล้าขยับตัว
เฉียนเสี่ยวปังมีไหวพริบเฉลียวฉลาด เมื่อหยุนเชวี่ยกล่าวเพียงว่า ‘ให้ผู้อาวุโสในหมู่บ้านจัดการ’ และ ‘ครอบครัวไม่ต้องการให้ร้องเรียน’ ก็เข้าใจทันทีว่าหัวขโมยผู้นั้นย่อมต้องเป็นคนในหมู่บ้านไม่ใช่อื่นไกล เพราะหากเป็นคนต่างถิ่นก็เป็นการยากที่จะสืบหาตัวมาลงโทษ หรือบางทีอาจเป็นคนในครอบครัวเดียวกันด้วยซ้ำที่ก่อเรื่อง ทว่าไม่สามารถจับมือใครดมได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องอัปยศในวงศ์ตระกูลที่พวกเขาไม่ต้องการให้แพร่งพรายออกไป
“โอ้…” เขาพยักหน้ารับอย่างรวดเร็วโดยไม่ถามไถ่เพิ่มเติมให้อีกฝ่ายนึกลำบากใจที่จะตอบ จากนั้นจึงชี้ชวนให้หยุนเชวี่ยลองชิมอาหารฝีมือแม่ครัวประจำตระกูลเฉียน
หยุนเชวี่ยหยิบขนมชิ้นหนึ่งเข้าปากพลางเงยหน้าขึ้น “แต่ส่วนตัวแล้วข้าคิดว่าไม่ควรปล่อยให้โจรผู้นั้นลอยนวล ไตร่ตรองดูอีกทีแล้วเห็นทีคงต้องรบกวนให้เจ้าช่วยอีกสักหน”
“ไม่มีปัญหา!” เจ้าอ้วนเฉียนรีบโพล่งขึ้น ทว่าแล้วเมื่อหันไปเห็นใบหน้าของหยุนเชวี่ยที่ชะงักค้างอย่างตกตะลึง เขาจึงเกาศีรษะเพื่อกลบเกลื่อนความปากไวของตนและกล่าวอย่างกระอักกระอ่วน “เอ่อ… เจ้าพูดก่อนสิ”
“อืม” หยุนเชวี่ยกล่าวต่อด้วยเจตนารมณ์ชัดเจน “ในเมื่อครอบครัวของข้าไม่ต้องการให้เรื่องนี้ถึงที่ว่าการมณฑลก็ช่างเถิด แต่ขโมยของไปแล้วก็ใช่ว่าจะเกิดประโยชน์แต่อย่างใด หากข้าเป็นโจรคงนำสิ่งของเหล่านั้นไปแลกเป็นเงินเพื่อทำลายหลักฐานเสีย”
“เพราะฉะนั้นพวกเราต้องจับตาดูโรงรับจำนำไว้ไม่ให้คลาดสายตา จะได้รู้ว่าผู้ใดกันแน่ที่เป็นโจร!” เจ้าอ้วนเฉียนเข้าใจแผนการของนางในเวลาไม่นานนัก
หยุนเชวี่ย “อืม ยังมีบ่อนพนันอีกที่ สถานที่แห่งนั้นจะนำสิ่งของใดมาเดิมพันแทนเงินก็ย่อมได้”
“ได้ เจ้าวางใจเถิด เรื่องนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง” เจ้าอ้วนเฉียนพยักหน้ารับคำด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง ก่อนตบหน้าอกและรับรองอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ “ขอเพียงคนผู้นั้นโผล่หัวออกมาจากกระดอง รับรองว่าข้าจับเขาได้แน่!”
