ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 269 กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ผู้เฒ่าหยุนยืนเก้ ๆ กัง ๆ ราวกำลังรอคอยการกลับมาของหยุนลี่เต๋อ เขาขมวดคิ้วเข้าหากัน
หยุนลี่เต๋อตะโกนเรียก ‘ท่านพ่อ’ และรอให้อีกฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“เจ้ารอง” ผู้เฒ่าหยุนกวาดสายตามองซากเหยื่อในมือหยุนลี่เต๋อ ด้วยความที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน ผู้เฒ่าหยุนจึงเอ่ยถามหยั่งเชิงด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง “วุ่นวายกับงานมาตลอดทั้งวัน เจ้าคงเหนื่อยมากใช่หรือไม่?”
หยุนลี่เต๋อตกตะลึงกับถ้อยคำที่จะแฝงซึ่งความห่วงใย “จะเหนื่อยไปกว่าวันอื่นได้อย่างไรขอรับ? ทุกวันข้าก็ทำงานเช่นนี้”
สิ่งที่เขาพูดคือความสัตย์จริง หยุนลี่เต๋อออกไปยังท้องทุ่งตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อทำงาน ล่าสัตว์ หาบน้ำ ผ่าฟืน ทั้งยังแบกรับหน้าที่ใช้แรงของครอบครัวไว้แต่เพียงผู้เดียว เขาคุ้นเคยกับสิ่งที่ทำประจำจนเป็นกิจวัตรมานานหลายเดือนแล้ว ดังนั้นหากผู้เฒ่าหยุนจะคิดเป็นห่วงเป็นใยคงสายเกินไปสักหน่อย
บรรยากาศปกคลุมไปด้วยรัศมีแห่งความกดดัน ต่างคนต่างรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก มุมปากผู้เฒ่าหยุนกระตุกเพราะความตึงเครียด ครู่หนึ่งจึงเบนสายตามองไปที่อื่นพลางโบกมือ “ไปล้างหน้าล้างตาเสีย กลับมาถึงแล้วก็พักผ่อน ไปเถิด…”
กล่าวจบผู้เฒ่าหยุนก็ไม่รอให้หยุนลี่เต๋อตอบสนองแต่อย่างใด เขาหมุนกายกลับก้าวขึ้นไปยังห้องชั้นบนทันทีก่อนหันมาปิดประตู ชายชราจึงถอนหายใจโดยไร้สุ้มเสียง รอให้บ่าแข็งตึงค่อยคลายความเกร็งลงบ้างจึงก้มตัวลงนั่ง
หยุนลี่เต๋อซึ่งสะพายกระบอกบรรจุธนูไว้บนหลัง สองมือหิ้วซากสัตว์ป่ายืนนิ่งอยู่ที่เก่าไม่ขยับเขยื้อน สายตามองจ้องไปยังประตูห้องชั้นบนที่ปิดลงด้วยความสงสัยอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะละความสนใจและเดินกลับไปยังบ้านฝั่งปีกตะวันตกของตนเอง
“เหตุใดไม่เรียกเจ้ารองมาพูดคุย?” แม่เฒ่าจูซึ่งนั่งขัดสมาธินิ่งอยู่บนเตียงเงยหน้าขึ้น น้อยครั้งนักที่จะพบนางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงบราบเรียบ
“เรียกเขามาพูดคุยสิ่งใดเล่า?” ชายชราค่อย ๆ หันศีรษะกลับไปมอง รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้านับวันยิ่งชัดเจนขึ้น ผิวหนังบริเวณแก้มปริแยกเป็นรอยคล้ายพื้นดินแห้งที่แตกระแหง
