ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 270 ฟังไม่ได้ทันได้ศัพท์ กลับจับเอาไปกระเดียด
- Home
- All Mangas
- ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主]
- ตอนที่ 270 ฟังไม่ได้ทันได้ศัพท์ กลับจับเอาไปกระเดียด
บรรยากาศอาหารมื้อเย็นเงียบขรึม แม้แต่หยุนเชวี่ยที่ช่างพูดช่างเจรจาอยู่เป็นนิจก็นิ่งเงียบไม่ครื้นเครงเช่นทุกครั้ง ภายในใจของหยุนลี่เต๋อเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ปากที่เคี้ยวขนมเปี๊ยะแห้งผากไม่รับรู้รสชาติใด ๆ
แม่นางเหลียนและบรรดาลูก ๆ ทั้งสามก้มหน้าก้มตากินข้าว สีหน้าทั้งเย็นชาและเคร่งเครียด
หลังมื้ออาหาร ผู้เฒ่าหยุนจึงเรียกให้หยุนลี่เต๋อขึ้นไปพบเพื่อพูดคุยในห้องชั้นบน หนนี้ไม่มีผู้ใดรู้สาเหตุที่แน่ชัด หยุนเชวี่ยเองก็เกียจคร้านเกินกว่าจะไปเงี่ยหูแอบฟังที่ข้างกำแพงเช่นทุกครั้ง ถึงกระนั้นนางก็ไม่ได้แสดงท่าทีกระวนกระวายแต่อย่างใด ได้แต่เก็บถ้วยชามและตะเกียบไปล้างอย่างเงียบเชียบ
ทั้งครอบครัวผิดหวังในตัวหยุนลี่เต๋ออย่างแท้จริง
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงสาปแช่งของแม่เฒ่าจูก็ดังขึ้นจากห้องชั้นบน เสียงก่นด่ารุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ราวพวกเขาไม่บรรลุในวัตถุประสงค์ที่ต้องการบางอย่าง ตามด้วยการขู่ว่าจะแขวนคอตายเช่นทุกครั้ง
หลังเสียงสบถด่าดังอื้ออึงอยู่ครู่ใหญ่ จู่ ๆ กลับถูกขัดจังหวะด้วยเสียงสิ่งของบางอย่างที่หล่นแตกกระแทกดังลั่น ทำให้ทุกสรรพเสียงเงียบลงอย่างฉับพลัน
ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นมืดสนิท หยุนลี่เต๋อจึงเดินออกมาจากห้องชั้นบน สองมือที่ยกขึ้นกุมศีรษะตกห้อยลงแนบข้างลำตัว เขาตรงไปยังตำแหน่งลานบ้านที่ใช้ผ่าฟืนเป็นประจำและเริ่มใช้ขวานสับอย่างบ้าคลั่ง ครั้นตัดฟืนได้จำนวนหนึ่งแล้วจึงผละออกมาลับมีด เสียงโลหะขูดกระทบกับก้อนหินหยาบซ้ำไปซ้ำมา กลายเป็นว่ายามค่ำคืนที่ควรจะเงียบสงบกลับมีเสียงแหลมแสบแก้วหูดังแว่วเป็นระยะ
“ดูสิ พ่อของเจ้าอึดอัดคับข้องนัก” แม่นางเหลียนชะเง้อมองเขาผ่านหน้าต่างหลายครั้งด้วยความห่วงใย ก่อนถอนหายใจออกด้วยรู้สึกเจ็บปวดไม่แพ้กัน “หรือแม่ควรจะ…”
“ท่านแม่ ลืมแล้วหรือเจ้าคะว่าก่อนหน้านี้พวกเราตกลงกันไว้อย่างไร?” หยุนเชวี่ยไม่ให้โอกาสนางใจอ่อนและรีบกล่าวดักทางอย่างเด็ดขาดทันที “ตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม เจ็บเพียงชั่วขณะดีกว่าเจ็บสาหัสระยะยาว ปล่อยให้ท่านพ่อสำนึกเสียบ้างจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของคนพาลอีกต่อไป”
แม่นางเหลียน…
หยุนเชวี่ย “ครอบครัวฝั่งบ้านใหญ่ ญาติแต่ละคนล้วนไร้เหตุผลกล่าววาจาเหลวไหล ทั้งยังเล่นตุกติกกลั่นแกล้งเราอย่างโจ่งแจ้ง ท่านแม่ควรอดทนไว้ พวกเราสี่คนรวมพลังฮึดสู้ ไม่ช้าก็เร็วย่อมมีชัยเหนือกว่า!”