เจ้าอ้วนเฉียนมีสถานะทางสังคมสูงส่ง และด้วยฐานะที่เป็นนายน้อยจากตระกูลเฉียนผู้มั่งคั่งแห่งมณฑลอันผิง เพียงสั่งการกับเด็กรับใช้สองสามประโยคก็สามารถจัดการเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากโรงรับจำนำหรือบ่อนพนันในเมืองไม่ว่าแห่งใดก็ตามจงใจปิดบังข้อมูลของหัวขโมย ถือว่าคนเหล่านั้นกล้าแข็งข้อกับตระกูลเฉียนด้วยเช่นกัน
…
สองวันผ่านไป สมบัติของครอบครัวรองตระกูลหยุนที่หายไปกลับเงียบหายไร้ซึ่งข่าวคราวว่าจะพบ หยุนลี่เต๋อพยายามซ่อมบานประตูที่ถูกงัดอย่างเงียบเชียบ ทั้งยังเปลี่ยนกุญแจเสียใหม่
แม่นางเหลียนลองหยั่งเชิงหยุนลี่เต๋ออีกครั้งเมื่อสบจังหวะถึงเรื่องการย้ายถิ่นฐานออกไปจากเขตบ้านตระกูลหยุนนี้เสีย ทว่าเขาไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแม้แต่จะพยักหน้าหรือส่ายหน้า ฟังแล้วก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานไม่ออกความเห็นใด ทำให้แม่นางเหลียนได้แต่ถอนหายใจที่เกลี้ยกล่อมเขาไม่สำเร็จ หยุนเชวี่ยมองว่าครั้งนี้ผู้เป็นแม่ไม่ได้กล่าวอ้อมค้อมเช่นทุกครั้ง หมายความว่าความคิดของนางก็เริ่มโอนอ่อนผ่อนตามบ้างแล้ว สิ่งที่ทำได้ในเวลานี้คืออดทนรอต่อไปให้ถึงจุดที่สามารถตัดสินใจอย่างเฉียบขาดได้ในสักวัน
คืนวันที่สี่ เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งวันเท่านั้นก่อนถึงวันยื่นคำร้องเรียนตามที่หวังหลี่เจิ้งกำหนดไว้ในสัญญาลายลักษณ์อักษร ผู้เฒ่าหยุนที่พยายามระงับจิตใจมาตลอดเริ่มนั่งไม่ติดอีกต่อไป ในที่สุดจึงเรียกให้ครอบครัวรองทั้งหมดรวมถึงหยุนเชวี่ยและเสี่ยวอู่เข้ามาพบ
ผู้เฒ่าหยุนนั่งอยู่ตรงหน้าทุกคน ใบหน้าคล้ำเข้มดั่งเหล็กกล้าเครียดเกร็งไปทุกส่วน ริมฝีปากเม้มแน่นกระทั่งซีดเผือดไร้เลือดฝาด คางยื่นยาวเชิดขึ้นเล็กน้อยขณะพยักพเยิดออกคำสั่ง “นั่งลงเสีย”
หยุนลี่เต๋อนั่งลงโดยที่ร่างกายแข็งทื่อราวภูเขาลูกยักษ์ แม่นางเหลียนขยับเข้าใกล้ผู้เป็นสามีและเผยท่าทีระมัดระวังเล็กน้อย ผู้เฒ่าหยุนเองก็นั่งลงบนเก้าอี้เพียงครึ่งบั้นท้ายเท่านั้น สายตากวาดมองไปยังทุกคนที่อยู่รอบห้อง
ภายในห้องนอกจากครอบครัวรองทั้งห้าชีวิตแล้วยังมีแม่เฒ่าจูที่ทำหน้ายื่นยาวพร้อมพ่นคำผรุสวาทออกมาได้ทุกเมื่อ และหยุนชิ่วเอ๋อที่แม้ไม่พูดอะไรแต่ใช้สายตาคมกริบเชือดเฉือนอีกฝ่ายอย่างเอาเป็นเอาตาย รวมถึงหยุนลี่จงซึ่งย่นคิ้วอย่างรอคอย เขาสะบัดปลายแขนเสื้อบ่อยครั้งเพราะความใจร้อน
หยุนเชวี่ยยืนชิดแม่นางเหลียน ด้านหลังเป็นหยุนเยี่ยนและเสี่ยวอู่ซึ่งพยายามทำตัวให้เล็กลีบด้วยความเกรงกลัว ห้องชั้นบนที่เดิมก็มีขนาดไม่กว้างขวางอยู่แล้วยิ่งดูคับแคบเข้าไปใหญ่ ประกอบกับบรรยากาศความกดดันที่หนักอึ้ง ไม่มีผู้ใดกล้าขยับตัว
ผ่านไปครู่ใหญ่ หยุนลี่เต๋อซึ่งตัวแข็งทื่อยิ่งกว่าน้ำเต้าก็ตัดสินใจเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “ท่านพ่อ”
แก้มซูบตอบของผู้เฒ่าหยุนคลายความเครียดเกร็งลงเล็กน้อย ก่อนถอนหายใจยาวแทนการตอบรับ ท่ามกลางแสงสีเหลืองนวลจากตะเกียงน้ำมันที่ตั้งอยู่กลางห้อง ให้ความรู้สึกที่โศกสลดอย่างไรชอบกล
หลังเปล่งเสียงไปได้แค่นั้น หยุนลี่เต๋อซึ่งมีนิสัยงุ่มง่ามก็ไม่รู้ว่าตนควรพูดอะไรต่อไปจึงปิดปากเงียบอีกครั้ง ฝ่ามือใหญ่สองข้างที่หยาบกระด้างราวกระดาษทรายถูไถกันไปมาจนเกิดเสียงดังฟังชัดท่ามกลางความเงียบ
ส่วนหยุนเชวี่ยหลุบตาก้มลงมองปลายเท้าของตนพลางครุ่นคิดอย่างนึกเบื่อหน่าย ผู้เฒ่าหยุนแสดงกิริยาเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่? จิตใจของทุกคนในห้องโปร่งแสงราวกระจกใส แล้วจำเป็นต้องสรรหาคำกล่าวสวยหรูเพื่ออ้อมค้อมอีกด้วยเหตุใดกัน?