“นังเด็กงูพิษลูกสาวมันก่อเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ คนเป็นพ่อจะวางเฉยได้อย่างไร?” แม่เฒ่าจูกล่าวอย่างฉะฉาน “ต่อให้แยกครอบครัวออกไปแล้วอย่างไร ตราบใดที่มันคลานออกมาจากท้องข้า ถึงอย่างไรก็ต้องเชื่อฟังคำของข้า”
หยุนชิ่วเอ๋อนั่งอยู่ในห้อง เพียงมองใบหน้าของสองพ่อแม่ผู้ชราสลับกันไปมา ยังไร้ความกล้ามากพอที่จะราดน้ำมันเพิ่มบนกองไฟ นางขยับกายเข้าไปเบียดใกล้กับแม่เฒ่าจูพลางตีหน้าเศร้า ทว่าความโกรธแค้นในใจที่ไม่คลายลงกลับยังแสดงออกชัดผ่านการขบเม้มริมฝีปากแน่น
“แท้จริงแล้วผู้ที่ก่อเรื่องไม่ใช่นางแต่เป็นผู้อื่น เรื่องแค่นี้เหตุใดเจ้าจึงไม่ทำความเข้าใจเสียบ้าง?” ชายชราใช้มือพยุงโต๊ะตัวเตี้ยพร้อมขยับกายนั่งลงกับพื้นอย่างช้า ๆ สายตาเย็นชาเหลือบมองไปที่หยุนชิ่วเอ๋อแวบหนึ่งก่อนโคลงศีรษะราวหนักใจเสียเต็มประดา
สายตาคู่นั้นปราศจากอารมณ์โกรธหรือสื่อการตำหนิใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งยังปรายตามองหยุนชิ่วเอ๋อไม่ถึงชั่วพริบตาด้วยซ้ำ ทว่าหยุนชิ่วเอ๋อกลับมีปฏิกิริยาตอบสนองโดยขยับหลังนั่งหลังตรงแข็งทื่อราวถูกเข็มทิ่มแทงอย่างรุนแรง จากนั้นจึงตอบโต้ตามความชินปาก “ไม่ใช่ข้า ข้าไม่ได้ขโมย!”
ผู้เฒ่าหยุนแสร้งทำเป็นหูทวนลมไปเสีย
“ถึงบ้านนั้นจะสูญเสียทรัพย์สินเงินทองไปโดยมิชอบ แต่หน้าที่การจัดการก็ควรจบเพียงในรั้วรอบขอบชิด นังเด็กสารเลวนั่นไม่ควรนำเรื่องไปแพร่งพรายให้คนนอกรับรู้ กลัวจนตัวสั่นว่าผู้อื่นจะไม่รู้ความอัปยศของตระกูล ช่างไร้สามัญสำนึกรังแต่จะสาวไส้ให้กากิน” แม่เฒ่าจูไม่ยอมอ่อนข้อ ทั้งยังพ่นคำผรุสวาทต่อไป “เสียทั้งใน เสียทั้งนอก แห่กันตามใจให้ท้ายมันกันเข้าไป ในอนาคตแต่งงานไปคงไม่พ้นถูกแม่สามีฆ่าตายไปเสีย”
ผู้เฒ่าหยุนไม่ต้องการฟังถ้อยคำระคายหูอีกต่อไป เขาถอนหายใจยาวพร้อมหลุบตาลง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะตามการหายใจขณะตอบกลับทั้งที่เสียงแหบพร่า “เรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว พูดมากความไปก็ไร้ประโยชน์ ถึงอย่างไรข้าก็ต้องอธิบายให้เจ้ารองถึงเรื่องที่เกิดขึ้น”
“จะอธิบายไปเพื่อเหตุใดกัน? อ้อยเข้าปากช้าง* ไปแล้วทุบตีให้มันคายออกมาได้รึ?!” แม่เฒ่าจูคว่ำปาก นางไม่คาดหวังแต่แรกอยู่แล้วว่าจะสามารถจับโจรตัวจริงได้ “ตอนนี้เราควรหาทางปิดปากนังเด็กนั่นเสียจึงเป็นการดีที่สุด หากยังกล้าป่าวประกาศก็จับนางหักขาเสีย ดูซิว่ายังมีความกล้าอยู่หรือไม่?”