หยุนเยี่ยนหันมองหน้าแม่นางเหลียน สลับกับมองหน้าของหยุนเชวี่ย จากนั้นจึงละสายตามองตามแผ่นหลังของหยุนลี่เต๋อ ความอ่อนโยนในจิตใจทำให้นางเกิดความลังเลแทบทนไม่ได้ สองมือได้แต่กำชายเสื้อแน่นและบิดไปมาไม่หยุดหย่อน
ส่วนเสี่ยวอู่ยืนกรานที่จะอยู่เคียงข้างพี่สาวคนรองของเขา โดยไม่นึกสงสารเห็นใจบิดาที่ ‘พึ่งพาไม่ได้’ แม้แต่น้อย เขาเพ่งสมาธิอ่านตำราวิชาการต่อไปท่ามกลางเสียงลับมีดที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะเงียบลง ไม่นานนักเปลือกตาก็คล้อยปิดลงและฟุบหลับไป
“นอนเถอะ” หยุนเชวี่ยอ้าปากหาวพลางนอนพลิกตัวใช้ผ้าห่มผืนบางห่อตัวไว้ จากนั้นจึงเร่งเร้าแม่นางเหลียนเพราะความง่วงงุน “ท่านแม่ ไม่ต้องรอท่านพ่อแล้วเจ้าค่ะ ดับตะเกียงเถิด”
แน่นอนว่าแม่นางเหลียนไม่ต้องการใช้ท่าที ‘แล้งน้ำใจ’ ต่อต้านหยุนลี่เต๋ออีกต่อไป นางนิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วก็ทำใจดับไฟตะเกียงไม่ลง นางเอนกายลงนอนบนเตียงอย่างเงียบเชียบและหลับตาลงโดยหันหน้าไปทางประตู
หยุนลี่เต๋อผ่าฟืนจนหมดกองแล้ว แม้แต่มีดก็ลับเสียจนคมบางเฉียบ จากนั้นเขาจึงหันไปหาบน้ำจากลำธารมาเทใส่ในโอ่งใหญ่ทั้งสองใบจนเต็มล้น ครั้นงานเสร็จสิ้นแล้วก็ไม่มีสิ่งใดหลงเหลือให้ทำอีก สุดท้ายจึงอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดและเปิดประตูกลับเข้าห้องไปอย่างเบามือ
ทันทีที่ผลักประตูเข้าไปน้ำมันตะเกียงก็เกือบแห้งเหือด ดวงไฟที่สาดส่องวูบไหวแกว่งไกวไปมาจนเงาสะบัดวูบตาม เมื่อเห็นว่าภรรยาและลูก ๆ ทั้งสามผล็อยหลับไปแล้วหยุนลี่เต๋อจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ความรู้สึกผิดประดังประเดเข้ามาในหัวใจ
เขาค่อย ๆ ยกม่านกั้นเตียงขึ้นดู เห็นว่าหยุนเยี่ยนนอนขดตัวและหันหลังชนกำแพง หยุนเชวี่ยนอนหงายทั้งยังพลิกตัวดิ้นไปมา มือข้างหนึ่งพับขึ้นก่ายหน้าผาก ผ้าห่มผืนบางที่ห่อตัวหลุดเลื่อนออกเพราะท่านอนประหลาดนั้น
หยุนลี่เต๋อเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มออกมาคลี่กางให้เรียบและห่มคลุมกายให้นางตามเดิม หยุนเชวี่ยคล้ายรู้สึกตัวโดยสัญชาตญาณจึงพลิกตัวกลับซุกใบหน้าเข้ากับหมอน ขดตัวนอนตะแคงไปทางหนึ่ง ลมหายใจพ่นออกอย่างหนักหน่วงเล็กน้อยทว่าสม่ำเสมอ
ช่วงกลางวันที่ผ่านมานางคงมีเรื่องมากมายให้จัดการเป็นแน่จึงเหนื่อยล้าถึงเพียงนี้ เขาดึงม่านกั้นเตียงลงตามเดิมก่อนทรุดกายลงนั่งข้างเตียงอยู่อย่างนั้น ความรู้สึกแย่ยิ่งทวีขึ้นไปอีกขั้น
แม่นางเหลียนซึ่งทำเป็นแกล้งหลับค่อย ๆ พลิกตัวขยับไปด้านข้างอย่างแนบเนียนเพื่อให้เหลือพื้นที่บนเตียงให้สามีได้เอนหลัง จากนั้นจึงพลิกตัวไปอีกทางหันหลังให้หยุนลี่เต๋อ ท่ามกลางความมืดมิดภายในห้อง เสียงลมหายใจราบเรียบสม่ำเสมอดังสลับกับเสียงทอดถอนหายใจยาวเป็นบางครั้ง