ถึงกระนั้นหยุนเชวี่ยก็เข้าใจดีว่าผู้เฒ่าหยุนคงตระหนักถึงผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นและทำการวางแผนเอาไว้แล้ว ดังนั้นตอนนี้ใช่ว่าเขานิ่งเงียบเพราะทำสิ่งใดไม่ถูก แต่เป็นเพราะกลัวว่าตนอาจเสียหน้า
ผู้เฒ่าหยุนถือคติการหยิ่งในเกียรติยศศักดิ์ศรีมาโดยตลอด ภายในใจคิดอยู่เสมอว่าทั่วหล้าต้องแซ่ซ้องสรรเสริญตน เช่นเดียวกับแม่เฒ่าจูที่คิดว่าตนสามารถควบคุมคนในตระกูลให้อยู่ภายใต้อาณัติได้ทุกเรื่อง
“หาของก็ค้นหาแทบพลิกเรือนแล้ว หาอย่างไรก็ไม่พบ เห็นทีคงเรียกกลับคืนไม่ได้” แม่เฒ่าจูถลึงตา พร้อมกวาดสายตามองหยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนด้วยความไม่พอใจ นางหยุดชะงักไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงแข็งห้วน “เงินทองเสียไปก็ถือซะว่าฟาดเคราะห์ คงไม่ต้องถึงขั้นเอาชีวิตคนมาแลกหรอกกระมัง”
คำกล่าวนั้นทั้งตรงไปตรงมาและเด็ดขาด ทั้งยังทำให้หยุนลี่เต๋อสะอึกจนกล่าวคำใดไม่ออก ส่วนแม่นางเหลียนย่อมไม่พอใจกับการตัดสินใจเช่นนั้น ทว่านางยังมีความเกรงกลัวแม่สามีอยู่บ้าง สายตาหันขวับไปมอง ริมฝีปากขยับเล็กน้อยทว่าไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกมา
“ครอบครัวเจ้าเป็นบ้าอะไรไปหมด?! ต้องการสิ่งใดกันแน่?! ข่าวลือแพร่กระจายไปแทบทั่วแผ่นฟ้าแล้ว ใคร่บีบบังคับน้องสาวของเจ้าให้ติดคุกติดตะรางก่อนรึจึงจะพอใจ?!” แม่เฒ่าจูจ้องเขม็งไปที่หยุนลี่เต๋อขณะตะคอกถาม
เสียงร้องไห้ของหยุนชิ่วเอ๋อดังขึ้นทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น นางร้องฟูมฟายน้ำตาไหลเป็นทาง ทว่าไม่วายกล่าวโทษหยุนเชวี่ย “ข้าถูกใส่ความ ข้าเป็นผู้บริสุทธิ์ นังเด็กสารเลวนั่นต้องการทำลายชื่อเสียงของข้าให้ย่อยยับ…”
หยุนเชวี่ยเลิกคิ้วขึ้นพลันใด ตอนนี้นางเกียจคร้านเกินกว่าจะโต้เถียงกับอีกฝ่ายให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ นางถูพื้นรองเท้ากับพื้นห้องไปมาเพื่อระบายความหงุดหงิดในใจ ถึงขั้นนี้แล้วยังคิดหรือว่าชื่อเสียงของตนเองในมุมมองคนนอกยังคงประเสริฐเลิศล้ำ?