* อ้อยเข้าปากช้าง = เป็นสำนวนสุภาษิต หมายความว่า เมื่อสิ่งของหรือประโยชน์อันใดตกอยู่ในมือใครคนหนึ่งแล้ว คนผู้นั้นจะไม่มีวันยอมปล่อยให้ผู้ใดง่าย ๆ
ผู้เฒ่าหยุนใช้หางตาเหลือบมองแม่เฒ่าจูอีกครั้ง ในใจรู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะรับคำ นางคงหลงลืมไปเสียสนิทว่า ‘นังเด็กนั่น’ ไม่ใช่หญิงสงบเสงี่ยมเช่นแม่นางเหลียน และไม่เป็นเช่นหยุนเซียงที่ยอมให้ผู้อื่นมาคอยบงการชีวิต บางทีสติปัญญาของเด็กหญิงผู้นี้อาจจะมากกว่าความคิดของคนทั้งบ้านรวมกันเสียอีก
บ้านปีกตะวันตก
หยุนลี่เต๋อได้ยินประโยคที่แฝงไปด้วยความคับข้องใจแว่วเข้าหู สีหน้าแสดงออกซึ่งความซับซ้อนด้วยไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี ฝ่ามือใหญ่หยาบกระด้างกำแน่น เปลือกตาหลุบต่ำขณะยืนนิ่งอย่างใช้ความคิด
แม่นางเหลียนมองเขาทั้งที่ขอบรอบดวงตาแดงก่ำ “พวกเราอยู่อย่างสงบไม่เคยตอแยใคร แต่กลับต้องเผชิญเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ ท่านพ่อลงมือค้นบ้านทั้งหลังแทบพลิกแผ่นดินหาแต่ไม่เจอแม้เงา เกรงว่าคงหมดหวังจะได้คืนเสียแล้ว…”
“เมื่อเช้าเชวี่ยเอ๋อเพิ่งรับปากกับตระกูลเฉียนว่าจะนำสิ่งของทั้งหมดไปคืนให้พวกเขาภายในวันพรุ่งนี้ แต่สมบัติทุกชิ้นกลับหายไปเสียก่อน เป็นเช่นนี้แล้วจะทำอย่างไรกันดี…” หยุนเยี่ยนถอนหายใจด้วยอารมณ์หนักหน่วง
หยุนเชวี่ยแบมือออกอย่างช่วยไม่ได้ “ข้ากลับไปบอกเจ้าอ้วนเฉียนอีกครั้งก็ยังไม่สาย ว่าเมื่อใดที่ได้ทุกสิ่งกลับคืนจะรีบนำกลับไปให้ทันที ไม่มีหนทางอื่นอีกแล้ว ข้าวของมากมูลค่าถึงเพียงนั้นบ้านของเราไม่มีทางหาเงินมาชดใช้ครบถ้วนแน่”
หยุนเยี่ยน “แล้วต้องรออีกนานเท่าใดว่าจะได้พวกมันกลับคืนล่ะ? ท่านปู่เองก็ช่วยค้นหาแล้วแต่ไม่พบมิใช่หรือ? หากไม่พบแล้วควรทำอย่างไรดี? ฝั่งบ้านใหญ่ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ ครอบครัวของเราต้องติดหนี้บุญคุณของพวกเขาไปถึงเมื่อไรกัน?”
หยุนเชวี่ยแสร้งเผยสีหน้าลำบากใจอยู่ชั่วครู่ จากนั้นจึงหันมองหยุนลี่เต๋อโดยไม่ลืมสงวนท่าที “หากหาไม่พบจริง… เห็นทีคงต้องรายงานเรื่องนี้ให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ ท่านพ่อคิดเห็นอย่างไรบ้าง?”
เสี่ยวอู่นิ่งฟังอยู่นานทว่าไม่กล่าวคำใด สมาชิกในครอบครัวทั้งสี่ ดวงตารวมกันถึงแปดข้างแสดงออกชัดถึงความอับจนปัญญาและหมดสิ้นหนทาง สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังชายผู้เป็นเสาหลักของบ้าน หยุนลี่เต๋อรู้สึกราวมีดวงไฟฉายสาดมาที่ร่างของตนเอง
ตามหลักแล้ว หากเกิดเหตุโจรปล้นบ้านจนมีทรัพย์สินหายไป เจ้าบ้านจะต้องร้องเรียนเรื่องดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่ประจำมณฑล ทว่ากรณีนี้โจรผู้นั้นกลับเป็น ‘โจรในบ้าน’ ที่ไม่สามารถจับมือใครดมได้ การร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการไม่ถือเป็นการทำให้ผู้เฒ่าหยุนและวงศ์ตระกูลต้องอับอายหรอกหรือ? ครู่นี้ผู้เฒ่าหยุนคล้ายต้องการพูดบ้างสิ่งแต่กลับเงียบงันเสีย แน่นอนว่าคงไม่พ้นเรื่องนี้เช่นกัน
พวกเขาจึงได้แต่น้ำท่วมปาก เก็บงำความทุกข์และความเสียหายเอาไว้เช่นนี้…