ไม่รู้แน่ชัดว่าเวลาผันผ่านไปนานเพียงใด เตียงใหญ่ยวบลงพร้อมกับร่างของหยุนลี่เต๋อที่เอนกายลงนอนบ้าง มือข้างหนึ่งพยายามควานหาผ้าห่ม ส่วนมืออีกข้างซุกเก็บไว้ใต้หมอนอย่างสงวนท่าทีและหลับลงเพราะความอ่อนเพลียเช่นกัน
…
วันรุ่งขึ้น ไม่มีผู้ใดเอ่ยถามว่าผู้เฒ่าหยุน แม่เฒ่าจู และบางคนที่อยู่ในห้องชั้นบนเรียกหยุนลี่เต๋อไปพูดคุยหรือถามไถ่อย่างไรบ้าง ทั้งสี่ไม่มีผู้ใดแยแสเขา ทั้งยังเมินเฉยเพราะไม่คลายความคับข้องใจ แม้แต่แม่นางเหลียนก็ไม่พูดจาอะไรและสาละวนอยู่กับการปรุงอาหารและทำงานบ้านตามปกติ
หยุนเชวี่ยกินข้าวมื้อเช้าแล้วจึงคว้าตะกร้าเดินออกจากบ้านไปเช่นทุกวัน เสี่ยวอู่แยกไปเรียนหนังสือที่บ้านของเฟิงซิ่วไฉ่ ส่วนหยุนเยี่ยนก็ก้มหน้าก้มตาทำงานเย็บปักอย่างตั้งใจ ก่อนเดินทางออกไปทำงานในไร่ก็ไม่ลืมบรรจุน้ำสะอาดลงในน้ำเต้าทั้งสองใบเตรียมไว้
เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้เงียบหายราวสลายเขาไปในกลีบเมฆ ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึง ไม่มีผู้ใดปริปากถาม หยุนลี่เต๋อแม้อยากอธิบายเพื่อปรับความเข้าใจทว่าไม่มีความกล้ามากพอ และไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไรจึงจะเหมาะสม จึงได้แต่ก้มหน้าใช้จอบเสียมขุดพรวนดินต่อไป
ตั้งแต่โบราณกาลมีสุภาษิตหนึ่งกล่าวไว้ว่า ‘เรื่องดีงามไม่ถูกเผยแพร่ เรื่องร้ายสะพัดไกลนับพันลี้’ แม้ทุกคนในบ้านตระกูลหยุนไม่มีผู้ใดกล่าวถึง ทว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังคงเป็นประเด็นสนทนากระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้านไป๋ซีภายในชั่วข้ามคืนว่า ‘บ้านตระกูลหยุนก่อเรื่องอีกคราแล้ว!’
“ข้าได้ยินว่าครอบครัวรองของตระกูลหยุนถูกโจรปล้นบ้าน ทั้งยังอุกอาจขโมยกันตอนกลางวันแสก ๆ จะเป็นผู้ใดได้หากไม่ใช่คนใกล้ตัว!”
“พวกนั้นจะยอมรับโดยง่ายได้อย่างไรกัน? ต่อให้จับได้คาหนังคาเขามีหรือจะยอมเปิดเผยให้เสียหน้า พิโธ่เอ๋ย… ใจคอยังคิดจะรังแกครอบครัวรองที่ทั้งซื่อสัตย์และดีพร้อมไม่จบสิ้น”
“นี่… หากไม่ใช่เพราะเสี่ยวส้วยเอ๋อปากไวแล้วละก็ เห็นทีเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้พวกเราก็คงไม่รู้”
“ช้างตายทั้งตัว จะเอาใบบัวปิดอย่างไรมิด? เรื่องหัวขโมยก็ส่วนหัวขโมยเถอะ ข้ายังรู้มาอีกว่าหยุนชิ่วเอ๋อน่ะใจไม้ไส้ระกำนัก นางถือหม้อน้ำเดือดไปสาดใส่กระต่ายเลี้ยงของเชวี่ยเอ๋อหวังฆ่าให้มันตายทั้งเป็น…”
“เด็กสาวคนนี้รูปพรรณสัณฐานหรืองดงามผ่องแผ้วนัก เหตุใดจิตใจถึงได้ต่ำทรามถึงเพียงนี้ได้นะ?! ได้ยินแล้วข้าหัวใจจะวายตาย!”