ห้องเงียบสงัดมีเพียงเสียงร้องไห้คร่ำครวญของหยุนชิ่วเอ๋อ ในที่สุดผู้เฒ่าหยุนจึงผ่อนลมหายใจยาว “เจ้ารอง สี่วันผ่านมานี้เจ้าคงประจักษ์ชัดแล้ว ห้องหับในบ้านก็ถูกค้นหาจนทั่วแทบทุกซอกทุกมุม เพราะฉะนั้นหัวขโมยไม่ใช่คนในบ้านของเราเป็นแน่…”
กล่าวจบแล้วเขาก็ชะงักงันไปครู่หนึ่ง เรียบเรียงความคิดและคำพูดได้แล้วจึงเอ่ยต่อไป “เจ้ารอง เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร? ต่อให้ร้องเรียนเรื่องนี้แก่เจ้าหน้าที่ถึงอย่างไรก็คงไม่เกิดประโยชน์เช่นกัน”
หยุนเชวี่ยนึกอยากหัวเราะเยาะผู้เฒ่าหยุนเสียจริง ช่างน่าสมเพชนัก! นึกว่าครอบครัวรองกินแกลบกินหญ้าเป็นอาหารหรืออย่างไรจึงคิดว่าคงรู้ไม่เท่าทัน การหว่านล้อมเพื่อให้ยอมรับชะตากรรมและถอนการร้องเรียนเสีย เป็นอะไรที่น่าขยะแขยงสิ้นดี!
แม้ผู้เฒ่าหยุนรู้ว่าสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่เป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง แต่นอกจากวิธีดังกล่าวแล้วเขาก็ไม่มีหนทางอื่นอีก จึงได้แต่หวังว่าลูกชายคนรองผู้ซื่อสัตย์จะยอมอ่อนข้อและเข้าใจในความลำบากของครอบครัว
หยุนลี่เต๋อค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายประกายวาววับ เขาคิดปริปากกล่าวบางประโยคออกมาทว่าข่มกลั้นไว้ด้วยสีหน้าลำบากใจหลายหน แต่แล้วก็รวบรวมความกล้าและแค่นเสียงออกมาอย่างโกรธเคือง “ท่านพ่อ สิ่งของเหล่านั้นไม่ใช่สมบัติของครอบครัวข้า เพราะฉะนั้นข้าจำเป็นต้องมีคำอธิบายให้ผู้ที่เป็นเจ้าของตัวจริง ไม่อาจปล่อยให้สาบสูญไปโดยไร้วี่แววเช่นนี้”
“จับขโมยไม่ได้ก็คือจับไม่ได้! มีราชรถมาเกยมอบสิ่งของมีค่าให้ถึงที่ ยังต้องอธิบายกับผู้ใดอีก?!” แม่เฒ่าจูพ่นลมออกทางจมูกโดยแรง “เจ้าก็แค่อยากให้เรื่องมันวุ่นวายถึงขีดสุด ขึ้นหลังเสือแล้วคงลงลำบากสินะ! ทำกล่าวอ้างเอาความดีเข้าตัวไปด้วยเหตุใดกัน?!”
หยุนลี่เต๋อกำหมัดแน่นขณะกดมันลงบนหัวเข่า จากนั้นจึงพยายามอธิบายต่อไป “ท่านแม่ ข้าไม่มีเจตนาเช่นนั้น…” เพราะเขาเป็นคนซื่อจึงกล่าวไปตามตรงว่าสิ่งของที่หายไปเป็นของผู้อื่น แม้ไม่ใช่ของของตนเขาก็ไม่อาจปล่อยให้มันสูญหายไปดื้อ ๆ เช่นนี้ได้
“น้องรอง เหตุใดเจ้าจึงไม่รู้จักคิดใคร่ครวญให้ดีเสียบ้าง?” หยุนลี่จงเป็นฝ่ายพูดตัดบท เขาขมวดคิ้วมุ่นพลางส่ายหน้าราวจนใจเสียเหลือเกินกับเหตุผลประกอบการตัดสินใจของหยุนลี่เต๋อ “พวกเราช่วยกันค้นหาของแล้ว ทว่าไม่พบพวกมันแม้แต่เงา ต่อให้ร้องเรียนเรื่องที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ตระกูลของเราย่อมเดือดร้อน จะเกิดประโยชน์ไปกว่าที่เป็นอยู่อย่างไรกัน?!”