หยุนลี่เต๋อเคลื่อนสายตามองไปยังคนทั้งสี่ที่นั่งล้อมวงอยู่ตรงหน้า ความคิดประการแรกที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจคือความสับสน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เท่ากับเป็นการทำให้ภรรยาและลูก ๆ รู้สึกหนาวเหน็บเพราะขาดที่พึ่งมิใช่หรอกหรือ? เขาเป็นถึงบุรุษเพศอกสามศอกสูงแปดฉื่อ นอกจากไม่ทำให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้วยังไร้ซึ่งปากเสียงใดเพื่อปกป้อง ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งเอาแต่กล่าวโทษตนเองกระทั่งไม่กล้าแม้แต่จะสบตาผู้ใดทั้งนั้น
หยุนลี่เต๋อพยายามทำตัวเล็กลีบ มือข้างหนึ่งเสยผมขณะแสดงสีหน้าลำบากใจอย่างสุดชีวิต
แม่นางเหลียนสังเกตท่าทีของสามีอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดจึงถอนหายใจออกด้วยความผิดหวังในความโลเลขี้ขลาดของอีกฝ่าย นางหยัดกายลุกขึ้นยืนพร้อมกล่าวเปลี่ยนเรื่องเสีย “ทุกคนคงหิวกันแล้วกระมัง เฮ้อ… เกือบลืมกินข้าวกินปลาแล้วเชียว”
“ท่านแม่ ข้าจะไปช่วยท่านเอง” หยุนเยี่ยนลุกขึ้นเดินตามออกไปบ้าง
หยุนเชวี่ยไม่พูดอะไร นางลุกขึ้นเดินไปนั่งอยู่ตรงมุมเล็ก ๆ หลังห้อง และนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีสุ้มเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก กลางห้องจึงเหลือเพียงหยุนลี่เต๋อและเสี่ยวอู่ที่แสดงสีหน้าหดหู่อยู่อย่างนั้น ทั้งสองหันมองหน้ากันและสบตานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
หยุนลี่เต๋อยื่นแขนออกไปหมายจะลูบศีรษะเสี่ยวอู่
ทว่าเสี่ยวอู่กลับเอียงศีรษะหลบ ดวงตาดำขลับจ้องเขม็งกลับอย่างไม่สะทกสะท้านใด ๆ ทั้งสิ้น หลังนั่งตัวแข็งอยู่นานเขาจึงรวบรวมความกล้ากล่าวออกมาโดยเน้นย้ำทีละคำ “ข้า จะคุ้มกัน ท่านแม่ และพี่สาว”
อาจเป็นเพราะผลพวงจากการแยกครอบครัวออกมาอยู่เอง ทำให้อาหารการกินของเสี่ยวอู่ดีขึ้นตามลำดับ ขณะนี้ความสูงของเขาเพิ่มขึ้นมากกว่าครึ่งศีรษะอย่างรวดเร็ว เสื้อผ้าที่เคยตัวโคร่งกลับเต่อจนข้อมือและข้อเท้าโผล่ออกมา ร่างกายโดยรวมยังคงเปราะบางเช่นเดิม แปรเปลี่ยนไปก็เพียงแววตาที่ดูคมกริบและแข็งกร้าวราวเสือเผยกรงเล็บ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งจากการเผชิญกับมันมาตั้งแต่วัยเยาว์
หยุนลี่เต๋อรู้สึกราวถูกกระแทกโดยแรงจากพลังที่มองไม่เห็น ฝ่ามือหนายกค้างเสมอใบหน้าอยู่อย่างนั้น อาการชาวาบราวถูกเหล็กในของผึ้งต่อยค่อย ๆ ลามตั้งแต่นิ้วหัวแม่มือจรดแขนขา เขารู้สึกว่าอวัยวะทั้งหมดไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ดั่งใจนึก
ประโยคนั้นมีใจความไม่สมบูรณ์ ทว่าหยุนลี่เต๋อกลับตีความจากมันได้อย่างแม่นยำ เขาตระหนักว่าสิ่งที่เสี่ยวอู่ต้องการจะสื่อก็คือ ‘ท่านพ่อไร้ความสามารถ ปล่อยให้พวกนางได้รับความคับข้องใจเพียงนี้ ดังนั้นข้าจะเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองท่านแม่และพี่สาวเอง!’
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ฝ่ามือของหยุนลี่เต๋อห้อยตกลงมาวางบนโต๊ะเตี้ยอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับเสี่ยวอู่ที่ลุกเดินออกไปนอกห้องอย่างเงียบเชียบไม่ต่างกัน