“จริงด้วย! เชือดหมูเชือดไก่ ต่อให้เป็นการบั่นหัวก็จบกระบวนการภายในคมมีดเดียว แต่ใช้น้ำลวกร้อนทั้งเป็นชักโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว นางต้องคับแค้นจนขาดสติเพียงใดกันจึงทำเรื่องโสโครกเช่นนี้?!”
“เวรกรรม! จากนี้นางจะมีหน้าไปแต่งงานเข้าตระกูลใดได้? เกิดวันดีคืนดีไม่สบอารมณ์ขึ้นมาถือมีดไล่ฟันพ่อแม่สามีของตนเข้าจะทำอย่างไร? ผู้ใดกล้าสู่ขอนางเป็นภรรยาเห็นทีต้องแตกหักกับครอบครัวกันไปข้าง!”
“เจ้าก็คาดการณ์เสียน่ากลัวเชียว…”
“การคาดเดาของข้าว่าน่ากลัวแล้ว แต่ความเป็นจริงนางอาจร้ายกาจกว่านั้นอีกหลายร้อยเท่า…”
ทุกสรรพสิ่งในโลกใบนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงการนินทา เนื้อความมีเพียงนิดแต่เมื่อแพร่งพรายออกไปแล้วก็บิดเบือนกันไปใหญ่โต โดยเฉพาะเรื่องอื้อฉาวเช่นนี้ ภายในชั่วข้ามคืนหยุนชิ่วเอ๋อจึงกลายเป็นตัวแทนแห่งนางมารร้ายที่เอาแต่ผูกใจอาฆาตพยาบาท ความดื้อรั้นไร้เหตุผลของนางในอดีตถูกขุดคุ้ยขึ้นมาพูดคุยกันอย่างสนุกปาก
เดิมทีในหมู่บ้านไป๋ซีมีชายหนุ่มหลายคนที่เคยเห็นใบหน้าหยุนชิ่วเอ๋อและรู้สึกชอบพอจนอยากผูกสมัครรักใคร่ ทว่าเมื่อได้ยินเรื่องในด้านลบของนางเข้าบ่อยครั้ง หลายคนจึงเริ่มขมวดคิ้วและตัดสินใจถอนตัวเสีย ด้วยเกรงว่าหากดึงดันชื่นชมนางต่อไป ตัวเขาเองและครอบครัวอาจหนีไม่พ้นเคราะห์ร้ายเพราะมีหยุนชิ่วเอ๋อเป็นตัวอับโชค
แม่นางจ้าวนั้นกลัวเหลือเกินว่าฟ้าและดินจะไม่ถล่มทลาย จากที่ไม่เคยคิดสุงสิงกับผู้อื่น ทว่าวันนี้นางกลับเก็บถ้วยชามเข้าที่และออกไปกรีดกรายนอกเขตบ้านโดยใช้เพียงหูฟังไม่กล้าสบตาผู้ใด หลายคนพบนางจึงปรี่เข้ามาสืบถาม ทว่าแม่นางจ้าวเพียงตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ ความคลุมเครือนั้นทำให้ชาวบ้านยิ่งฟังไม่ได้ศัพท์จับเอาไปกระเดียดกว่าเก่า เมื่อสำรวจโลกภายนอกจนพึงใจแล้วแม่นางจ้าวจึงกลับเข้าบ้าน ทำทีปลอบประโลมหยุนชิ่วเอ๋อ
“พวกชาวบ้านล้วนแต่ปากหอยปากปู พูดจาเหลวไหลยิ่ง ช่วงนี้เจ้าเองก็อย่าได้ออกไปไหนไกลเลย อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนจะได้ไม่ต้องรับรู้เรื่องราวระคายหู หากได้ยินอะไรมาก็จงนิ่งเงียบเสียจะเป็นการดี”
หยุนชิ่วเอ๋อไม่มีความตั้งใจจะออกไปด้านนอกอยู่แล้ว ทว่าทันทีที่ได้ยินคำปลอบใจที่แฝงด้วยการยั่วยุอารมณ์ของแม่นางจ้าวแล้ว หยุนชิ่วเอ๋อถึงขั้นกระโดดผึงด้วยแรงอารมณ์ก่อนเอ่ยปากถาม “พวกมันนินทาอะไรเกี่ยวกับข้ารึ?! ไอ้อีเหล่านี้เห็นทีคงพูดคุยเรื่องดี ๆ ไม่คล่องปาก หากไม่ถูกข้าฉีกปากเสียก่อนคงไม่คิดสงบคำสินะ!”